ขบวนการสร้างเครดิตการเมือง
- วันพุธ 9 ธันวาคม 2552 15:39
- นายปกครอง
- อ่าน 72 ครั้ง
- 3 ความเห็น
“เมื่อได้ฟังคำพิพากษาของศาล นายชุติพงษ์ต้องถูกจำคุก 7 ปี ถูกปรับ 1 แสนบาทไทย ก็แทบจะช็อก ถือเป็นความเลวร้ายที่สุดของครอบครัว อย่างไรก็ตามครอบครัวเราอยากขอขอบคุณรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศทุกคน ที่พยายามช่วยเหลือทุกทาง จนทราบคำพิพากษาว่าลูกต้องถูกจำคุก 7 ปี ทั้งที่ลูกไม่ใช่ผู้กระทำผิด
จึงอยากขอกระทรวงต่างประเทศว่าจากนี้ไปจะขอรับความช่วยเหลือจากพล.อ.ชวลิต พ.ต.ท.ทักษิณ และทางพรรคเพื่อไทย เพียงทางเดียว เนื่องจากระทรวงต่างประเทศเป็นคู่ขัดแย้งกับสมเด็จฮุน เซน มาโดยตลอด ดังนั้นการติดต่อสื่อสารที่ผ่านมาจึงมีอุปสรรคอย่างมาก อยากขอร้องว่าระยะนี้ขอให้ช่วยชะลอไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เรื่องยืดยาวต่อไปอีก ตนทราบว่าพ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.ชวลิต และพรรคเพื่อไทย มีความสัมพันธ์กับกัมพูชาดีกว่า ดังนั้นเพื่ออิสรภาพของลูกเหนือสิ่งอื่นใดที่สุด จึงต้องเลือกพึ่งบารมีพล.อ.ชวลิต พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทย ไม่อยากให้คิดเกินเลยไปว่าใครได้หรือเสียหน้า คนที่เสียที่สุดคือนายศิวรักษ์ ต้องเสียอิสรภาพ ชื่อเสียง หน้าที่การงาน รวมทั้งแม่และน้องชาย ต้องมารับเคราะห์กรรมด้วย
เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ได้ฟังข่าวจากโทรทัศน์และได้ยินเจ้าหน้าที่ทางการไทยคนหนึ่ง ออกมาระบุว่านายศิวรักษ์คือคนไทยคนหนึ่งที่ไปก่อเหตุในต่างแดน รู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดนี้มาก ลูกเป็นผู้ก่อเหตุอย่างนั้นหรือ หากนายคำรบ ปาลวัฒน์วิชัย เลขานุการเอกประจำสถานทูตไทยในกัมพูชา ไม่โทรศัพท์ไปหานายศิวรักษ์ คำพูดแค่ 2-3 ประโยคว่า เช็คให้หน่อย ผลที่ออกมาคือลูกต้องถูกจำคุก 7 ปี มันไม่คุ้มกันเลย หากนายคำรบ หรือผู้ที่อยู่เหนือกว่ามีความเป็นสุภาพบุรุษ นายคำรบต้องออกมารับผิดชอบกับการกระทำของคุณด้วย อย่าปกป้องผู้ทำผิด โดยปล่อยให้ผู้บริสุทธิ์ต้องรับโทษถึง 7 ปี สังคมจะได้รู้ความจริงว่า ที่วันนี้ไม่มีชื่อนายคำรบและอาชีพของนายคำรบ ทำให้ได้กลับมาประเทศไทยได้อยู่อย่างสุขสบาย ในขณะที่นายศิวรักษ์ต้องอยู่ในสภาพอย่างนั้นโดยลำพัง ที่คุมขังไม่มีแอร์ อาหารไม่อร่อย
อยากขอบคุณพ.ต.ท.ทักษิณ ที่เคยพูดว่าจะช่วยนายศิวรักษ์แม้จะคิดร้ายต่อท่าน แต่นายศิวรักษ์ไม่เคยคิดร้ายกับท่านเลย การที่ท่านไม่ติดใจถือเป็นน้ำใจอันยิ่งใหญ่ของครับครัวของเราที่ท่านเมตตา ส่วนพล.อ.ชวลิตเป็นยิ่งกว่าญาติที่ออกมาช่วยเหลือครอบครัว แต่บางคนไม่ช่วยอะไรแต่ออกมาขวางความมีน้ำใจของพล.อ.ชวลิต ซึ่งท่านเป็นชาวนครพนมเหมือนกัน เป็นผู้ปิดทองหลังพระมาตั้งแต่ต้น ตนไม่เคยได้แจ้งให้ใครทราบมาก่อนว่าพล.อ.ชวลิตบอกกับตนว่าอยากให้รัฐบาลได้ดำเนินการช่วยเหลือก่อนแล้วท่านจะคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง ซึ่งงานนี้รัฐบาลต้องช่วยอยู่แล้วเพราะสาเหตุมาจากนายคำรบ
ไม่มีแม่คนไหน ยอมเอาลูกตัวเองไปเสี่ยงกับสถานการณ์เลวร้ายนี้ เอาลูกไปติดคุกเพื่ออะไรแค่คิดก็ถือว่าเลวสุดๆแล้ว ออกไปสร้างละคร ไปสร้างสถานการณ์แล้วครอบครัวเราได้อะไร ลูกนอนอยู่ในคุกแล้วแม่มีความสุขอย่างนั้นหรือ อยากขอร้องว่าสิ่งที่แม่พูดมาจากใจจริง เราคนไทยด้วยกันช่วยคนไทยด้วยกันดีกว่า อย่ามัวขัดแย้งกันเลย อย่างน้อยก็เพื่ออิสรภาพของนายศิวรักษ์ ที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือจากทุกคน
ตอนนี้ขอความช่วยเหลือจากพล.อ.ชวลิตก่อน เพราะสถานการณ์ขณะนี้น่าจะดีกว่า แต่ทั้งนี้ตนไม่ได้บอกว่าจะไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่สถานการณ์ขณะนี้ขอรับความช่วยเหลือจากพล.อ.ชวลิต พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยก่อนดีกว่า กำลังหารือกับทนายเพื่อดำเนินการทุกอย่างโดยเร็วที่สุด หากขอพระราชทานอภัยโทษซ้อนกันอาจเกิดปัญหาได้ ขณะนี้ยังไม่เรียบร้อย เราขอรับผิดและจะไม่อุทธรณ์”
ฟังจากข้อความที่ โฟนอินมาที่โทรศัพท์มือถือของ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกขบวนการทักษิณแล้ว สะท้อนใจอย่างบอกไม่ถูก
เพราะมันเห็นได้ชัดเจนว่า นางสิมารักษ์ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของ “ขบวนการทักษิณ” ไปเต็มๆ
เป็นขบวนการที่พยายามสร้างเครดิตทางการเมืองให้ตัวเอง ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดทั้งในและระหว่างประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคำพูดของนางสิมารักษ์ ที่ป้ายสีมาที่เจ้าหน้าที่ของไทย ซึ่งเป็นคำพูดที่ไม่น่าหลุดปากออกมา ไม่ว่าด้วยกรณีใดๆทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นคำกล่าวอ้างของนางสิมารักษ์ที่ว่าพยายามทำทุกอย่างเพื่อลูกนั้น จึงไม่น่าจะถูกต้องเสียทั้งหมด
ที่สำคัญการที่นางสิมารักษ์พูดประหนึ่งว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทยมีปัญหากับรัฐบาลกัมพูชานั้น ก็ยิ่งทำให้เห็นว่านางสิมารักษ์มีมุมมองในเรื่องนี้แคบมาก
เพราะถ้านางสิมารักษ์ไม่มีใจเอนเอียงมาทาง “ขบวนการทักษิณ” แต่แรก ก็คงต้องทราบดีว่าต้นเหตุที่ทำให้รัฐบาลไทยและกัมพูชามีปัญหากัน ก็ล้วนเกิดมาจากฝีมือของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ที่นางสิมารักษ์กำลังขอความช่วยเหลืออยู่นั่นเอง
เพราะทันทีที่บิ๊กจิ๋วเดินทางไปเยือนกัมพูชาเมื่อสองเดือนก่อน ปัญหาก็เกิดตามมาทันที
ที่ถูกแล้ว หากจะต้องมีการกล่าวโทษกัน นางสิมารักษ์ควรจะกล่าวโทษไปที่ “คนไทย” ที่เป็นต้นเหตุของปัยหาทั้งปวงนั่นมากกว่า
แต่ที่นางสิมารักษ์ เชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตาว่า “บิ๊กจิ๋ว” และ” นักโทษทักษิณ” จะช่วยเหลือได้นั้น น่าจะเป็นเพราะความเป็น “สีแดง” ของนางสิมารักษ์มากกว่าอย่างอื่น
เรื่องนี้ ไม่มีใครระบุแต่แรกว่านางสิมารักษ์ลงทุนจัดฉากร่วมกับ “นักโทษทักษิณ” ถึงขนาดยอมให้ลูกชายตัวเองติดคุก
หากที่สังคมเริ่มตั้งคำถาม ก็มาจากท่าทีในภายหลังมากกว่า เพราะเห็นได้ชัดว่า “ขบวนการทักษิณ” กำลังฉวยโอกาสนี้ในการช่วงชิงเครดิตทางการเมือง และนางสิมารักษ์ก็เข้าไปเป็นผู้เล่นในเกมนี้โดยไม่รู้ตัว โดยมีลูกชายตัวเองเป็นเหยื่อทางการเมืองของ “ขบวนการทักษิณ“
เหตุที่บอกว่าเป็นการช่วงชิงเครดิตทางการเมือง ก็เพราะมีความผิดปกติหลายอย่างจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แก่
หนึ่ง- ข่าวดังกล่าวถูกปูดขึ้นในวันที่ 13 พ.ย. ภายหลังจากที่วิศวกรไทยถูกจับกุม 2 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ “นักโทษทักษิณ ชินวัตร” เดินทางมาพำนักที่กรุงพนมเปญในฐานะที่ปรึกษาเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา
สอง- ทันทีที่ข่าวดังกล่าวถูกปูดขึ้น ก็ได้รับการโหมกระพือจาก “ขบวนการทักษิณ” ที่อยู่ในประเทศ พร้อมกับการปล่อยข่าว “ลอบสังหาร” นักโทษทักษิณ
น่าสังเกตว่านับตั้งแต่สังคมพากันตกใจกับข่าวดังกล่าว ส่งผลให้ข่าวการให้สัมภาษณ์ “ไทส์ม ออนไลน์” พาดพิงสถาบันของ “นักโทษทักษิณ” ถูกกลบไปอย่างสิ้นเชิง
สาม- ในช่วงของการจับกุม “นักโทษทักษิณ” อยู่ที่กรุงพนมเปญตลอด แต่กลับไม่พูดถึงข่าวดังกล่าวเลยแม้แต่นิดเดียว แม้กระทั่งช่วงที่ 50 ส.ส.เพื่อไทยลาประชุมสภาเพื่อไปพบ “นักโทษทักษิณ” ก็ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้
สี่- “ขบวนการทักษิณ” ใส่สีตีข่าวเพื่อซ้ำเติมสถานการณ์ด้วยการออกมาแฉเทปลับ ซึ่งอ้างว่าเป็นการสั่งการของ “กษิต ภิรมย์” รมว.ต่างประเทศไปยังสถานทูตไทยในกัมพูชาให้หาตารางการบินของ “นักโทษทักษิณ”
มิหนำซ้ำยังถือโอกาสขยายปมลองสังหาร ด้วยการอ้างว่าทางการไทยถึงขนาดส่งเครื่องบินเอฟ-16 ตามประกบเครื่องของ “นักโทษชายทักษิณ”
ห้า-ให้หลังจาก “นักโทษทักษิณ” บินกลับไปดูไบไม่กี่ชั่วโมง ก็เริ่มแสดงบท “พระเอก” ในการรับปากจะช่วยเหลือ “เหยื่อ” โดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวกับฮุนเซ็น
หก- น่าสังเกตท่าทีของ “นางสิมารักษ์” ที่ภายหลังจากรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังมาตั้งแต่แรก
แต่น่าแปลกที่ “สิมารักษ์” กลับวิ่งโร่ไปขอความช่วยเหลือ “นักโทษทักษิณ” และ “บิ๊กจิ๋ว” ทั้งๆที่สองคนนี้เป็นต้นเหตุของปัญหา และไม่ได้แสดงท่าทีช่วยเหลือใดๆ ซึ่งหากจะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวในการช่วยเหลือตั้งแต่ที่ตนเองยังอยู่ที่พนมเปญแรกก็สามารถทำได้
เจ็ด- น่าสนใจด้วยว่าความเคลื่อนไหวในการช่วยเหลือลูกชายของ “สิมารักษ์” กลับอยู่ในการคุมเกมของ “ขบวนการทักษิณ” แทบทุกฝีก้าว
ไล่ตั้งแต่การส่งจดหมายไปขอความช่วยเหลือจาก “นักโทษทักษิณ” ต่อด้วยการแถลงข่าวร่วมกับพรรคเพื่อไทย การเดินสายไปเยี่ยมลูกชายที่เรือนจำไปรซอครั้งที่สองพร้อมกับออกข่าวได้รับการต้อนรับอย่างดี ไล่ไปจนถึงการตัดสินใจขอเปลี่ยนตัวทนายหลังกลับจากเยี่ยมลูกชายครั้งที่สอง
กระทั่งมาถึงจุดไฮไลท์ล่าสุดคือการประกาศความจำนงค์ไม่ขอต่อสู้คดี หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง
แต่เลือกหนทางที่จะขออภัยโทษแทน โดยที่ “บิ๊กจิ๋ว” ได้ร่างหนังสือขออภัยโทษรอไว้ล่วงหน้า คล้ายกับล่วงรู้คำตัดสินแล้ว ยังไงยังงั้น
หากจะบอกว่า “สิมารักษ์” เพียงแค่ต้องการทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยลูกชาย จะเป็นคำตอบที่ฟังขึ้นหรือไม่ ???
เพราะทุกย่างก้าวของ “สิมารักษ์” ล้วนเป็นการโยนเครดิตทางการเมืองให้กับ “นักโทษทักษิณ” เพียวๆ โดยไม่นำพาต่อการหยิบยื่นช่วยเหลือใดๆของทางการไทยแม้แต่น้อย
ทั้งๆที่ทางการไทย ให้การช่วยเหลือตามขั้นตอน กระบวนการอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก
แปด- “นักโทษทักษิณ” ยังคงจ้องฉวยประโยชน์จากสถานการณ์จนวินาทีสุดท้าย สังเกตจากก้าวย่างของ “สิมารักษ์” ที่ชิงประกาศว่าจะขออภัยโทษแทนการอุทธรณ์เพื่อสู้คดี ทั้งๆที่ศาลยังไม่ตัดสิน
กรณีหาก “นักโทษทักษิณ” สามารถใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวได้เป็นผลสำเร็จ นั่นหมายถึง “ศิวรักษ์” ได้รับการอภัยโทษขึ้นมาจริงๆ
“นักโทษทักษิณ” ก็จะใช้เหตุการณ์อภัยโทษนี้ มาเทียบเคียงกับการขออภัยโทษของตัวเองในคดีที่ดินรัชดา
งานนี้ “นักโทษทักษิณ” รวมถึงขบวนการทักษิณ จะได้ความสะใจที่ตบหน้ารัฐบาลไทย ที่ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านไว้ได้
พร้อมกันนั้นก็เตรียมนำความพ่ายแพ้จากการที่ “ศิวรักษ์” ไม่ขอต่อสู้คดีขึ้นมาโจมตีรัฐบาลประชาธิปัตย์ ทำนองว่าได้สั่งการให้มีการจารกรรมข้อมูลจริง
ขณะเดียวกัน “นักโทษทักษิณ” ก็สามารถช่วงชิงเครดิตทางการเมืองที่สามารถช่วยเหลือวิศวกรไทยได้สำเร็จมาเป็นผลงานชิ้นโบแดงของตนเอง
เพราะฉะนั้นงานนี้ สิมารักษ์จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การกระทำของตนเอง ไม่ได้เพื่อผลทางการเมืองใดๆ นอกจากช่วยลูกชายตนเอง
////////////////////////
นายปกครอง








เจ็งมากครับ วิเคราะห์ขาดอย่างเรง ง ง ง
อ่านสคริปต์ละครเรื่องนี้แล้ว คิดถึง สมพงษ์ เลือดทหาร จังเลย
รายนั้นโกหกได้เนียนกว่าอีก
นางสิมารักษ์
เล่นละครได้ไม่เนียนเลย ต้องให้ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ฝึกศิลปการแสดงอีกเยอะ
อย่างไรก็ดี สงสารลูกชายที่มีแม่แบบนี้ คงไม่มีใครอยากเป็นสะใภ้บ้านนี้
แน่ ๆ แม่ผ้วมารยาสาไถซะขนาดนั้น
เขียน ยาวไปครับ ดูไม่น่าสนใจ เอาเเต่ประเด็นได้มั้ย