เลิกคิดมาสมานฉันท์เสียที เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ
- วันจันทร์ 28 ธันวาคม 2552 14:19
- มุมมองของ วิรัช ทศานนท์
- อ่าน 45 ครั้ง
- 2 ความเห็น
มุมมองของผม(วิรัช ทศานนท์)ครั้งนี้ จะพูดว่าเป็นการเสนอข้อเขียน ความคิดเห็นเป็น “เสรี” ครั้งสุดท้ายในรอบปี 2552 ก็คงไม่ผิดนัก และดูเหมือนจะเป็นการ “บังเอิญ” อย่างแท้จริงอีกด้วยว่า ข้อคิดข้อเขียนครั้งสุดท้ายที่คิดจะเขียนไว้นี้ เกิดเป็นเรื่องที่ตรงกันกับข้อเขียนชิ้นแรก ที่เขียนเสนอไว้เมื่อวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 2552 ขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งข้อเขียนชิ้นนั้นได้จั่วหัวเรื่องไว้ว่า “อนิจจา-ท่านประธานที่เคารพ”… ครับ
ที่เกริ่นไว้ในข้างต้นนั้น เป็นข้อเขียนแสดงความคิดเห็น ที่มีต่อนโยบายนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่เสนอให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมการที่มีชื่อเรียกว่า “คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ซึ่งมีวุฒิสมาชิกนนทบุรี ดิเรก ถึงฝั่ง เป็นประธานคณะกรรมการ และท่านก็บอกออกมาหลังรับการแต่งตั้งใหม่ๆว่า “ท่านไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้” แต่เป็นเรื่องที่ประธานรัฐสภาชัย ชิดชอบท่านตั้งขึ้น ซึ่งในที่สุด ท่านก็ได้มาจนถึงฝั่งแล้ว แต่จะขึ้นฝั่งหรือไม่ ยังไม่ทราบ เท่าที่ทราบก็คือขณะนี้ ท่านก็ยังไม่ได้ออกจากท่าไปได้ถึงไหนเลย
เมื่อเกิดเหตุบังเอิญดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก่อนจะสรุปลงท้ายเป็นการให้ความเห็นเป็นส่วนตัว ในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งด้วยนั้น ใคร่จะขอนำข้อเขียนชิ้นแรกดั่งกล่าวเมื่อ 8 เดือนก่อน มา “ฉายซ้ำ” อีกครั้ง และต่อไปนี้ คือข้อเขียนความคิดเห็น ที่ใคร่นำมานำเสนอซ้ำอีกครั้งครับ …
… “นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น ตอนนี้ท่านจะพูดอยู่เสมอว่า กรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลเสนอต่อรัฐสภานั้น ถึงแม้จะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้กระทำดำเนินการก็ตาม แต่จะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยอย่างก้าวขวาง ถ้าทำโดยไม่ฟังเสียงประชาชน ก็อาจจะกลายเป็นชนวนขัดแย้งกันอีก ซึ่งการพร่ำพูดของนายกรัฐมนตรีอยู่เรื่อย ๆ มานั้น ฟังดูก็น่าศรัทธาเลื่อมใสในเจตนา อย่างน้อยก็ทำให้รู้โดยทั่วไปว่า ท่านเป็นนักประชาธิปไตยโดยแท้ เพราะท่านฟังเสียประชาชนอย่างจริงจังเคร่งครัด แสดงว่าต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยจริง ๆ
แต่ถ้าจะมองกันอย่างลึกซึ้งถ่องแท้แล้ว สิ่งที่ท่านพร่ำพูดออกมานั้น มันไม่ผิดอะไรไปจากที่เรียกกันว่า “กำปั้นทุบดิน”อะไรเลย คือพูดทีไรก็ถูกทุกที แต่ไม่ได้อะไรเลย มีแต่ทำให้มือเจ็บเปล่า ๆ เท่านั้นเอง
กรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เท่าที่เห็นรายชื่อและภารกิจมอบหมายให้ดำเนินการ ก็ยากที่จะเข้าใจได้ว่า ท่านจะให้เขาทำอะไรแค่ไหนอย่างไรกันแน่ จึงพยายามพิจารณาใคร่ครวญทำความเข้าใจเอาเอง แล้วทำความเข้าใจเอาว่า ท่านคงต้องการให้ปฏิรูปการเมือง และแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดสมานฉันท์เช่นนั้นมากกว่า
ถ้าต้องการจะให้คณะกรรมการชุดนี้ ท่านมีภารกิจดังที่เข้าใจข้างต้น ก็ไม่เห็นว่านายกฯต้องไปเน้นแล้วเน้นอีกว่า ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมเช่นนั้นเลย เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว ประชาชนโดยทั่ว ๆ ไปนั้น เขาคงไม่ “ติดใจ”อะไรในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนักหรอก นอกเสียจากจะมีผู้ที่ชอบ “ดัดจริต” คำก็ประชาชน สองคำก็ประชาชน ที่มักจะเอาประชาชนมาแอบอ้าง เพื่อสร้างภาพความเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาอย่างเหลือหลาย และต้องขอร่วมทุกงานทุกรายการ ไม่ว่าจะอยู่ในระบอบประชาธิปไตยเต็มใบหรือครึ่งใบ หรือแม้กระทั่งตั้งชื่อเพื่อ “ตีกิน” กันง่ายๆ ว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ก็ยังเอาด้วย - เช่นนั้นเลย
ที่กล่าวมาเช่นนี้ ไม่ใช่จะดูหมิ่นถิ่นแคลนประชาชนเช่นนั้นหรอก เพราะเห็นว่าการที่จะให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางนั้น อยากทราบเหลือเกินว่า คณะกรรมการท่านจะมีวิธีการอย่างใดที่จะให้ประชาชนเข้าร่วมด้วยอย่างแท้จริง ท่านจะเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างไร และโดยวิธีการใด เพราะถ้าเขาไม่รู้เรื่องด้วยกับเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญอย่างถ่องแท้จนเข้าใจได้ด้วยตัวเอง แล้วเขาจะเสนอความคิดเห็น เพื่อบ่งบอกถึงความต้องการของเขากันได้อย่างไร
ท่านจะใช้วิธีตะรอนออกปฏิบัติการ ตามวิธีการที่เรียกว่า ”ประชาพิจารณ์” เชื่อที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ท่านได้ปฏิบัติมาแล้ว เมื่อสมัยที่ท่านเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่ได้ถูก “เสื้อแดง” ด่าเอาว่าเป็นรัฐธรรมนูญของพวกเผด็จการทหาร โดยที่ท่าน ดร.เจิมศักดิ์ ก็จะได้รับมอบหมายให้ตระเวนเปิดเวที “มองต่างมุกมุม” ตามสไตล์เช่นเคยอีกหรือไง ท่านต้องกรจะให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับสารพัดสารพันปัญหาขึ้นมาใหม่อีกครั้งใช่ไหม เพราะคราวนี้ก็เห็นมีชื่อ ดร.เจิมศักดิ์ นักมองต่างมุมเป็นคณะกรรมการอยู่ด้วย
ไม่ต้องถึงขั้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยอย่างกว้างขวางเอาเป็นเอาตายหรอก เพราะประชาชนนั้นศักยภาพเขายังไม่ถึงสำหรับเรื่องนี้และปัญหานี้ อย่าดึงเอาเขาเข้ามาให้ “ถูกอ้าง” เป็นข้อแก้ตัวกันเลย รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่กำลังกลายเป็นต้นเหตุหนึ่งของความขัดแย้งในเวลานี้นั้น ก็อ้างกันว่าประชาชนต้องการถึงขั้นมีประชามติหมดเงินแผ่นดินไปมากถึง 2,000 ล้านบาทแล้วมิใช่หรือ
อย่าว่าแต่ประชาชนทั่วๆไปเลย แม้แต่บรรดาท่านกรรมการที่เป็นสมาชิกรัฐสภา รวมถึงกระทั่งบรรดานักวิชาการระดับเกรดสูง ประเภท “กูรู-กูรู้” ทั้งหลาย ในที่สุดท่านก็คงจะ “ตามน้ำ” ไปเรื่อยๆนะแหละ ขอกล่าวด้วยความเคารพจริงๆ ที่พูดมานี้ไม่ได้มีเจตนาจะสพประมาท ดูหมิ่นถิ่นแคลนอะไรท่านกันเลย ที่พูดออกมาและหรือวิจารณ์ออกมานั้นไม่อยากจะให้ท่านอาจารย์ทั้งหลาย ถูกถางฉางนินทาว่าร้ายเอาว่า ท่านเป็นพวกประเภท “ตาบอดคลำช้าง” เช่นนั้นเท่านั้นเอง เพราะการเมืองเรื่องสภาของเมืองไทยเรานั้น ถ้าจะเปรียบเสมือนเป็นช้างแล้ว ก็จะต้องให้ “ควานช้าง” ที่แท้จริงเขามาแก้ครับ แค่พวกประเภท “เลี้ยงช้าง” ออกเงินซื้อ “อาหาร” ให้ช้างก็แก้ไม่สำเร็จหรอก ผลที่ได้ก็เพียงแค่ประโยชน์ส่วนตน คือพาช้างตระเวน “ขายอาหาร” หากำไรไปวันๆเท่านั้นเอง..
บัดนี้ อีกไม่กี่วันก็จะสิ้นปี 2552 และเริ่มศักราชใหม่ 2553 กันแล้ว มุมมองของผมนั้นเห็นว่า การพูดถึงคิดถึงการแก้ความขัดแย้งด้วยวิธีการที่เรียกว่า “สมานฉันท์” นั้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีการหา “คนกลาง” มาดำเนินการ กระทั่งถึงขั้นที่จะต้องให้เสนอ “ เงื่อนไข” เพื่อเปิดการเจรจาต่อรอง ซึ่งก่อนสิ้นปีเก่าที่ผ่านมาได้มีการเคลื่อนไหวกันอย่างครึกโครมกว้างขวางนั้น ขอเสนอว่า เลิกคิดได้แล้ว เพราะปัญหานี้ ไม่เรื่องที่องค์กรใด และหรือสถาบันใดจะมีอำนาจ หน้าที่กระทำดำเนินการได้ แม้แต่รัฐบาลก็ไม่มีอำนาจ เพราสิ่งที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เสนอหรือต้องการมานั้น มันเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสถาบันยุติธรรม ซึ่งกระบวนการยุติธรรม มีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องกระทำดำเนินการเท่านั้น
สำหรับฝ่ายบริหาร คือรัฐบาลซึ่งมีนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้านั้น คราวนี้แหละที่ท่านมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะเรียกร้องให้ประชาชนทั้งประเทศเข้ามามีส่วนร่วม นั่นก็คือให้ประชาชนออกประชามติ ว่าจะเอาอย่างไรกับกรณี “ความขัดแย้ง” ที่เกิดขึ้นในแผ่นดินเวลานี้ มติของมหาประชาชนนั้น คือเสียงสวรรค์ เมื่อประชาชนต้องการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใคร ยิ่งใหญ่ขนาดไหน ก็ลองดู ยอมเสียเงินแผ่นดินสัก 2,000 ล้านเถอะครับท่านนายกฯ เรียบร้อยแน่ครับ.
ความเห็น
2 Comments on “เลิกคิดมาสมานฉันท์เสียที เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ”
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง:
- “อนิจจา…ท่านประธานที่เคารพ..” การพร่ำพูดของนายกรัฐมนตรีอยู่เรื่อย ๆ มานั้น ฟังดูก็น่าศรัทธาเลื่อมใสในเจตนา อย่างน้อยก็ทำให้รู้โดยทั่วไปว่า ท่านเป็นนักประชาธิปไตยโดยแท้ เพราะท่านฟังเสียประชาชนอย่างจริงจังเคร่งครัด แสดงว่าต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยจริง ๆ แต่ถ้าจะมองกันอย่างลึกซึ้งถ่องแท้แล้ว...
- ส.ค.ส. 2550 ...
- ก.พัฒนาฯ เผยยาเสพติดระบาดในกลุ่มเยาวชนเพิ่มขึ้น วันนี้ (24 มิ.ย.) นายอิสสระ สมชัย รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวเปิดโครงการ “พลังแม่ พลังครอบครัว...
- ทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ…? น่าจะ “สรุป” กันได้แล้วนะครับว่า ความขัดแย้งแตกแยกกันขึ้นระหว่างพลพรรคนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน และมวลชนคนเสื้อเหลืองกับมวลชนคนเสื้อแดง ที่เกิดขึ้นจนกระทั่งวันนี้ หรือทุกวันนี้นั้น ก็ได้แสดงให้เห็นประจักษ์แล้วว่า ได้มีการแยกฝ่ายแยกข้างกันขึ้นแล้วอย่างโดดเด่นชัดเจน...
- โตโยต้า เจอปัญหาที่สายน้ำมันรถในสหรัฐ วันนี้ (2 มี.ค 2553) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โตโยต้าแจ้งว่า จะเปลี่ยนสายน้ำมันให้รถในสหรัฐจำนวน 933,800 คัน...






เอากันอย่างงี้ดีกว่า เป็นมุมมองที่น่าเลื่อมใสครับ
เยอะครับ แต่ไม่มีสาระ