กราบขอบคุณ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ฟังเสียงประชาชน !
- วันจันทร์ 8 กุมภาพันธ์ 2553 7:53
- ข่าวเด่น, ใต้ร่มธงไทย ภาณุมาศ ทักษณา
- อ่าน 86 ครั้ง
- 1 ความเห็น
กราบขอบคุณ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ฟังเสียงประชาชน !
ภาณุมาศ ทักษณา
ผมเคยเชิญพระราชดำรัสของในหลวง ที่พระราชทานเรื่องการเกษตรความว่า…
“…การเกษตรนั้น ถือได้ว่าเป็นทั้งรากฐานและชีวิตสำหรับประเทศของเรา เพราะคนไทยเราส่วนใหญ่เป็นผู้มีอาชีพทางเกษตรกรรม
ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นเสมอมาว่า วิธีการพัฒนาที่เหมาะสมแก่ประเทศเราอย่างยิ่งก็คือ จะต้องทำนุบำรุงเกษตรกรรมทุกสาขาให้พัฒนาก้าวหน้า เพื่อยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรทุกระดับให้สูงขึ้น” มาแสดงที่นี่
และเรียกร้องว่า “นายกฯอภิสิทธิ์ ครับ กลับมาสร้างไทยให้เป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” โลกดีกว่าไหม หากจะส่งเสริมงานด้านอุตสาหกรรม ก็ควรจะเป็นอุตสาหกรรมที่แปรรูปสินค้าทางการเกษตรก็น่าจะพอนะครับ”
วันนี้ มีคำตอบมาจาก นายกฯอภิสิทธิ์ แล้วครับ
เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปพูดเรื่อง “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่า
รัฐบาลจะผลักดันสินค้าเกษตรเพื่อรับตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งนายกฯเชื่อว่า จะส่งผลดีมากกว่าลงทุนรถไฟฟ้าและสนามบิน โดยจะให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จัดทำแผนผลิตสินค้าเกษตร ว่าพื้นที่ตรงไหนควรผลิตอะไร รวมทั้งเพิ่มผลผลิตต่อไร่
ไม่ใช่เพียงแต่ขยายพื้นที่การผลิตเท่านั้น และ รัฐบาลจะพัฒนาระบบชลประทาน ๒๔ ล้านไร่ที่มีอยู่ให้เต็มที่ รวมไปถึงการออกโฉนดชุมชน เพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้เกษตรกร จะพัฒนาทักษะของเกษตรกรให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี และรายละเอียดอื่น ๆ ที่ฟังแล้วชื่นใจจริง ๆ
ในฐานะที่ผมเคยเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาสนใจเรื่องนี้ ก็ขอกราบขอบคุณ นายกฯอภิสิทธิ์ มา ณ ที่นี้ครับ
แล้วอย่าหาว่าได้คืบจะเอาศอกเลยนะครับ ผมขอฝากอีกเรื่องหนึ่งได้ไหม
ผมเขียนเรียกร้องมานานแล้ว ว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งพร้อม ๆ กันนั้น รัฐบาลต้องขุดลอกแม่น้ำลำคลองทั่วประเทศที่ตื้นเขินด้วยวัชพืชและดินถล่มลงไป ด้วยการประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ”
คือ ระดมงบประมาณเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่กระจัดกระจายอยู่ใน กรม หรือ กระทรวงต่าง ๆ มาไว้ด้วยกัน แล้ว “วางแผน”พัฒนาแหล่งน้ำให้สอดคล้องกันรวดเดียว ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละแห่ง “นึกอยาก” จะทำอะไรก็ทำกันไป อย่างที่ผ่านมาครับ
การแบ่ง “งบประมาณ” เป็น “เบี้ยหัวแตก” ให้กรมนั้น ๑๐ ล้าน กรมนั้น ๑๐๐ ล้าน หรือกระทรวงโน้น ๑,๐๐๐ ล้านเพื่อนำไปชุดลอกหนองบึง หรือผันน้ำจากโขงชีมูล หรือทำท่อส่งน้ำไปยังไร่นาต่าง ๆ นั้น หากทำกันคนละทีก็เหมือนพายเรือกันคนละครั้ง แทนที่เรือจะพุ่งไปข้างหน้า เผลอ ๆ จะหมุนคว้างอยู่กลางแม่น้ำ
นอกจากนี้การทำงานที่มี “เป้าหมาย”เดียวกันแบบนั้น โอกาสที่ “เงิน” จะรั่วไหลมีค่อนข้างสูงนะครับ
ในวันที่ ๓ ก.พ. นั้น นายกฯอภิสิทธิ์พูดเองนะครับว่า “ปัจจัยที่บั่นทอนภาครัฐมากที่สุดอยู่ที่การทุจริตคอร์รัปชั่น ที่มีความซับซ้อนขึ้น ต้งแต่การออกแบบนโยบายและการกำหนดราคากลาง”
เพราะงั้น ผมจึงเสนอให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ไงครับ..ก็หวังว่าชาวบ้านร้านตลาดจะได้ยินข่าวดีเร็วเรื่องขุดลอกแม่น้ำจากท่านเร็ว ๆ นี้นะครับ.









เป็นเสียงของประชาชน ครับ