สรุปสถานการณ์ในรอบสัปดาห์ 29 ส.ค.52

แบ่งปัน

เสื้อแดง

ความวุ่นวายยังเกิดขึ้นไม่เลิก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีทั้ง ศึกภายใน และศึกภายนอก “ภายใน”นั้น เป็นเรื่องความขัดแย้งในการแต่งตั้ง “ผบ.ตร.” ส่วนภายนอกนั้นยังถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง ฝ่าย “เสื้อแดง”ยังเปิดเกมรุกไม่เลิก จนรัฐบาลต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงออกมาเตรียมควบคุมความปั่นป่วนที่เกิดขึ้น
ขณะที่ฝ่าย “เสื้อแดง”เองก็ขัดกันเองเหมือนกัน ระหว่าง “จักรภพ เพ็ญแข”กับกลุ่ม 3 เกลอจนถึงขั้นออกมาแถลงข่าวโจมตีเอง และปิดท้ายของสัปดาห์ต้องมาดูรายละเอียดของ “ดา ตอปิโด” แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ศาลสั่งจำคุกถึง 18 ปี เนื่องจากกล่าวหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจยังวุ่นไม่ได้ ผบ.ตร.
เกิดการณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ข่าวตามสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เสนอข่าวเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจตำแหน่ง ผบ.ตร. ผิดพลาดกันทุกสำนัก เพราะทุกคนคาดการณ์กันว่า นายอภิสิทธิ์ ต้องแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ให้แล้วเสร็จ แต่ปรากฏว่า ในระยะเวลาดังกล่าว ไม่มีการประชุม ก.ตช.เพื่อพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจเลย
ทั้งนี้คงเป็นเพราะความเห็นไม่ตรงกัน ใน ก.ตช. โดยฝ่ายนายอภิสิทธิ์ นั้น พยายามผลักดัน พล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ แต่ฝ่ายตรงข้ามนายกรัฐมนตรีนั้น ต้องการผลักดัน พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย เป็น ผบ.ตร.
แต่กระแสข่าวที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า นายกรัฐมนตรี ถูกวิจารณ์ในแง่ลบอย่างมาก ที่ไม่กล้าตัดสินใจแก้ปัญหาให้เฉียบขาดที่เกิดขึ้น เมื่อประชุมครั้งแรกแล้วไม่สามารถหาข้อสรุปในเรื่องการแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวได้ จึงทำให้ถูกโจมตีหนักมากขึ้นอีก
ดังนั้น ในการประชุมครั้งต่อไปจะต้องได้ข้อสรุปที่ชัดเจนเสียก่อน จึงได้มีการ “ล็อบบี้”กันอย่างหนัก เพื่อให้ได้ข้อสรุปนอกรอบกันให้ได้เสียก่อน ว่าจะให้ใครขึ้นเป็น ผบ.ตร.
จนกระทั่งเมื่อปลายสัปดาห์ มี พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร. (ปัจจุบัน) ได้แสดงออกมาด้วยท่าทีที่ชัดเจนบ้างว่า กำลังพิจารณาโผแต่งตั้งโยกย้ายชุดเดิมก่อน ท่าทีดังกล่าว พอชี้ชัดได้แล้วว่า “ตกลงกันได้แล้ว” และสิ่งสำคัญยังมีข่าวออกมาด้วยว่า หากนายกรัฐมนตรีเสนอชื่อใครมา ก็คงต้องพิจารณาไปตามนั้น

“เสื้อแดง”ยังเดินหน้ารวมตัวกัน 30 ส.ค.
ม็อบ “เสื้อแดง”ขวัญใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี แต่หนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ ยังยืนยันว่า ต้องรวมตัวกันในวันที่ 30 สิงหาคม ที่ลานพระรูปทรงม้า ตามที่ประกาศเอาไว้ โดยแกนนำแต่ละคนนั้นได้พยายามโชว์ตัวเลขของผู้เข้าร่วมชุมนุมนั้น เชื่อว่า มีจำนวนนับแสนคน
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ต้องการที่จะให้นายอภิสิทธิ์ ยุบสภา เนื่องจากการบริหารงานในช่วงที่ผ่านมา ประสบความล้มเหลว และไร้ภาวะผู้นำ ไม่สามารถนำพาประเทศชาติไปได้อย่างเจริญรุ่งเรืองอีกแล้ว
เดิมทีแกนนำประกาศว่า ต้องชุมนุมกันให้ยืดเยื้อยาวนานที่สุด ด้วยการปักหลักมาปิดทำเนียบรัฐบาล และยังมีการชุมนุมปราศรัยกันเป็นกลุ่มย่อย เคลื่อนพลไปตามจุดต่างๆ หลายจุด
แต่รัฐบาลได้พยายามจะแก้ปัญหาสยบม็อบด้วยการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในเขตพื้นที่ที่จะมีการชุมนุมประท้วงกันอย่างเข้มงวดที่สุด พร้อมกับมอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลความมั่นคง เป็นผู้รับผิดชอบ

ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงสยบม็อบ
แม้ว่า การรวมชุมนุมประท้วงแกนนำประกาศว่าต้องมีประชาชนจำนวนมากเข้ามาร่วมในการชุมนุม แต่ฝ่าย “สันติบาล” ได้ประเมินออกมาแล้วว่า ผู้เข้าร่วมชุมนุมนั้น ไม่น่าจะเกินหลักหมื่น เช่นเดียวกับหน่วยข่าวกรองของรัฐประเมินออกมาแล้วมีตัวเลขใกล้เคียงกัน
หลายคนตั้งสงสัยว่า ทำไมตัวเลขการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ ใกล้เคียงหรือน้อยกว่าการประท้วงครั้งที่ผ่านๆ มา แต่ทำไมรัฐบาลต้องประกาศใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ความมั่นคงกันด้วย …??
ตามอำนาจแล้วนายกรัฐมนตรีสามารถประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวได้ แต่หลายคนเป็นห่วงว่า สถานการณ์เช่นนี้มันสุกงอมเหมือนกันเหตุการณ์วันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมาหรือ …??
หรือหลายคนสงสัยกันว่า ข่าวกรองของรัฐนั้นได้ข่าวอะไรมาจนน่าเป็นห่วงยังงั้นหรือ ..?
ทั้งหมดไม่มีใครทราบคำตอบที่แท้จริงได้ มีแต่เพียงการวิพากวิจารณ์กันต่อไปด้วยว่า เป็นเพราะความขัดแย้งกันระหว่างนายกรัฐมนตรี กับตำรวจหรือไม่ จึงไม่ไว้วางใจกัน จนต้องประกาศใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าว
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ประกาศผ่านคลื่น FM 97.50 MHz ในการรายของนายขวัญชัย ไพรพนา ว่า ไม่เห็นด้วยหากคนเสื้อแดงเข้ากรุงเทพมหานคร ในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ เพราะอาจจะทำให้ชาวบ้านได้รับอันตรายอีกด้วย
นอกจากนี้ ทางฝ่ายแกนนำ “เสื้อแดง” เอง ก็ได้ประกาศหลังจาก รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ว่า จะชุมนุมกันไม่เกินเที่ยงคืนเท่านั้น จึงไม่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงอะไร

“จักรภพ”กับแกนน้ำ“เสื้อแดง”แตกคอ
หายไปนานกับนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำเสื้อแดง และผู้ถูกประกาศจับอีกคนหนึ่งจนหลบหนีไปต่างประเทศเหมือนกัน โผล่มาแล้ว โดย นายสุชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ออกมาบอกว่า นายจักรภพ ไม่เห็นด้วยกับแกนนำ 3 เกลอสีแดง จึงได้พยายามที่จะจัดตั้งเป็นเสื้อแดงกลุ่มใหม่ขึ้นมา ในนามของ “แดงสยาม” ไม่ใช่เป็น “แดงทั้งแผ่นดิน”อีกต่อไป
ก่อนหน้านี้ นายจักรภพ ได้เขียน คอลัมน์ในหนังสือเรด ไทยนิวส์ ระบุว่า 3 เกลอกำลังหลอก พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ นายจตุพร ออกมาตอบโต้ว่า ไม่รู้ว่านายจักรภพเป็นอะไร แต่ทางที่ดีนายจักรภพ ควรมาพูดคุยกับคนและแกนนำคนเสื้อแดงคนอื่นๆ หากยังมองว่าเป็นมิตรกันอยู่ นายจักรภพทำอย่างนี้มาถึง 7 ครั้ง 7 หน แล้ว คนเสื้อแดงทุกคนเป็นมนุษย์ไม่ใช่ควาย รวมไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นมนุษย์ ที่มีความคิด ซึ่งพวกตนไม่สามารถหลอกอะไรได้ง่ายๆ แล้วนายจักรภพ หนีออกนอกประเทศไปทำไม
วันเกิด“ป๋าเปรม”ระดมแดงเปลี่ยนชุดดำ
นอกจาก “เสื้อแดง” ยังประกาศเดินหน้า ชนรัฐบาลแล้ว ยังขอเดินชนกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ด้วยการให้ “เสื้อแดง” มาร่วมกันรณรงค์สวมชุดดำไว้ทุกข์ในวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเกิดของ พล.อ.เปรม
ทำให้ประชาชนที่อยู่ในจังหวัดสงขลากลุ่มหนึ่ง ไม่พอใจในเรื่องนี้ พร้อมกับด่าทอโจมตีอีกเช่นกัน พร้อมกันนี้ยังมีการระดมให้ประชาชนที่รัก “ป๋าเปรม” สวม “ชุดขาว” เป็นการตอบโต้อีกด้วย
จนกระทั่งถึงวันดังกล่าว ได้มีการสวมชุดตามที่ประกาศเอาไว้จริงๆ
ในขณะที่กลุ่ม สวมเสื้อสีต่างๆ ยังปะทะกันอยู่ตลอดเวลา จะเห็นได้จากกลุ่มพันธมิตร จังหวัดเชียงใหม่ หรือฝ่าย “เสื้อเหลือง” ถูกปาระเบิดเข้าใส่ที่ทำการ จนทำให้ประชาชนหนีบาดเจ็บวงชุมนุมแตกกระเจิง

“ดา ตอปิโด”ศาลสั่งจำคุก 18 ปี
เมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลอ่านคำพิพากษาคดี น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุก 3-15 ปี
เนื่องจาก จำเลยขึ้นปราศรัยบนเวทีเสียงประชาชน ณ ท้องสนามหลวง ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังจำนวนหลายคน กล่าวคำพูดจาบจ้วง ล่วงเกิน เปรียบเทียบและเปรียบเปรย หมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลรัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์ปัจจุบัน ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าทั้งสองพระองค์ทรงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อจะล้มล้างรัฐบาล จนเกิดความเสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง โดยเจตนาจะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ
โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม 3 นาย เบิกความว่า ฟังการปราศรัย และพบว่าจำเลยกล่าวข้อความดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ก็ได้บันทึกเสียงลงในเครื่องบันทึก เอ็มพี 3 และได้บันทึกลงในแผ่นซีดี แล้วนำมาถอดเทป และจำเลยยังขึ้นปราศรัยกล่าวดูหมิ่นอีกในวันที่ 7 และ 13 มิ.ย.51 ซึ่งได้บันทึกเสียงไว้ แล้วก็ได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีจำเลย โดยพยานโจทก์ เบิกความด้วยว่า แผ่นซีดีบันทึกเสียงที่เป็นหลักฐาน พบว่าเป็นเสียงคนๆ เดียวกัน จึงฟังได้ว่าตามวันเวลาดังกล่าวจำเลย
ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งกระทำผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกรรม ให้จำคุก 3 กระทงๆ 6 ปี รวมจำคุก 18 ปี
ภายหลังฟังคำพิพากษา นายประเวศ ประภานุกุล ทนายความจำเลย กล่าวยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีต่อไป ส่วนจะยื่นขออภัยโทษหรือไม่นั้นจะต้องรอดูคดีจนถึงชั้นศาลฎีกาก่อน
ภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว น.ส.ดารณี ซึ่งสวมชุดนักโทษหญิง และคาดหน้ากากอนามัยสีขาวได้ยกมือชู 2 นิ้ว ก่อนที่จะถูกนำตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป ขณะที่วันนี้นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เคยยื่นขอประกันตัวจำเลยหลายครั้ง เดินทางมาฟังคำพิพากษาและให้กำลังใจ น.ส.ดารณี พร้อมกับประชาชนกลุ่มสนับสนุน นปช.ประมาณ 30 คน แต่ทั้งนี้ไม่มีคนใดสวมเสื้อสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษณ์การเคลื่อนไหวของ นปช. แต่อย่างใด

ภูมิใจไทยเลิกดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
หลังจากแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลระดับ “บิ๊กเนม” ไม่ว่าจะเป็น สุวัจน์ ลิปตพัลลภ จากพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา , สุเทพ เทือกสุบรรณ-นิพนธ์ พร้อมพันธ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ , บรรหาร ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา , เนวิน ชิดชอบ-อนุทิน ชาญวีรกูล – สมศักดิ์ เทพสุทิน จากพรรคภูมิใจไทย , พินิจ จารุสมบัติ จากพรรคเพื่อแผ่นดิน และสุวิทย์ คุณกิตติ จากพรรคกิจสังคม ได้นัดพบกันที่บ้านพักของ “สุวัจน์” เมื่อต้นสัปดาห์ เพื่อหารือสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดหลายประเด็น และหนึ่งในสองประเด็นที่สำคัญก็คือ ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่างพรบ.นิรโทษกรรมที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย
โดยเฉพาะในประเด็นนิรโทษกรรมนั้น แกนนำพรรคร่วมฯได้มีมติชัดเจนว่าการเสนอร่างดังกล่าว ไม่ได้เป็นการเสนอในนามพรรคร่วมฯ นั่นก็เท่ากับว่าไม่เห็นด้วยกับการเสนอร่างฯของพรรคภูมิใจไทย จนในที่สุด “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยต้องออกมาสั่งระงับร่างดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เหตุผลที่พรรคร่วมฯไม่เห็นด้วยกับการเสนอร่างดังกล่าวนั้น ก็เป็นเพราะมีกระแสคัดค้านอย่างแรง และไม่เชื่อว่าที่สุดแล้วจะผ่านสภาไปได้ ที่สำคัญเงื่อนไขในการนิรโทษกรรมนั้น ไม่ได้หมายรวมถึงผู้ที่ถูกตัดสิทธิจากการถูกยุบพรรคไม่ว่าจะเป็นบ้านเลขที่ 111 หรือ 109 แต่เป็นการนิรโทษกรรมเฉพาะเสื้อเหลืองและเสื้อแดงเท่านั้น

อภิปรายงบประมาณ
วาระพิจารณาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ที่มีขึ้นในวันที่ 27-28 ส.ค.นี้ ลำพังประเด็นฉะงบประมาณดูจะไม่มีสีสันดึงดูดท่าไหร่ หากว่าไม่เป็นเพราะมีประเด็น “คลิปเสียงนายกฯ” ที่ถูกตัดต่อ โดยเนื้อความมีลักษณะสั่งให้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม ถูกเผยแพร่ไปตามอินเตอร์เน็ต และฟอร์เวิร์ดเมล์ต่างๆ
ตลอดทั้งวัน (พฤหัสที่27ส.ค.) ได้มีการชี้แจงทั้งจาก “อภิสิทธิ์” และคนใกล้ชิด รวมถึงมีการส่งไปตรวจสอบจนได้ความยืนยันว่าเป็นคลิปที่มีการนำเอาเสียงและคำพูดของ “อภิสิทธิ์” ในที่ต่างๆ มาตัดต่ออย่างชัดเจน จนกระทั่งตกดึก ส.ส.หญิงของพรรคเพื่อไทยคือ “ฐิติมา ฉายแสง” ได้ลุกขึ้นเปิดประเด็นท้าทายให้มีการเปิดคลิปเสียงกลางสภา
หลังจากนั้นก็เกิดการประท้วงกันจ้าละหวั่น “ประมวล เอมเปีย” จากประชาธิปัตย์ถึงกับตั้งฉายาว่านางมารร้ายจนต้องจี้ให้มีการถอนคำพูด พร้อมกับตอบโต้กันไปมา โดยส.ส.พรรคเพื่อไทยหลายคนพยายามที่จะให้มีการเปิดคลิปเสียงให้ได้ จนในที่สุด “อภิสิทธิ์” ต้องลุกขึ้นชี้แจงเองถึงสองครั้ง โดยระบุเหตุผลที่ไม่นำมาเปิดว่า ไม่ต้องการตกเป็นเหยื่อ
“เชื่อว่าหลายคนคงรู้ดีว่าเป็นการตัดต่อเสียง ดังนั้น เราอย่าตกไปเป็นเหยื่อเขาเลย ถ้ารู้ว่าไม่จริงแต่ยังเชื่อก็เป็นสมคบกัน”
กระนั้นก็ยังมีความพยายามประท้วงจากฝั่งเพื่อไทยให้นายกฯถอนคำว่า “สมคบกัน” จนกระทั่งปรานต้องไกลเกลี่ย และสั่งให้เข้าวาระการประชุม
สำหรับประเด็นงบประมาณที่ติดค้างของฝ่ายค้านก็คืองบประมาณที่เพิ่มเข้ามา 2.2 หมื่นล้านที่มองว่าเป็นการแบ่งเค้กให้กับพรรคร่วมฯรัฐบาล จนฝ่ายค้านขู่ว่าจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ขณะเดียวกันฝ่ายรัฐบาลก็ได้มีมติห้ามมิให้รัฐมนตรีจำนวน 22 คนลงมติรับร่างงบประมาณฯ ด้วยเกรงว่าจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกนำไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ขณะเดียวกันก็มั่นใจว่าเสียงของรัฐบาลแม้จะเกินมาเพียงแค่ 16 เสียง แต่ร่างฉบับนี้ก็น่าจะผ่านการพิจารณาแน่นอน

——————————




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics