“สถาบันพระมหากษัตริย์” กับพวกเรา
- วันพุธ 14 ตุลาคม 2552 16:15
- บทความรับเชิญ, บทความสถาบันฯ, บทความเด่น, เรื่องแนะนำวันนี้
- อ่าน 8,975 ครั้ง
- 20 ความเห็น
จากบทความ “Romance of the Three (Thai) Kingdoms” ของคุณทนง ขันทอง
แปลและเรียบเรียงโดย “สำนักข่าวเจ้าพระยา”
“สถาบันพระมหากษัตริย์” คือ “สถาบันพระมหากษัตริย์” เป็นทั้งแนวความคิดอันทรงพลังซึ่งแสดงความเป็นชาติไทยทั้งในปัจจุบันและเสมอมานับเนื่องได้ 700 ปีตั้งแต่สมัยสุโขทัย และยังเป็นสถาบันที่เป็นศูนย์รวมของประเพณีวัฒนธรรมไทย สังคมไทย การเมืองไทย และความศรัทธาต่อศาสนาพุทธ
ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ผู้ซึ่งเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงมาก ได้เคยบอกกับผมครั้งหนึ่งว่าเขาเป็นผู้นิยมระบอบราชาธิปไตย (monarchist) – แต่ไม่ใช่กษัตริย์นิยม (royalist)
ระบอบราชาธิปไตย (monarchist) – กษัตริย์นิยม (royalist) สองคำนี้แตกต่างกันมาก ผู้นิยมระบอบราชาธิปไตยคือผู้ที่เชื่อและศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์ในแบบที่เป็นกรอบความคิดและเป็นระบบโครงสร้างที่รวมเอาและแสดงคุณค่าของความเป็นชาติไทย ในขณะที่กษัตริย์นิยมคือผู้ที่มีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อราชวงศ์ ผู้นิยมระบบราชาธิปไตยน้อมรับสถาบันกษัตริย์โดยรวม แต่กษัตริย์นิยมอาจจะน้อมรับสถาบันกษัตริย์เป็นรายพระองค์
และนี่ก็ก่อให้กิดการเข้าใจผิดโดยทั่วไปว่าคณะองคมนตรี อันมีอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานองคมนตรี เป็นสถาบันกษัตริย์ ในความเป็นจริงแล้วคณะองคมนตรีเป็นเพียงหน่วยงานที่ทำหน้าที่แทนและรับใช้สถาบันพระมหากษัตริย์หน่วยงานหนึ่ง คณะองคมนตรีมิใช่สถาบันพระมหากษัตริย์ – ไม่แม้แต่จะใกล้เคียง
คณะองคมนตรีทำหน้าที่ถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์โดยจะทรงมีพระราชวินิจฉัยเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบคำแนะนำนั้นก็ได้ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็มิใช่สถาบันพระมหากษัตริย์ สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นสถาบันสาธารณะซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินของสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นสถาบันที่เป็นสาธารณะยิ่งกว่าและเป็นที่รักเคารพยิ่งของปวงชนชาวไทย
และกลุ่มเสื้อเหลืองก็เป็นเพียงกลุ่มคนที่จงรักภักดี พวกเขาไม่ใช่สถาบันกษัตริย์
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มเสื้อแดงที่สนับสนุนเขาได้พยายามทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจที่จะเชื่อมโยงคณะองคมนตรีเข้ากับสถาบันกษัตริย์ พวกเขาได้โจมตีพลเอกเปรมมาอย่างต่อเนื่องว่าเป็นผู้วางแผนบงการการทำรัฐประหารโดยทหารในปี พ.ศ. 2549 อีกหนึ่งข้อมูลเท็จแต่ได้ขยายวงแพร่หลายไปยังประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติคือจากการที่กลุ่มเสื้อเหลืองมีการชุมนุมประท้วงและมีการใช้พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้เข้าใจผิดว่ากลุ่มเสื้อเหลืองนั้นทำงานภายใต้พระราชบัญชาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในคำให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดของทักษิณที่ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ทักษิณไม่ได้ปิดบังอำพรางอีกต่อไปแล้ว เขาปั้นน้ำเป็นตัวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้พลเอกเปรม พลเอกสุรยุทธ์ และองคมนตรีท่านอื่นๆ และกองทัพให้เข้าเฝ้าก่อนที่จะทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาติให้มีการทำรัฐประหาร สิ่งที่ทักษิณพูดนี้ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อยและเหตุการณ์ดังที่กล่าวอ้างก็ไม่เคยเกิดขึ้น ทักษิณกล่าวหาโดยใช้ข้อมูลซึ่งเขาได้รับมาจากพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี ซึ่งพลเอกพัลลภจะต้องออกมาไขความกระจ่างในเรื่องนี้
อันที่จริงแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาติให้ทำรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 และพระองค์มิได้ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาติให้มีการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลพลเอกชาติชายในปี พ.ศ. 2534 แต่เนื่องจากการทำรัฐประหารเมื่อทำไปแล้วไม่สามารถย้อนกลับหรือยกเลิกได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต้องลงพระปรมาภิไธยไทยเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ มิเช่นนั้นก็จะเกิดสุญญากาศในการบริหารกิจการบ้านเมือง (การที่ไม่มีรัฐบาลและไม่มีรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายจะทำให้ประเทศอยู่ในสภาวะสุญญากาศทางการเมืองและเกิดความสับสนวุ่นวาย)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติตามกฎระเบียบเพื่อมิให้ประเทศล่มสลาย แม้ว่าหลายครั้งที่พระองค์มิได้มีพระราชประสงค์โปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติ หรือมิได้มีพระบรมราชานุญาติให้มีการทำรัฐประหาร แต่พระองค์จำต้องลงพระปรมาภิไธยเพื่อให้บ้านเมืองได้มีการบริหารงานดำเนินต่อไปได้
และการที่พระองค์ทรงปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด พระองค์ทรงได้รับการนับถือจากทั่วโลก ในกรณีที่ไม่มีกฎเกณฑ์กำหนดไว้หรือในกรณีที่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นมาก่อนพระองค์จะทรงมีพระราชดำรัสหรือทรงมีพระราชดำริ และเมื่อทรงมีพระราชดำริประชาชนชาวไทยจะพร้อมใจกันฟังพระองค์เพราะำพวกเขาเชื่อมั่นว่าพระราชดำริของพระองค์เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขสูงสุดแก่ประเทศชาติไทย
หนังสือ The King Never Smiles ของ Paul Handley ได้แสดงความเห็นว่าพระมหากษัตริย์ไทยเป็นบุคคลที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย โดยทำทุกอย่างเพื่อพระองค์เองมากว่า 60 ปีเพื่อรักษาไว้ซึ่งการเป็นพระมหากษัตริย์และพระราชอำนาจของพระองค์
แต่สิ่งที่ Handley ไม่สามารถอธิบายได้คือ หากว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่เป็นประชาธิปไตยและทรงทำทุกอย่างเพื่อให้พระองค์ทรงดำรงอยู่ในอำนาจมาตลอดระยะเวลา 60 ปี แห่งการครองราชย์ดังเช่นที่เขาเขียนในหนังสือ เหตุใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงได้รับความชื่นชมจากคนทั่วโลก?
Handley คงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและและทรงเป็นพุทธมามกะที่ยิ่งใหญ่ การที่ทรงเป็นพุทธมามกะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไม่มีความเห็นแก่พระองค์ อันเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับ Handley เมื่อคุณไม่มีความเห็นแก่ตนเอง คุณจะเป็นแต่ผู้ให้และคุณรู้สึกยินดีที่ได้เป็นผู้ให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้มีแต่ให้ พระองค์มิทรงเคยเอาผลประโยชน์จากประชาชนชาวไทย
เงินหรือการบริจาคจากสาธารณชนที่ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะถูกส่งต่อไปยังองค์กรการกุศลอื่นๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชจริยวัตรเรียบง่ายและเสวยพระกระยาหารธรรมดา พระองค์จะทรงฉลองพระองค์อย่างกษัตริย์หรือทรงใช้รถพระที่นั่งลีมูซีนต่อเมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินในงานพระราชพิธีอย่างเป็นทางการ
นั่นคือถ้าเป็นพระราชกรณียกิจที่เป็นทางการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงทำอย่างเป็นทางการ แต่หากเป็นพระราชกรณียกิจที่ไม่เป็นทางการ พระองค์จะทรงทำอย่างเรียบง่าย
ตลอดช่วงระยะเวลาแห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงธำรงไว้ซึ่งความเป็นชาติไทย คำว่า “ธำรงไว้ซึ่งความเป็นชาติไทย” นี้ เป็นสิ่งซึ่งอยู่ในพระราชหฤหัยเป็นลำดับแรกเสมอมา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีบทบาทที่ต้องทรงกระทำหรือต้องให้สำเร็จลุล่วง พวกเราประชาชนชาวไทยก็มีหน้าที่ที่ต้องทำเพื่อช่วยกันคงไว้ซึ่งความสันติสุขและธำรงไว้ซึ่งความเป็นชาติไทย
Handley ได้นำเอาเรื่องความเป็นประชาธิปไตยและเสรีภาพของการแสดงออก มาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพื่อที่จะให้ใครก็ตามสามารถหมิ่นสถาบันได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ
บางครั้งคนไทยก็เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “พ่อหลวง” คำนี้สามารถสืบย้อนไปได้ถึงสมัยสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงทรงเป็นกษัตริย์ในสมัยสุโขทัย แต่พระองค์ทรงปกครองประชาชนเฉกเช่นพ่อปกครองลูก ประชาชนชาวไทยรู้อยู่ลึกๆในใจว่าพ่อหลวงจะไม่ทรงคิดร้ายแก่ประเทศไทย พ่อหลวงไม่ทรงเห็นแก่พระองค์ พระองค์มิใช่กษัตริย์แบบสมมติเทพ กึ่งเทพ หรือเทวราช (ตามหลักความเชื่อทางอินเดียหรือฮินดู) ดังที่กล่าวอ้างในหนังสือ The King Never Smiles ของ Paul Handley และดังที่กล่าวอ้างโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ หรือนักข่าวต่างประเทศส่วนใหญ่ แม้ว่างานพระราชพิธีทั้งทางราชสำนักและทางศาสนาส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลจากพราหมณ์ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพ่อหลวงหรือพระเจ้าแผ่นดินในลักษณะเดียวกับจารีตประเพณีของพ่อขุนฯในสมัยสุโขทัย
พ่อขุนรามคำแหง ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งปกครองเฉกเช่นพ่อปกครองลูก แสดงให้เห็นถึงหลักการของการปกครองโดยกษัตริย์ไทย
เป็นความโชคร้ายของประเทศไทยที่ความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงหลังนี้ได้ทำลายคุณลักษณะอันเป็นเอกลักษณ์ของระบบการเมืองไทยที่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนประกอบสำคัญหนึ่งของระบบ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระบบการเมืองที่มีเอกลักษณ์มากที่สุดในโลกโดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์สูงสุดและเป็นที่พึ่งสุดท้ายเพื่อความมั่นคงของชาติ แต่เรากำลังจะทำลายระบบนี้ลงด้วยมือของพวกเราเอง ด้วยความเขลาและความยโสโอหังของพวกเราเอง และด้วยความเชื่ออย่างเบาปัญญาว่าประชาธิปไตยที่มีเพียงเปลือกและระบบทุนนิยมจะนำมาซึ่งเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศ
สถาบันพระมหากษัตริย์มักได้รับการยกย่องว่าเป็นกลุ่มชนชั้นสูงของสังคม ในบทความของนายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ในหนังสือพิมพ์ New York Times กล่าวว่ากลุ่มชนชั้นสูงของไทยอันประกอบด้วยสถาบันกษัตริย์ ทหาร และข้าราชการ นั้นสนใจแต่ที่จะรักษาไว้ซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ของตนเองโดยเอาเปรียบคนจน การเกิดขึ้นของกลุ่มเสื้อแดงเป็นแรงต่อต้านกลุ่มชนชั้นสูงซึ่งต้องถูกล้มล้างเพื่อให้ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่มีประชาธิปไตยเต็มใบ นี่เป็นวิธีการง่ายๆในการชักจูงโดยมีเจตนาร้ายต่อสาธารณะชน
ดังที่ได้กล่าวว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์” คือ “สถาบันพระมหากษัตริย์” การดำรงอยู่ได้ของสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นอยู่กับความนิยมและการสนับสนุนจากประชาชนชาวไทยทั้งหมด สถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องถูกประเมินจากความสัมพันธ์กับประชานชาวไทยส่วนใหญ่ เราำไม่สามารถแบ่งว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นของทหารหรือข้าราชการชั้นสูงกลุ่มใด สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือระบบทหารและระบบข้าราชการ ถ้าหากสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องพึ่งพาระบบทหารและข้าราชการเพื่อการอยู่รอด สถาบันพระมหากษัตริย์คงจะไม่ได้รับความเคารพนับถือจากคนทั่วไป
สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่เรื่อยมานับตั้งแต่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชปิตุลาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปที่ดินและระบบเจ้าขุนมูลนายเพื่อวางรากฐานเพื่อระบบเศรษฐกิจที่ดีขึ้นสำหรับคนจน แต่กลุ่มคนชั้นสูงและทหารกลับกลัวว่าพวกเขาจะสูญเสียผลประโยชน์จึงทำให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารปี พ.ศ. 2475 ขึ้น หลังจากนั้นก็เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลกซึ่งก็รวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นกัน
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสามารถที่จะต่อต้านคณะปฏิวัติโดยการใช้กองกำลังจากนครราชสีมา แต่พระองค์มิต้องพระราชประสงค์ให้คนไทยต้องฆ่ากันเอง พระองค์ทรงมีความเป็นสุภาพบุรุษ เช่นเดียวกันกับรัชกาลต่อๆมา พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์มิทรงเห็นแก่ประโยชน์ของพระองค์เองเลย
ในปี พ.ศ. 2478 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรู้สึกได้ว่าประชาธิปไตยไม่ได้นำมาซึ่งประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทย แต่ผลประโยชน์กลับไปตกกับกลุ่มทหารและชนชั้นสูงไม่กี่คน พระองค์จึงทรงสละราชสมบัติและเสด็จจากประเทศไทยไปประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 กลุ่มทหารและนักการเมืองสลับกันขึ้นมามีอำนาจ จนเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้วจึงเริ่มมีครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันหน่วยธุรกิจและภาคการเงินมีอำนาจควบคุมความเจริญรุ่งเรืองส่วนใหญ่ของระบบเศรษฐกิจประเทศไทย
กลุ่มชนชั้นกลางได้รับผลประโยชน์จากการเปิดรับระบบทุนนิยมและมาตรการเปิดตลาดเสรีเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว จนเมื่อในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ประเทศไทยเริ่มมีนโยบายนำเข้าสินค้าเพื่อการทดแทนและหลังจากนั้นการส่งออกก็เจริญรุ่งเรืองในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย หลังจากนั้นบริษัทประกอบกิจการขนาดกลางและเล็กก็เริ่มเจริญเติบโต
แต่นโยบายจากใหญ่มาหาเล็ก [คือช่วยเหลือภาคธุรกิจขนาดใหญ่โดยหวังว่าสุดท้ายคนทั้งประเทศจะได้รับผลประโยชน์อย่างทั่วถึง] ไม่เคยใช้ได้ผล ประชาชนไทยส่วนใหญ่ถูกทอดทิ้ง ปัจจุบัน 75% ของประชากรไทยได้รับผลประโยชน์รวมกันเพียง 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ประเทศไทยมีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจแต่ต้องแลกกับการทำลายสิ่งแวดล้อมและการเกิดความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ระหว่างคนรวยและคนจน คนเมืองและคนชนบท เนื่องจากขาดการวางแผนที่ดีพอในช่วงระยะเวลานั้น
พวกเราเองก็ประสบกับการแบ่งสรรอำนาจทางการเมืองในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงในการกำหนดทิศทางของประเทศ
เศรษฐกิจพอเพียงและสุวรรณภูมิ (ดินแดนแห่งทองคำ)
พระบาทสมเด็จพะเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจพระราชทานความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ด้อยโอกาสตลอดช่วงเวลาแห่งการครองราชย์ ในระยะหลังนี้ในหลวงทรงมีปัญหาพระพลานามัยทำให้ไม่สามารถบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับโครงการในชนบทได้เหมือนเมื่อก่อน ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่หวังเพียงแค่จะดำรงชีวิตอย่างพอมีพอกิน แต่พระวิริยะอุตสาหะแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยกระดับมาตรฐานการครองชีพของคนจนได้ ทั้งนี้ 90% ของคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในชุมชนที่มีรายได้ไม่พอเพียง (พวกเขาต้องการรายได้เพิ่มขึ้น)
แม้ว่าจะมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยระบบทุนนิยม แต่คนจนในไทยกลับถูกทอดทิ้งโดยมีช่องว่างของรายได้เพิ่มมากขึ้น เป็นเรื่องที่น่าศึกษาว่าระบบทุนนิยมสมัยใหม่นี้ได้ทำลายวิถีชีวิตของชาวชนบทไทยหรือไม่ หรือว่าชาวชนบทไทยไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับระบบทุนนิยมสมัยใหม่กันแน่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงส่งเสริมให้ชาวชนบทไทยดำเนินชีวิตโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงให้สอดคล้องกับที่ดินและสิ่งแวดล้อมของตนเอง เมื่อพวกเขาสามารถดำรงชีพได้อย่างพอเพียงบนผืนดินและสิ่งแวดล้อมของเขาเองแล้วพวกเขาก็จะสามารถมีเงินออมเพื่อใช้ในอนาคตโดยการขายส่วนที่เหลือกินเหลือใช้
แต่ระบบและค่านิยมแบบสมัยนิยมผลักดันให้ชาวชนบทไทยออกห่างจากชุมชนของพวกเขาอันเป็นการทำลายโครงสร้างทางสังคมของพวกเขาลง พวกเขาจะถูกเอาเปรียบจากคนรวยในพื้นที่และสังคมชนบทก็ยิ่งถูกทำให้อ่อนแอลง ความไม่เท่าเทียมทางสังคมและความไม่ยุติธรรมพบเห็นได้ในประเทศไทยมานานก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์เสื้อแดงเสียอีก
ในความเป็นจริงประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรมากที่สุดในโลก เรามีสภาพภูมิอากาศที่ดีมาก มีภัยพิบัติทางธรรมชาติน้อยมาก ข้าวไทยเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลก ผลไม้ไทยก็เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดในโลก ผืนดินก็อุดมสมบูรณ์และต้นไม้ก็สามารถเติบโตได้เองโดยธรรมชาติ ที่นี่คือสุวรรณภูมิ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งทองคำคุ้มครองโดยพระสยามเทวาธิราช
ในสมัยสุโขทัย มีสุภาษิตว่า ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ซึ่งหมายความว่าสุวรรณภูมิเป็นดินแดนที่ร่ำรวยมหาศาล บรรพบุรุษของไทยมีสุขภาพดีเพราะพวกเขาทานปลา ข้าว และผัก และมีสมุนไพรเป็นเครื่องปรุง และในภายหลังที่เริ่มมีวัฒนธรรมจีนเข้ามาจึงเริ่มมีการทานเนื้อหมูและไก่
เนื่องจากสุวรรณภูมินั้นมีความเพียงพอในตัวเองและร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ไม่มีทางที่จะยากจน แต่กระนั้นพวกเราก็เปิดรับประชาธิปไตยแบบตะวันตกและระบบทุนนิยมโดยไม่ได้มีการเตรียมพื้นฐานให้กับชาวชนบทไทยและสร้างความเข้มแข็งให้กับการเกษตรกรรมซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจของชาติ
ผู้คนคงจะตระหนักถึงคุณค่าของเศรษฐกิจพอเพียงและความรุ่งเรืองของสุวรรณภูมิหลังจากเราได้ประสบกับการพังทลายของทุนนิยมโลกที่เริ่มมีสัญญาณว่าจะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ก่อนที่จะก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปีต่อมา
การเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มเสื้อเหลืองและกลุ่มเสื้อแดงก็เป็นผลจากช่องว่างของรายได้หรือองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองและคุณค่าของสังคมไทย ในขณะนี้เราก็ยังคงมีความต้องการประชาธิปไตยแม้ว่าเราจะไม่รู้ว่ามันคืออะไรหรือการทำให้เกิดประชาธิไตยจริงๆ ได้อย่างไร
และไม่ว่ารัฐธรรมนูญของเราจะมีความสมบูรณ์ครบถ้วนเพียงใด เรายังคงจะมีนักการเมืองซึ่งเป็นแกนนำจำนวนไม่น้อยที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว พวกพ้อง และคอรัปชั่น อยู่ในรัฐสภาและฝ่ายบริหารอยู่ในกำมือ เมื่อใดก็ตามที่เรามีการเลือกตั้งเรามักจะพูดว่ามันเป็นสิ่งดีที่ในที่สุดเสียงของประชาชนก็ได้รับความสนใจเพราะพวกเราไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แต่ในความเป็นจริงการเมืองไทยเต็มไปด้วยความทุจริต ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนหรือปฏิรูปการเมืองหรือแม้กระทั่งมีรัฐประหาร นักการเมืองหน้าเดิมๆก็กลับมาหลอกหลอนพวกเราอีก ประชาธิปไตยของไทยช่างน่าสิ้นหวังจริงๆ
ในทางกลับกัน หากประชากรไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าเราไม่ควรมีสถาบันกษัตริย์ เราก็จะไม่มีสถาบันกษัตริย์ ถ้าส่วนใหญ่ของประชากรไทยเชื่อว่าเรามีความสุขกับการมีสถาบันกษัตริย์และวัฒนธรรมอันมากมายที่ไม่มีในชาติอื่น เราก็จะยังคงมีสถาบันกษัตริย์ไปตราบเท่าที่เราต้องการ ประชากรไทยเท่านั้นที่จะตัดสินใจ – ไม่ใช่นักวิชาการจอมปลอม สื่อต่างชาติ นักสิทธิมนุษยชน องค์กรเอกชน ผู้นิยมลัทธิมากซ์ หรือแม้กระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ
#########################################






อ่านแล้วจะร้องไห้
อย่าร้องไห้เลยครับ
หากคุณเป็นคนไทยรักชาติ
เราต้องเข้มแข็ง ร่วมกันพิทักษ์เทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์
ช่วยกันครับคนละไม้คนละมือ
ขอบคุณสำหรับบทความดีดีเสมอมานะครับ
ขออนุญาตนำไปเผยแผ่ต่อนะครับ
ผมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงอย่างมาก
เราเชื่อว่า คนที่เกิด เติบโต และได้รับการเลี้ยงดูมาในสังคมไทย ล้วนรักสถาบันกษัตริย์ ไม่ใช่ ‘ต้องรัก’ ด้วยวาจา เพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ หรือเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่า ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข หากแต่เรา ‘รัก’ ด้วยหัวใจ เพราะเรารับรู้ได้ว่า ทุกพระองค์ทรงให้ทุกอย่างแก่ประชาชนด้วย ‘ใจ’
ไทยเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นองค์ประมุขปกครองประเทศมาช้านาน ทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนทั้งชาติ
เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยทอดทิ้งคนดี บ้านเมืองอยู่มาได้เพราะมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจ ใครมาลบล้างสถาบัน ย่อมมีอันเป็นไปทั้งสิ้น ในอดีตไม่เคยเห็นใครที่จ้องล้มล้างระบอบพระมหากษัตริย์จะได้ตายดีเลยซักคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ระวังตัวให้ดี อเวจีมหานรกรอคุณอยู่
พระพุทธองค์ท่านยังมีมารผจญ แล้วเป็นไง สุดท้ายความดีย่อมชนะความชั่วร้ายไปได้ ขอพวกเราทุกคนรวมใจปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสน์ และกษัตริย์ที่พวกเรารักและเทิดทูนเอาไว้ให้เหนียวแน่น ไม่ช้า จะได้เห็นคนชั่วช้า ได้รับการลงฑัณฑ์อย่างสาสม
ตั้งจำความได้เห็นเต่พ่อหลวงทรงงานหนักเพื่อคนไทย และรู้สึกเสียใจที่คนไทยคิดทำลายพระมหากษัตริย์ ถ้าถามท่านทรงงานหนัดเพื่อเราให้ประเทศเจริญ ตลอดจนทุกวันนี้ ท่านดีมาตลอดแต่กับไปเชื่อคนที่มันไม่รักคนไทยจริง เพียงเพราะว่าขัดผลประโยชน์ทางธุระกิจเค้าแล้วเอาพวกเราเป็นเครื่องมือในการทำลาย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เทอญทูลของเราทุกคน ไม่เคยคิดว่าจะจะทำลายท่านได้ลงคอ ( ไม่ทำลายโดยต้องก็ทางอ้อมเพราะว่าท่านทรง เครียด ) นึกขึ้นมาที่ไรอยากจะร้องไห้ที่ทำไหมไม่รักพระองคืท่านทั้งๆๆที่ชีวิตเกิดมา32 ปีก้เห็นแต่พระองคืทรงทำเพื่อประชาชนของพระองคืท่าน แต่คนหนึ่งคนเข้ามา ไม่ถึง10 ปีเรารู้จักเค้าคนนั้น ก็ยอมรับว่าเค้าฉลาด แต่ถ้าเค้าไม่คิดที่จะทำลายระบบพระมหากษัตริย์ เค้าจะได้ใจประชาชนมากกว่า เค้าเป้นคนทำตัวเองให้ทุกคนหมดศรัทธา ในตัวของเค้า ไม่ว่าจะยังไงจะมีไรเกิดขึ้นไม่มีวันที่จะมาเปลี่ยนแปลงความจงรักภักดีที่มีต่อพระองค์ท่านไปได้ ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน อยู่เป้นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ตลอดกาลนานเทอญ
ท่านทรงเหนื่อยมามาก ทุกย่อมหญ้าที่ทรงเคยพระราชดำเนินไปนั้นงดงามจากที่มันเคยเป็น ท่านผ่านป่าเขาอันทุรกันดารที่แม้แต่ในชีวิตของเราทั้งหลายนี้อาจไม่เคยต้องสัมผัสความเหน็ดเหนื่อยเช่นนั้น หยาดพระเสโธช่วยปัดเป่าความทุกข์ของพสกนิกรที่รักของพระองค์ ท่านทรงเป็นที่สุดแห่งพระมหากษัตริย์ น่าเศร้าใจสำหรับบางคนที่หัวใจไม่สามารถเปิดรับความจริงที่เกิด เบี่ยงเบนความดีของพ่อที่คอยโอบอุ้มเราเสมอ เรารักในหลวงไม่ใช่คำโฆษณา แต่ออกมาจากใจไทยทุกคน
ถ้ามีพรหรือยาวิเศษใดในโลกใบนี้ ที่สามารถทำให้ใครสักคนในโลกอายุยืนนาน อยู่เป็นร่มโพธิ์ของคนไทยได้ตลอดไป อยากให้ยาชนิดนั้น แก่พ่อที่ยิ่งใหญ่ของแผ่นดินพระองค์นี้
รักพระเจ้าอยู่หัว
ในหลวง ทรงทำทุกอย่างเพื่อคนไทยได้อยู่ดีกินดี แล้วคนไทย รู้รัก สามัคคี เพื่อในหลวงหรือเปล่า..?
ฉันรักในหลวง และคนในชุมชนของฉันก็รักพระองค์ท่านทั้งนั้น ประเทศไทยเราจะขายให้ใครไม่ได้
ท่านจะยิ้มได้อย่างไร เพราะตลอดเวลาท่านคิดเเต่จะเเก้ปัญหาให้ประชาชนเป็นล้านๆคน เราทุกคนสมควรที่จะช่วยเเบ่งเบาภาระให้ท่าน มาช่วยกัน ทำให้พ่อยิ้มนะคับ
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจที่พอเพียงกับตัวเอง ทำให้อยู่ได้ ไม่ต้องเดือดร้อน มีสิ่งจำเป็นที่ทำได้โดยตัวเองไม่ต้องแข่งขันกับใคร และมีเหลือเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่มี เป็นโครงการที่ดีมากครับ
จากพระราชดำรัสดังกล่าว พอจะสรุปได้ว่า ความสามัคคี คือ ความสามารถจะทำงานเพื่อส่วนรวม หรือความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกันและกัน เพื่อเอื้อประโยชน์ส่วนรวม และการที่จะเกิดความสามัคคีได้ในการกระทำต้องเริ่มจากใจภายในเสียก่อน ถ้าทุกคนมีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว ประเทศชาติย่อมคลาดแคล้วจากภัยของศัตรู และตั้งมั่นมีความสุขสมบูรณ์อยู่ได้
หลักเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นปรัชญาการดำรงชีวิต
เปรียบเสมือน การสร้างบ้าน หากบ้านไม่ปักเสาเข็มให้แน่นหนาคงทนมักพังลง
ง่ายๆ ซึ่งคนทั่วไปมักมองไม่เห็นถึงความสำคัญของการสร้างฐานรากนี้ โดยการดำเนินชีวิตต้องการทำอะไรด้วย
เหตุผล
หลักเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นปรัชญาการดำรงชีวิต
เปรียบเสมือน การสร้างบ้าน หากบ้านไม่ปักเสาเข็มให้แน่นหนาคงทนมักพังลง
ง่ายๆ ซึ่งคนทั่วไปมักมองไม่เห็นถึงความสำคัญของการสร้างฐานรากนี้ โดยการดำเนินชีวิตต้องการทำอะไรด้วย
เหตุผล เป็นโครงการที่ดีมากค่ะ
ในปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบว่า ประเทศชาติอยู่ในภาวะที่ต้องอาศัยความเข็มแข็ง เพื่อที่จะให้อยู่รอด ประเทศไทยจะอยู่ได้ก็ด้วยทุกคน ทุกฝ่ายสามัคคีกัน ความสามัคคีนั้นได้พูดอยู่เสมอว่าต้องมี แต่อาจจะเข้าใจยากว่าทำไมสามัคคีจะทำให้บ้านเมืองอยู่ได้
เจริญพร มหาบพิตร ผู้เป็นมิ่งขวัญปวงชนชาวไทย อาตมาของอันเชิญพระรัตนตรัยที่เป็นที่พึ่งทางใจของชาวพุทธ จงปกป้องให้มหาบพิตรผ่านพ้นโรคาพยาภัยทั้งหลาย
ให้มหาบพิตรเป็นมิ่งขวัญปวงชนชาวไทย ตลอดกาลนานเทอญ เจริญพร
เมื่อพวกเราสบาย พ่อจะสไมล์ได้เอง