19 กันยา 52…พันธมิตรฯเสียรังวัดไปไม่น้อย !

แบ่งปัน

พระวิหารพธม.

19 ก.ย.52..พันธมิตรฯ เสียรังวัดไปไม่น้อย !

ภาณุมาศ ทักษณา

 

 

 

ผมว่าจะยุติเรื่องราวที่ชายแดนเขมรไว้เพียงเท่าที่เขียนไปแล้ว เพราะไม่อยาก ต่อความยาวสาวความยืดในเรื่องที่เปราะบางระหว่างสัมพันธภาพของประเทศเพื่อนบ้าน

แต่เมื่อเห็นว่ายังมีคนพูดถึงเรื่องนี้กันอยู่ ก็แปลว่า กระแสเรื่องนี้ยังไม่ตก…. จึงขอ ต่อความยาวด้วยอีกคน

ผมมองว่า การเคลื่อนไหวของ นายวีระ สมความคิด และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำนวนหนึ่งในวันที่ 19 กันยายน 2552 นั้น

หาได้มีเจตนาที่จะ ทวงคืนดินแทนไทยคืนแต่อย่างใดไม่

เนื่องจาก ณ บริเวณดังกล่าว เป็นที่รับรู้กันมานานแล้วว่า มีชาวบ้านซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นใครอย่างแน่ชัด เนื่องจากในละแวกนั้น หากไม่จับเข้าแถวขอตรวจบัตรประชาชนกันให้เป็นเรื่องเป็นราวแล้ว คงยากที่จะแยกได้ว่า

ใครคือไทย.. ใครคือเขมร

ดูจากรูปพรรณสัณฐาน สีผิว เส้นผม หากไม่ฟังสำเนียงพูดออกมาจากปากแล้ว คงแยกไม่ได้จริง ๆ

ดังนั้น การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะอนุมานว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกเขมรยึดครองไปแล้ว จึงยังไม่อาจเชื่อถือได้เต็มร้อย

หรือ ถ้ากลุ่มพันธมิตรฯ มีจิตใจรักชาติจริง ต้องการการทวงคืนแผ่นดินจริง

ทำไมจึงคิดหรือกำหนดการเคลื่อนไหวในวันที่ 19 กันยายน 2552 เหตุใดจึงไม่เคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ หรือ เคลื่อนไหวในทันทีทีรู้ว่า ถูกเขมรรุกล้ำดินแดน

นอกจากนี้ การประท้วงเพื่อให้ได้มาซึ่งดินแดนนั้น ก็ยังมีช่องทางอีกมากมายในการแสดงออก

อาทิ ทำหนังสือประท้วงไปที่รัฐบาลเขมร ผ่านสถานทูต หรือใช้ช่องทางทางการพูดเป็นเครื่องมือ เหมือนคนในประเทศที่เจริญแล้วเขาทำ

หรือขอให้รัฐสภาฯ จัดตั้งคณะกรรมาธิการชุดพิเศษ นำคณะสื่อมวลชน ขออนุญาตฝ่ายความมั่นคงเข้าไปสำรวจข้อเท็จจริงในพื้นที่

หรือขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของบ้านเมือง เร่งสำรวจสำมะโนประชากรของผู้คนในละแวกนั้น เป็นต้น

แต่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะใช้การประท้วงในลักษณะการปลุกระดมประชาชนด้วยการอ้างคำว่า รักชาติให้ไปเดินขบวนด้วย

หรือ ประนามคนที่ไม่เห็นด้วยว่าเป็น คนไม่รักชาติอย่างที่ดำเนินการไปแล้ว และ/หรือมีเป้าหมายที่จะดำเนินการอีกหากการเรียกร้องครั้งนี้ไม่สมประสงค์

ผมเข้าใจว่า การกระทำของ นายวีระ สมความคิด และกลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 19 กันยายน 2552 น่าจะเป็นการ ทดสอบพลังกำลัง และศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ว่า มวลชน  ยังเหนียวแน่นอยู่กับกลุ่มพันธมิตรฯ หรือไม่

เพราะบทพิสูจน์ในวันนั้นจะสะท้อนและส่งผลในทางการเมืองหลายอย่าง

1. พิสูจน์ว่า กลุ่มมวลชนที่ไปร่วมขบวนในวันนั้น มาจากพื้นที่ไหน จำนวนเท่าไหร่ มาพอกับจำนวนที่เคยบันทึกไว้จากการลงทะเบียนประกาศจัดตั้งพรรคที่สนามกีฬามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูยน์รังสิต หรือไม่

2. หากมีจำนวนเท่าเดิมหรือใกล้เคียงกัน ก็แสดงว่า ชาวบ้านยังเชื่อมั่นและศรัทธาพรรคการเมืองใหม่อยู่

3. หากมีจำนวนลดลงกว่าที่ประเมินไว้ ก็จะส่งผลไปถึงพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งก็เป็นคู่แฝดของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างเลี่ยงไม่ได้

4 .ภาครัฐ มีท่าทีต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างไร ลบ หรือ บวก หรือวางเฉย

5. เสียงสะท้อนจากสื่อมวลชนต่าง ๆ ให้การตอบรับ หรือให้การปฏิเสธความเคลื่อนไหวครั้งนี้

6. เสียงสะท้อนจากนักวิชาการ ตำรวจ ทหาร ต่อการเคลื่อนไหวครั้งนี้

7. ต้องการทดสอบกลุ่มพลังเพื่อเทียบเคียงกับการชุมนุมขอบกลุ่มคนเสื้อแดงที่นัดชุนนุมใหญ่ในวันเดียวกันว่า กลุ่มใดมีจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมมากกว่ากัน

ในวันที่ 19 กันยายน 2552 ถ้าหากผู้ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่ที่หลักหมื่น หรือมากันอย่างบางตา หรือก่อความวุ่นวายแล้วถูกปราบราม จนเรื่องลุกลามจนเกินขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

และ ถ้าหากผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มีจำนวนมากกว่า ได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจากชาวบ้านในพื้นถิ่น สามารถขึ้นไปปักธงไทย และประกาศเจตนารมณ์บนเขาพระวิหารได้ กลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะถือว่า นั่นคือชัยชนะ ในขั้นทดสอบผู้สนับสนุนเชิงปริมาณ

และ/หรือ หากการชุมนุมในวันนั้น ได้รับการขานรับจากสื่อมวลชนในทางบวกอย่างพร้อมเพรียงกัน ความหวังในทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ ในนามพรรคการเมืองใหม่ ก็คงจะดูสดใสมากขึ้น

ทว่า…

ผลลัพธ์จากการเคลื่อนไหวของ นายวีระ สมความคิด และ กลุ่มพันธมิตรฯ ในวันที่ 19 กันยายน 2552 นั้น แทบจะกล่าวได้ว่า

ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง.. อย่างแน่นนอน

แต่นายวีระ สมความคิด และกลุ่มพันธมิตรฯ ยังถือว่าโชคดีที่ในวันนั้น ที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้การอนุเคราะห์ ให้จัดตัวแทนจำนวนหนึ่งขึ้นไปประกาศเจตนารมณ์ได้ตามต้องการ

หาไม่แล้ว นายวีระ สมความคิด และกลุ่มพันธมิตรฯ คงเสียหน้ามากกว่านี้แน่

แต่ถึงกระนั้น ก็นับได้ว่า เหตุการณ์ในวันที่ 19 กันยายน 2552 กลุ่มพันธมิตรฯ เสียรังวัดไปพอสมควรทีเดียว

และเหตุการณ์ครั้งนี้ คงจะทำให้ นายวีระ สมความคิด และกลุ่มพันธมิตรฯ ได้สรุปบนเรียนใหม่ว่า

การเคลื่อนไหวในทางการเมืองนั้น บางเรื่องอาศัยพวกมากลากไปได้ แต่บางเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่เปราะบาง และอาจมีผลกระทบต่อบ้านเมืองในระดับชาตินั้น คงดำเนินการอย่างรอบคอบ สุขุมคัมภีรภาพมากกว่านั้นหลายเท่านัก

ที่สำคัญ สำหรับคนบางคน ที่อยากเล่น หรือเติบโตทางการเมืองแล้วละก็ ต้องเปลี่ยนบุคลิกและบทบาทของตัวเองใหม่ จะยึดแนวนักการเมืองที่ถูกสังคมเรียกขานด้วยคำว่า ไอ้ซึ่งเหลือไม่กี่คน คงไม่ได้อีกแล้ว.

 

 

 

 

        




ความเห็น

  • คนไทย wrote on 24 กันยายน, 2009, 15:08

    ต่างคนต่างความคิด ขอให้ดูกันด้วยเหตุผล จากที่เขียนมา ประชาชนก็เรียกร้องให้ทำมาตลอดไม่ใช่หรือ ประชาชนที่อยู่ตามชายแดนพิสูจน์ไม่ยากว่า ไทย หรือ เขมร เพราะแต่ละครอบครัว มีสามีเป็นทหารของเขมรทั้งนั้น อย่าเอาความไม่ชอบส่วนตัว มาต่อต้านเรื่องของประเทศ ทำไมไม่เขียนความจริงเรื่องผลประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่นักการเมืองบางคน ข้าราชการบางกลุ่ม รับเงินอยู่ทุกวันนี้ และที่ประชาชนไม่รู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ก็เพราะนักสื่อสารมวลชน บางคนไม่ใช่หรือ

  • ภาณุมาศ ทักษณา wrote on 24 กันยายน, 2009, 16:28

    ขอบคุณที่เข้ามาแสดงความเห็นครับ ขอเรียนว่าผมไม่รู้จักคุณวีระ สมความคิด เป็นการส่วนตัว แต่ยอมรับว่ารู้จักในการทำหน้าที่ฐานะ “ผู้นำ” คนหนึ่งของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีบทบาทในการต่อสู้กับระบบทักษิณมาอย่างยาวนาน จึงไม่มีเหตุผลว่าผมต้องเขียนถึงด้วยความรู้สึกไม่ชอบส่วนตัว เพราะถ้าคุณวีระ ไม่เคลื่อนไหวจนอาจส่งผลร้ายต่อบ้านเมือง ผมก็ไม่จำเป็นต้องเขียนถึง อยากให้คุณอ่านเหตุผลที่ไม่เชื่อในเจตนารมย์ของการเคลื่อนไหวในครั้งนี้อีกครั้งนะครับ ส่วนเรื่องนักการเมืองหรือข้าราชการโกงกินบ้านเมืองนั้นไม่ต้องห่วงครับ ผมเขียนถึงไม่เคยขาดเมื่อมีเหตุเกี่ยวพันถึง ติดตามอ่าน “เจ้าพระยา” บ่อย ๆ แล้วจะพบว่า จุดยืนผมอยู่ตรงไหนครับ ขอบคุณอีกครั้ง พร้อมกันนี้ขอเชิญสมัครเป็นสมาชิก BLOG ของเจ้าพระยานะครับ เผื่อมีอะไรจะเขียนถึงนักการหรือข้าราชการที่คุณพบเห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมด้วยตัวเองบ้าง

  • NN wrote on 25 กันยายน, 2009, 22:21

    เห็นด้วยกับคุณภาณุมาศคะ สมัยนี้มีแต่ใช้กำลัง ” พวกมากลากไป ” การที่ถือว่าตัวเองมีพวกเยอะ จะเดินไปไหน จะทำอะไร อ้างนิดหน่อยว่าทำเพื่อบ้านเมือง แล้วสามารถลงมือทำอะไรตามใจ โดยไม่ยึดถือกติกา กฏหมาย หรือเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่น.. อย่างนี้แล้วยังเรียกตัวเองว่าเป็นนักประชาธิปไตย ก็เรียกว่ากล้ามาก .. และที่อยากเตือนสติทุกคน คือ เรื่องการลงมือทำร้ายร่างกายกัน ไม่ว่าถูกหรือผิด ไม่มีใครควรมีสิทธิลุแก่อำนาจลงมือทำร้ายผู้อื่น ผิดแค่ไหนก็ทำร้ายร่างกายเค้าไม่ได้ ถึงวันนี้เห็นเยาวชนใช้กำลังลงมือทำร้ายร่างกายกันแล้วเศร้าใจ อย่าสนับสนุนความรุนแรงให้ลูกหลานเลย ช่วยกันคิดใหม่อย่างสร้างสรรเถอะนะ

ผู้เขียน

เขียน 3977 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2018 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics