เมื่อพ่อหายป่วย…..โดย วสิษฐ เดชกุญชร

 ในหลวง

                                       

   เมื่อพ่อหายป่วย                     

                                                                           

  โดย วสิษฐ เดชกุญชร

 

กว่าผมจะเห็นข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ ฯ ลงจากที่ประทับบนชั้นที่ ๑๖ ของอาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ก็เป็นเวลาบ่ายสี่โมงวันนี้ (ศุกร์ที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๒)

 

          ผมนั่งพนมมือและตะลึงดูภาพข่าวบนจอวิทยุโทรทัศน์ รู้สึกว่าขนลุกซู่ไปทั้งตัว ด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดกับผมมาก่อน  ผมจ้องดูภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งกำลังประทับบนรถเข็น โดยไม่ยอมให้คลาดสายตา

 

          และเมื่อเห็นภาพผู้ที่คอยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชร้องไห้ ผมก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่

  

ต้องร้องไห้ออกมาด้วย

 

          น้ำตาของเรา เป็นน้ำตาของความปีติยินดี เป็นน้ำตาของความจงรักภักดี  มันไหลออกมาเพราะรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นที่เคารพสักการะของเรา ทรงหายพระประชวรแล้ว หลังจากที่ประทับให้แพทย์ถวายการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช นานถึง ๓๔ วัน

 

          สีพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่อความสมบูรณ์ของพระวรกาย  และการที่แพทย์ยอมให้เสด็จพระราชดำเนินลงมาได้นั้น ยืนยันความมั่นใจของแพทย์

 

          ภาพข่าวที่ได้เห็นในวันนี้ เป็นภาพข่าวที่เป็นมงคลวิเศษที่สุดภาพหนึ่งในชีวิตของผม  ผมเชื่อว่า สำหรับคนไทยอื่น ๆ ที่ได้เห็นภาพนั้น และได้ยินข่าวนั้น ก็เช่นเดียวกัน

 

          เรารู้ว่า ตลอดเวลากว่า ๖๐ ปีที่ทรงครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอุทิศทั้งพระราชหฤทัยและพระวรกายให้แก่ประชาชนคนไทยและแก่เมืองไทย อย่างมิทรงรู้เบื่อหรือเหน็ดเหนื่อย

 

          เพราะทรงตรากตรำพระวรกาย และเพราะพระชนมายุที่สูงขึ้น จึงทรงพระประชวร และคราวนี้พระอาการหนัก

 

          เช่นเดียวกับเมื่อทรงพระประชวรหนักครั้งแรก ใน พ.ศ.๒๕๑๘ หรือเมื่อ ๓๔ ปีมาแล้ว คนไทยทั้งประเทศได้แต่เฝ้าห่วงและวิตก  ครั้งนั้นยิ่งกว่าครั้งนี้ เพราะขณะนั้นประทับอยู่ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ บนดอยสุเทพ ที่เชียงใหม่  นอกจากข้าราชบริพารผู้มีหน้าที่แล้ว ไม่มีใครขึ้นไปเฝ้า ฯ ลงชื่อถวายพระพรได้  เราได้แต่บนบาลศาลกล่าว ถือศีล ทำบุญถวายพระราชกุศล และอธิษฐานขอให้ทรงหายพระประชวร

 

แล้วก็ทรงหายพระประชวรจริง ๆ

 

          ครั้งนี้ก็เหมือนกัน  แรงใจของคนไทยทั่วโลกปรากฏผล  ทรงหายพระประชวรอีก

 

ทำให้กำลังใจของผมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

          กำลังใจที่จะตามรอยพระยุคลบาท อุทิศทั้งใจและกาย ทำหน้าที่ของตนต่อไป ทำทุกสิ่งที่รู้ว่าเป็นประโยชน์แก่เมืองไทย ทำให้สุดความสามารถ

 

          ขอเชิญชวนท่านผู้อ่าน ให้ร่วมกันถือศีล และตั้งจิตมั่นให้เป็นสมาธิ แล้วส่งแรงใจของเราถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป  อย่าหยุดยั้ง  ทำทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ไม่ว่าจะมากหรือน้อย

 

          ขอให้เชื่อว่า เพราะผลของศีลและสมาธิ ใจของเราคนไทยจึงมีพลังมหาศาล  ขอให้ร่วมกันใช้พลังนี้ส่งเมตตาและกรุณาไปถวายเป็นของเยี่ยม เป็นปฏิบัติบูชาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

          ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จงทรงหายพระประชวร จงทรงพระเกษมสำราญ

 

          และจงทรงพระเจริญ.

 

 

ความเห็น

  • ดา wrote on 24 ตุลาคม, 2009, 14:10

    เมื่อวานเห็นข่าว ตอนบ่ายโมง น้ำตาไหล และพนมมือหน้าจอทีวีเหมือนท่าน เหมือนกัน เป็นข่าวดีที่สุดในชีวิต น้ำตาไหลทุกครั้งที่เห็นข่าว เก็บภาพพระองค์ท่านไว้ เป็นมิ่งขวัญของตัวเอง ดีใจ ดีใจที่สุด

  • ภาณุมาศ ทักษณา wrote on 24 ตุลาคม, 2009, 16:47

    ผมเชื่อว่าคนไทยที่จงรักภักดีในพระองค์ คงมีความรู้สึกไม่ต่างกันครับ คือ ปลื้มปีติที่เห็นพระองค์ทรงหายพระประชวรแล้ว ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเทอญ

  • John King's Army007 wrote on 24 ตุลาคม, 2009, 21:39

    ดูข่าวแล้วปลื้มปิติมากครับ

    ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

  • chumsaeng wrote on 25 ตุลาคม, 2009, 4:16

    http://twitter.com/home

    ด้วยพระบารมีปกเกล้าผองชนชาวไทย จำได้ว่ามีข้าราชบริพานและคนที่เป็นคุณหญิงจำชื่อท่านไม่ได้ เคยเล่าเรื่องการขอให้ในหลวงมีอายุยืนถึง ๑ กัปล์ นะคะ คือ ๑๒๐ ปี พระองค์ตรัสตอบว่า ข้าพเจ้าจะอยู่ ถึง ๑ กัปล์ ชุมแสงว่าจะไปค้น อ่านอีกทีในหนังสือเรื่อง สองธรรมราชา ที่เขียนถึง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสอเด็จพระสังฆราช …….จะได้นำมาช่วยกล่าวยกกำลังใจ แด่พระองค์ท่านทั้งสอง และก็จำได้ว่า ในหลวงทรงกราบ อาราธนาขอให้สมเด็จพระสังราชอยู่ต่อช่วยเป็นพระกำลังใจแด่พระองค์ และปวงชนชาวไทย เลยรู้สึกปลาบปลื้มใจ ในพระบารมี ของทั้งสอง ธรรมราชามากค่ะ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ จากพสกรนิกรไทยที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินอื่น




1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

editor1 เขียน 1561 เรื่องบนเว็บไซต์นี้