“พระราชินี” พระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าว

ในหลวง พระราชินี

บทความนี้เรียบเรียงจากบทพระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าว ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งได้แสดงถึงพระราชกรณียกิจ และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ในฐานะองค์ “ราชินี” คู่พระบารมี “ในหลวง”

(ทูลถาม) สำหรับภาคใต้ ทรงมีทัศนะอย่างไรต่อสถานการณ์ และความเป็นอยู่ของราษฎรที่นั่น

(ทรงตอบ) ชาวบ้านภาคใต้นี่ฉลาด รู้ด้วยว่าจะถวายฎีกานี่ต้องทำอย่างไร เอาซ่อนไว้ใต้ดอกไม้แล้วเอาดอกไม้นั้นมาให้ บอกว่า นั่นข้างล่างน่ะ ฎีกาอยู่ข้างล่าง รู้จักด้วยนะ ซ่อนไว้ ไม่เช่นนั้นฎีกานี่ตำรวจเขาจะตรวจค้นก่อน

พระราชินี สิริกิติ์

(ทูลถาม) โดยมากราษฎรร้องเรียนเรื่องอะไรบ้างเพคะ

(ทรงตอบ) ทุกเรื่องเลย เกี่ยวกับกฎหมายก็มี มีอันหนึ่ง ไม่ทราบว่าเก็บไว้หรือเปล่า ท่านผู้หญิงสุประภาดาฯ ที่ชาวบ้านทุ่งใหญ่ฎีกาบอกว่า “ลูกน้องเสือฉลอง” อยู่ใช่ไหม ไม่เช่นนั้น ฉันพูดไปเหมือนกับแต่งเอา เพราะว่า เมื่อฉันได้รับฎีกาแล้ว ก็จะถ่ายสำเนาส่งไปให้ราชเลขาธิการพระเจ้าอยู่หัว แล้วส่งไปที่ราชการ เขาบอกว่า ลูกน้องเสือฉลองนี่ฆ่าคนของเขา ซึ่งเป็นชาวบ้าน ปิดถนน ปิดโรงเรียน ปิดตลาด ปิดสวนยาง เขาร้องไห้บอกว่า เขาไม่รู้จะเอาอะไรกิน ขอให้ท่านช่วย ขอให้ทหารของพระเจ้าแผ่นดินช่วย แล้วก็เซ็นชื่อกันยาว ฉันก็ให้คุณเปรมดู

คุณเปรมก็บอก ปิ่น (แม่ทัพภาค๔ ตอนนั้น) ทำไมไม่ช่วยราษฎรล่ะ …

คุณ ปิ่นบอก แหม ก็ไปก้าวก่าย…(ทรงหันมารับสั่งถามนักข่าวหญิง) อันนี้ก็การเมืองอีกใช่ไหม ฉันไม่ทราบจะทำอย่างไร อันนี้ถามฝรั่งให้เขาบอกเดฟฟินิชั่น (คำนิยาม) มาซิว่า การเมืองนี่มันเป็นอย่างไร ฉันไม่ทราบจะทำอย่างไร เพราะราษฎรเอามาให้ช่วย หนหนึ่ง ข๊ำขำ เสียงตุ๊บๆตั๊บๆ หันไปมองว่าอะไรกันที่แท้ เห็นสิรินธรกับจุฬาภรณ์ไปแย่งฎีกาจากตำรวจ โดยมากเป็นตำรวจราชสำนัก เขาไม่อยากให้ยุ่งการเมือง คือประชาชนเห็นเราใกล้เข้ามาก็คงจะชักออกมาจากชายพกหรือตะกร้า ตำรวจก็แย่งมาเสีย สององค์นี่ก็ไปวิ่งแย่งจากมือตำรวจ เสร็จแล้ว แม่เล็กบอก เล็กได้มาแล้ว ก็บอกเขา โธ่คุณ ถ้าเผื่อปิดนี่บ้านเมืองเราจะไปไม่ไหวนะ ราษฎรไม่รู้จะออกทางไหน เราก็มีหน้าที่เอามา แล้วเอาไปให้แก่รัฐบาลเท่านั้น อย่าไปปิดๆนี่ประชาชนไม่รู้จะไประบายทางไหน แย่เลย บ้านเมืองไม่ปลอดภัย ฉันเอาไปให้แม่ทัพ แม่ทัพเห็นเข้าก็อึ้ง

ปีที่เราไปทุ่งใหญ่ ไปเห็นสภาพคนแล้ว สงสารที่สุดเลย เพราะว่าที่นี่เป็นที่แห่งเดียวที่คนจนเท่ากับคนที่จนที่สุดบวกจนที่สุด คือ ชาวเขา กับคนไทยอิสลาม จนอย่างชนิดที่เราไม่เคยเห็นที่ไหน อีสานก็ไม่เห็นอย่างนั้น เกือบจะไม่เป็นผู้เป็นคนเลย เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง แล้วร่างกายขาดเลือดเสียจนซีดไปหมดเลย ไม่มีเลือดเลย ฉันเปิดตาดู ตาข้างในขาวเหมือนกับผ้าอย่างนี้ (ทรงจับผ้าปูโต๊ะที่ประทับ) ไม่มีเลือดในตัว

พระราชินี ในหลวง

(ทูลถาม) ความทุกข์ของเขาที่แท้จริงมีอะไรบ้าง พระพุทธเจ้าค่ะ

(ทรงตอบ) เขาบอกว่า เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม ถามว่า ไม่เป็นธรรมทางไหน โดยมากจะเป็นเรื่องที่ดิน คือหมายความว่า เขาจะบอกว่า ที่ดินที่เขามีอยู่ก่อน แต่เขาไม่มีหรือเขาไม่รู้ว่าต้องมีใบโน่นใบนี่ อยู่มาตั้งแต่ปู่ย่า ตายาย แล้วอยู่มาๆก็โดนสั่งให้ออกจากที่ดินที่เคยอยู่มานาน เพราะไม่มีเอกสารแสดง เรื่องนี้น่าสงสารมากเลย เพราะว่ากฎหมายนั่นเองที่ทำลายคน คือเขาไม่รู้จักคำว่ากฎหมาย เขาบอกว่า นายอำเภอมาถามว่า มีใบจับจองหรือเปล่า แก ไม่มีแต่คนอื่นมี เขามีใบที่มาจับจองในที่ที่แกอยู่ เขาก็มาไล่ที่แก เพราะเขามีใบอะไร นส.อะไรที่ถูกต้อง ฉันไม่เคยชำนาญเรื่องนี้ เรียกไม่ถูก ถ้ามาว่ากันตามกฎหมายนี่ ชาวบ้านก็ต้องออก ถึงจะอยู่มาตั้งแต่ปู่ย่า ตายายก็ต้องออก เพราะในที่นี้ กฎหมายไม่ได้ช่วยชาวบ้าน คราวนี้นักกฎหมายก็บอกว่า เขาออกประกาศตั้งนานจนหมดเวลาแล้ว แต่ชาวบ้านอ่านหนังสือไม่ออก หรืออยู่ในที่ที่เดินมาไม่ถึงที่ประกาศ แกก็ไม่รู้ ไม่ทราบจะทำอย่างไร วนเวียนอยู่อย่างนี้

ที่พัทลุงตรงแดนที่ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายนี่ เสด็จฯไปลงตรงจุดก่อการร้ายเลย มีวัดซึ่งตอนนั้น ท่านอาจารย์นำของอำเภอควนขนุนยังอยู่ ท่านบอกว่า มหาบพิตร ไม่ต้องกลัวหรอก มาเถอะ เราก็ลงไปตรงนั้นเลย ทุกคนดีใจหมดเลย แล้วที่นี่ ชาวบ้านมากราบบังคมทูลเรื่องต่างๆ เขาบอกว่า ราชินีๆ แปลงตัวมาซิ แล้วจะรู้ว่าราษฎรทุกข์ยากอย่างไร แต่อย่าเอาพวกนั้นมานะ พลางบุ้ยไปทางทหาร ตำรวจ บอกราชินีแปลงตัวมา รับรองปลอดภัย แต่มาเฉพาะลำพังผู้หญิงๆนะ แต่ฉันขี้ขลาด ไม่กล้าไป กลัวถูกจับไปเป็นตัวประกัน พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งบอก ดี จะได้เป็นราชินีบนเขาด้วยชาวบ้านรับรองความปลอดภัยทุกประการ บอกอยู่กินกับเขาได้

t0015_0006_01

ทางนราธิวาส ชาวไทยอิสลามน่าสงสาร บางครั้งฉันไปโดยเขาไม่รู้ตัว เขาเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง เห็นได้ว่า เขารักพระเจ้าอยู่หัวจริง เพราะธรรมดาแล้ว เขาจะไม่เข้าวัดไทยเลย แต่วันนั้นที่เราไป ฝนตก พายุมา ฉันก็ไม่รู้ว่า เขาไม่เข้าวัดไทย แม้แต่จะหลบฝน เห็นเป็นทีบี (วัณโรค) เป็นอิสลาม ฉันประคองเข้ามา เขาก็เข้ามาดี ทีนี้ คนไทยพุทธเขามาบอกว่า อย่างนี้ดีมากแล้ว ยังอุตส่าห์เข้าวัด ไม่เช่นนั้นจะไม่ยอมเข้าวัดเลย ไม่เข้ามาแม้แต่จะเหยียบ

ฉันถามว่า ทำไม เขาตอบว่า ไม่รู้ เขาว่าบาป เวลาที่เข้าวัดไทย

หันไปถามล่ามว่า เข้าวัดไทยนี่จะบาปไหมจ้ะ

เขาบอกว่า อิหม่านบอกว่า รายอ (พระเจ้าแผ่นดิน) อยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่นั่นได้ ไม่เป็นไร ไม่บาป เขารักพระเจ้าอยู่หัวจริง ๆ เข้ามาจูบ อันนี้สะดุดใจฉัน เพราะว่าเข้ามาจูบหน้าแข้งพระเจ้าอยู่หัว คนแก่ตาบอด แล้วบอกว่า ดีเหลือเกิน เขาเป็นอิสลาม เราฟังไม่รู้ ล่ามแปลให้ฟัง ดีเหลือเกิน ทำไมดีอย่างนี้ ดีกระทั่งแม้กับคนอิสลาม

พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ทำไมเขาต้องแบ่งด้วยว่า เรานี่ดีแม้กระทั่งกับคนอิสลาม ทุกคนเป็นคนไทยเหมือนกันหมด

ความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยพุทธกับไทยอิสลามมีความสัมพันธ์กันดี เห็นได้โดยไม่ต้องพูด เรามองการกระทำ คนไทยอิสลามแบกหามคนไทยพุทธมาหาหมอให้รักษา เห็นผู้ชายหนุ่มดำๆอุ้ม ผู้ชายผิวขาว แต่ว่ากระดูกหลังนี่ค่อมไปหมดแล้ว มันทรุดหมด นั่งหรือเดินอย่างลำบาก จำได้ว่าชื่อครูสนั่น เข้ามาบอกกับฉันว่า อยากให้ท่านช่วยเรื่องตา ทุกวันนี้ก็ไม่น้อยใจเรื่องอะไร รับจ้างสอนหนังสือ บอกว่า เวลานี้ตามัวเข้าทุกที เพราะเข้าใจว่าเป็นต้อกระจก บอกไม่อย่างนั้นก็พอรับจ้างสอนหนังสือได้ เด็กอิสลามเขามาเรียนด้วย

ถามว่า ครูเป็นอิสลามหรือ

บอก ไม่ใช่ครับ ผมชื่อ สนั่น เป็นไทยพุทธ

ถามว่า นั่นลูกครูหรือที่อุ้มมา

บอก ไม่ใช่ นั่นเป็นเพื่อนครูร่วมโรงเรียน รุ่นเด็ก เป็นไทยอิสลาม เขาอุ้มพามา

ส่วน ครูไทยอิสลามที่อุ้มมาก็บอกว่า ท่านครับๆ อยากให้ท่านช่วยครูคนนี้จัง เพราะแกไม่มีญาติเลย แล้วเป็นคนยากจนมาก พิการ อยากให้ท่านช่วยรักษาให้ สงสารเขา

คือเห็นอย่างนี้ เมื่อเห็นความจริงก็เลยสาวเรื่องไป แล้วไปถามพระว่า ท่านอยู่ได้อย่างไร ไม่ลำบากหรือการฉันอาหาร

ท่านบอกว่าไม่ คนอิสลามเขาเอามาช่วย ไทยพุทธมีน้อย แล้วพระท่านบอกว่า ชาวบ้านน่ะไม่มีอะไรเลย รักกันดี แต่ว่าระดับอื่นๆ อาตมาภาพอยากจะให้มหาบพิตรช่วยพูดว่า อย่าไปเข้าใจผิดกันเลย ให้แผ่เมตตากันไปเถอะ ท่านก็พูดอย่างพระ

พอค่ำเข้า ล่ามเริ่มไม่ยอมอยู่ กระสับกระส่ายกันเป็นแถว ฉันสงสัยว่า เอ๊ะ เขากลัวอะไร ฉันก็ไม่กลับ กว่าจะกลับนี่ก็มืดสนิทแล้ว เห็นตามถนนนี่ เห็นไฟ เขามายืนจุดไฟตะเกียงกันเป็นแถว ลงหยุดทัก พอหยุดนี่ เขากลับตาเหลือก รีบบอกให้เราขึ้นรถกลับไปเสีย กลับๆไปเสีย ถามเขาว่า เป็นอย่างไร

เขาบอกตัดบทเฉยๆ ประไหมสุหรี (พระราชินี) กลับไปเถิด เลยเดาเอาเองว่า ที่พระท่านออกมายืน เพราะว่า กลัวเราจะถูกทำร้าย พอเห็นท่าน เราก็ลงมาพูดด้วย ท่านกลับบอกให้รีบกลับๆ อย่างนี้แล้วจะไม่ให้รักเขาได้อย่างไร เขาหวังดีมาก

ในหลวง พระราชินี

แล้วที่จับใจใน ความรักของประชาชน บอกกับฝรั่งว่า จับใจในความรักของประชาชน ไม่มีวันลืมได้เลย คือเรื่องระเบิดที่ยะลา หลายปีมาแล้ว พอเสียงระเบิดดังปึง ปึงๆ นี่ ชาวบ้านวิ่งหนี หกล้มคลุกคลาน เห็นเลยว่า วิ่งหนีเป็นแถวๆ ออกไป กลับบ้าน เหลือคนอยู่น้อย ทีแรกคนแน่น พอสักประเดี๋ยวซี หอบแฮ่กๆ วิ่งกลับมาเป็นแถวอีก วิ่งกลับมากันร้องไห้กันหมด เขาบอก ดู๊เถอะ ดูใจตัวเองเถอะ กลับไปถึงบ้าน มันตกใจน่ะ มานึกได้ว่า โถ ทิ้งท่านอยู่ลำพังนะนี่ ฉันก็เลยวิ่งกลับมาอีก เป็นห่วง ทีแรกก็กลัวตาย คราวนี้ขอบอกว่า ตายเป็นตายด้วยกัน แล้วเด็กนักเรียนสาวๆคงเป็นไทยพุทธ เห็นพูดไทยได้ ร้องไห้ใหญ่เลย ร้องแบบไม่มีสติ บอก ท่านๆคะ ท่านไปทำอะไรชั่วร้าย ท่านไม่ได้ทำอะไรให้ใคร เขาจะฆ่าท่านทำไม แกพูดซ้ำอยู่นั้น ร้องไห้ไป ตัวสั่น ท่านไม่เคยทำอะไรใคร ในหลวงไม่เคยทำอะไรใคร เขาจะฆ่าท่านทำไม ทำไมเขาต้องการจะฆ่าท่าน ชาวบ้านที่วิ่งกลับมา ร้องไห้น้ำตาไหลเป็นทาง บอก ฉันกลับไปถึงบ้านแล้ว พูดทั้งที่หอบ แต่ว่านึกได้ว่า ตาย เจ้าแผ่นดินกับราชินีอยู่ เลยนึกว่า ตายก็มาตายด้วยกัน เลยวิ่งกลับมาเป็นเพื่อน แหม ความรู้สึก ตรงกับเพลงที่ว่า หากใครแกล้งเธอ ฉันนี้จะยอมตายแทน …พุทโธ่ อุตส่าห์วิ่งกลับมากันหมดเลย และท่าที่ร้องไห้ วิ่งเข้ามากำบังคุ้มกันระวังพระเจ้าอยู่หัว จับใจ แล้วตำรวจราชสำนักบอกให้กลับพระตำหนัก อย่าเสด็จฯ โรงพยาบาล อันตราย เพราะทางที่จะกลับ ถ้าค่ำแล้วยิ่งอันตรายใหญ่ เขาอาจจะยิงด้วยจรวดก็ได้ ให้รีบกลับเสียแต่วันๆ เถอะ พระเจ้าอยู่หัวบอก ไม่ได้ เขามานี่ เจ็บเพราะเรามา เขามาหาเรา เราต้องไปเยี่ยม

มีรายงานบอกว่า ไม่ได้เจ็บกันมากพระเจ้าข้า ข้าพเจ้ารับรอง ได้ข่าวว่า เลือดขีดข่วนเท่านั้น ใส่ยาแดงแล้วก็กลับบ้านได้

ฉันคิดว่า การที่พระมหากษัตริย์ของบางประเทศล่ม เพราะเหตุอย่างนี้ คือเพราะเชื่อตามคำบอก

พระเจ้าอยู่หัว รับสั่งว่า ขีดข่วนก็จะไปดู เขาไม่ยอม สั่งรถพระที่นั่งให้กลับพระตำหนัก รถพระที่นั่งวิ่งกลับ พระเจ้าอยู่หัวสั่งให้เลี้ยวกลับเดี๋ยวนี้ ฉันจะไปโรงพยาบาล คนขับรถกลัว เลี้ยวไปอีกทางที่ไปโรงพยาบาล พอไปถึง เราตกตะลึง เพราะเลือดสาดเต็ม แล้วมีเด็กผู้หญิงสาว อายุสัก ๑๗-๑๘ กำลังหอบ ปอดยุบไปข้าง ถ้าเราไม่ไปก็ตาย แล้วเด็กอีกคนตาก็จะบอด คือ คนนอนกันเต็มเห็นแต่เลือดๆทั้งนั้น พอเข้าไป เด็กสาวนั้นเห็นเรา เขาก็ร้องไห้ บอก ท่านคะ หนูเจ็บเหลือเกิน หนูหายใจไม่ออก หนูเจ็บ พ่อแม่ก็ไม่ได้มา ท่านช่วยหนูด้วย

ฉันยื่นมือให้จับ หมอบอกว่า ออกซิเจนเข้าไม่ได้ ต้องเจ็บปวด เพราะลมมันดันที่หน้าอก ตับมันเสียไปข้าง ปวดมาก เขาให้ออกซิเจนอยู่แล้ว แกตกใจ ยึดมือแน่น หมอบอกฉีดยาให้หลับก็ไม่หลับ เพราะตกใจ ไม่ยอมหลับ

ถาม หนูจะตายไหมคะท่าน หนูจะตายไหม

ฉันบอก หนูไม่ตาย แต่ขออย่าพูดนะจ้ะ หมอเขาบอก อย่าพูด ต้องเก็บกำลังไว้ เขากำลังเตรียมห้องผ่าตัด บอก หนูหลับซะ

แกก็ว่า หนูไม่กล้าหลับ เดี๋ยวตาย

บอก หลับซะ ไม่ตาย ฉันยืนตรงนี้ จับมือไว้ ฉันยืนอยู่ด้วย จนกว่าพ่อแม่หนูจะมา ฉันยืนตรงนี้ ไม่ไปไหน รับรอง แล้วคุณหมอดนัยก็จัดการให้ออกซิเจนเข้ามาก แกถึงผล็อยหลับไปได้

ส่วนเด็กผู้ชายอิสลาม หมอไม่รับรองความปลอดภัย สะเก็ดระเบิดเข้าตาและเลือดไหลออกมาก พ่อแม่ ยืนเฝ้าทั้งน้ำตา เราเห็นแล้ว ใจหายหมด เห็นแล้วนึกว่า ดีนะที่เราไม่เชื่อใคร พอเขาเห็นเรา เขาก็ใจชื้นใจสบาย รับสั่งให้หมอโรงพยาบาลพระมงกุฎที่อุตส่าห์อาสาตามเสด็จ ให้ไปช่วยทำการผ่าตัดตรงทรวงอก เพราะเศษระเบิดมันฝังข้างในแล้ว ปอดมันทะลุ

พระราชินี

ขอถามนักข่าวที่รู้เรื่องกฎหมาย ว่าอย่างนี้เป็นการทำผิด เป็นการเมืองหรือเปล่า ที่ฉันเข้าไปเยี่ยมราษฎร แล้วชาวบ้านมาเล่ามาบอกให้รู้ว่า ขอให้ท่านช่วยพูดกับเจ้าหน้าที่สูงๆ หน่อยว่า ให้เห็นใจคนไทยอิสลามบ้าง ขอให้เข้าใจว่า เขานี่อยากอยู่อย่างสงบเท่านั้นเองอันนี้ การเมืองไหม ฉันแยกไม่ถูกว่า ฉันย่ำลงไปตรงการบ้านการเมืองหรืออะไรตรงไหน ฉันทราบ ฉันรู้อย่างเดียวว่า ถ้าดับร้อนของคนไม่ได้แล้ว ภาคใต้เราจะต้องเสียแก๊สธรรมชาติที่ดี ซึ่งเมืองเราควรจะรักษาไว้ เพื่อนฝรั่งเขาบอกว่าสงสัยมีน้ำมันด้วยที่อ่าวไทยทางภาคใต้ ไม่ใช่เฉพาะแก๊สแล้วถ้าเผื่อคนไทย ทั้งพุทธทั้งอิสลามตีกันนัวอย่างนี้ มันก็แย่ ทางที่จะสูญเสียมันก็เป็นไปได้

นาวิกโยธินชั้นเด็กมาบอกว่า ข้าพเจ้าอยากให้ท่านรับสั่งกับนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นสมัยนายกฯ เกรียงศักดิ์ (ชมะนันท์) ว่า อยากให้ปรับเงินเบี้ยเลี้ยงของตำรวจให้ได้เท่ากับทหาร แล้วเหตุการณ์มันจะได้ดีขึ้น เพราะว่า ตำรวจได้เงินน้อย ฉันบอกว่า ไม่เป็นไร ฉันจะบอกนายกฯ ให้

นี่การเมืองแล้ว ใช่หรือไม่ ฉันก็ไม่ทราบจะทำอย่างไร (คุณเสริมศรี เอกชัย กราบบังคมทูล) ไม่เป็นการเมือง เพราะประชาชนย่อมยึด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระองค์เป็นเหมือนพ่อ แม่เหนือหัว เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนแล้ว ถ้าไม่บอกพ่อ แม่แล้วจะให้ไปบอกใคร บางครั้งเขาก็ไม่มีที่พึ่ง แต่อันนี้มีบางคนบอกว่า อยู่ในการเมือง โลแมคซ์ (นายปีเตอร์ โลแมคซ์ ผู้สื่อข่าวแห่งบีบีซี กรุงลอนดอน) ก็บอกว่า นี่การเมือง เรื่องอะไรของยู ยูเป็นคิงควีน (พระองค์เป็นกษัตริย์ ราชินี) เรื่องอะไรจะต้องมาเอาธุระคนไหนเจ็บ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล

ฉันบอก ปล่อยๆ ได้ แต่ทีนี้ โรงพยาบาลล้นมือ แล้วอีกอย่างที่ชาวบ้านเขาไม่ไปโรงพยาบาล เพราะบางครั้ง หมอและนางพยาบาลถามเพื่อเป็นแบบฟอร์มว่า มีเงินช่วยเหลือไหม เพียงถามว่า มีเงินไหม แกก็วิ่งอ้าวออกจากโรงพยาบาลแล้ว แกบอกว่า ฉันคนจนไม่มีเงินเลย บอกคอยพระเจ้าแผ่นดินดีกว่า แล้วโลแมคซ์จะมาบอกว่า เรื่องอะไรของยู ถึงต้องไปทำเรื่องเวลแฟร์ (สวัสดิการ-สงเคราะห์) อย่างนี้ มันเรื่องของรัฐ เขาบอกว่า ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาแย่งรัฐทำ

ฉันบอกว่า เอ๊ะ ประเทศเราจนนะ มันต้องช่วยกัน ใครช่วยกันได้ก็ต้องช่วย แต่อีกคนหนึ่ง บริจิต (ผู้สื่อข่าวของบีบีซี เหมือนกัน) เขาบอกว่า เพราะทรงช่วยราษฎรอย่างนี้ เมืองไทยถึงจะอยู่ได้ต่อไป เพราะไม่อย่างนั้น เขาก็มองไม่เห็นทางรอด สำหรับจุฬาภรณ์ เด็กคนนี้เก่งภาษา เดี๋ยวนี้พูดภาษาพื้นเมืองภาคใต้ได้ ที่เรียกว่า ภาษายาวี จุฬาภรณ์บอกว่า พอพูดกับชาวบ้านเท่านั้น เขาก็เข้ามากระซิบว่า ใครเขาจะแยกดินแดนอะไร เขาไม่ทราบ แต่พวกเขารักรายอ ( พระเจ้าอยู่หัว) เพราะรายอนี่ยุติธรรม รายอทำนุบำรุงศาสนาอิสลาม และทำนุบำรุงศาสนาพุทธเท่ากัน แล้วเขาบอกว่า เหตุที่เขาไม่อยากพูดไทย เพราะว่าเป็นอันตราย เขาบอกว่า เรารักทหาร รักนาวิกโยธิน เพราะทหารนี่ยุติธรรม เขาชมแม่ทัพภาค ๔ มากว่าเป็นธรรม เขาบอกว่า เขาขอความเป็นธรรมอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเขาเองไม่คิดว่าเขาอยากจะแยกอะไร อาจจะมีคนคิดไม่กี่คน แต่เขาอยู่อย่างนี้ เขาก็สบาย เขาชอบอยู่อย่างนี้ แล้วบอกว่า คนที่ยิงคนอิสลามและยิงทั้งไทยพุทธด้วยนั้น เป็นคนอิสลามจริงอยู่ แต่เป็นพวกที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ เป็นพวกติดยาเสพติด เที่ยวรับจ้างเขายิงคน

ถ้าคุณทั้งหลาย นักข่าวทั้งหลายไปเห็นหน้าชาวบ้านที่นครศรีธรรมราช ที่ฉันต่อว่าเขาเรื่องพระองค์เจ้าหญิงวิภาวดีรังสิต (เดิมคือ หม่อมเจ้าหญิงวิภาวดี รังสิต ทรงถูกลอบยิงถึงแก่ชีพิตักษัย ขณะขึ้น ฮ. ไปช่วยชาวบ้าน เมื่อ ๑๖ ก.พ.๒๕๒๐) ตายนี่ เขาหน้าเจี๋ยมเจี้ยมหมดเลย หน้าเศร้า หุบกันหมด ก้มหน้า ฉันถาม รู้ไหมจ๊ะ ทำไมพวกบนเขาต้องฆ่าเจ้าหญิง เขาเรียกเจ้าหญิงวิภาวดี ทำไมต้องฆ่าด้วยล่ะ เงียบๆ หมดเลย คนกลุ่มใหญ่นั่งก้มหน้า บางคนก็ซับน้ำตา เขาบอกว่า มันไม่รู้ ไม่รู้ว่าแกอยู่บนเครื่องบินนั้น รู้ก็ไม่ทำ เพราะแกดีออก แล้วเขาก็เอาใจฉัน นี่รู้ไหมท่าน ว่าเสียใจกันทั้งนั้น พวกนั้นวางปืนตั้งเยอะ ออกไปบวชให้ เพราะเขาบอกว่า ถ้าคอมมิวนิสต์ฆ่าคนที่ดี ที่เป็นธรรม ไม่มีแม้แต่อาวุธในมือ เขาก็ไม่เป็น มันร้องไห้กัน วางอาวุธหมดเลย ออกไปโกนหัว

บางคนทำหน้าทะเลิ่กทะลัก หน้าเจื่อน เล่าว่า ก็วันที่แกจะไปที่นั่น (เขาพูด แกทั้งนั้น ในหลวงก็แก) วันที่แกจะไปที่ตรงนั้นน่ะ มันอีกวันนี่นา แล้วแกกลับไปทำไม เขานึกว่าเป็นตำรวจ เขาก็ยิง บอกว่าคนอื่นไม่ยักโดน ไปโดนแกได้ บ่นออกมา ระหว่างพูดเรื่องนี้เขาหลบสายตาหมด เขาใจหาย เลยรู้ว่า อ้อ ถ้าเราทำอะไรถูกต้องทำนองคลองธรรม หมายความว่า ทำอะไรที่ยุติธรรมแล้ว ถูกต้องนี่ แม้แต่คนที่เขานึกว่า เขามีอำนาจ เขาก็ต้องกลัว เขาต้องหลบสายตา คือ เขารู้ว่าเขาผิด เขาต้องไม่สบายใจ บอกว่า นั่นน่ะ ไปยิงท่านตาย ฉันจะหาใครที่กล้าอย่างนี้ไปช่วยคนเจ็บคนป่วย เดี๋ยวก็ตายกันหมด ฉันจะหาใครแทนได้อีก

(ทูลถาม) ในการที่ทรงมีพระราชกรณียกิจเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎร และทรงงานศิลปาชีพ ทรงแบ่งเวลาในแต่ละวันอย่างไร

(ทรงตอบ) ตอนหลังๆนี่แบ่งลำบากมาก เพราะว่าพระเจ้าอยู่หัวท่านรับสั่งว่า ตอนนี้ต่างคนต่างเป็นเครื่องจักร พบกันระหว่างทำงานด้วยกัน อยู่ในหมู่คน แล้วที่ครอบครัวจะได้อยู่พบกันก็คือที่รับประทานอาหารกลางคืนด้วยกัน เท่านั้นเอง โดยมากอย่างที่ไปต่างจังหวัดนี่ ต่างคนต่างออกไปทำงานแล้ว กลับมา ก็ต้องสรุปข้อความอีก ว่าใครจดอะไรบ้าง สิรินธรจะเขียนที่เขาจดมาแล้วส่งที่กองราชเลขาฯสมเด็จฯ จุฬาภรณ์จดส่วนที่เขาเขียนมา ฉันก็สรุปของที่ฉันเขียนมา ทุกคน นางสนองพระโอษฐ์ นางพระกำนัลทุกคน ก็สรุปอย่างนั้น ต่างคนต่างทำงานกัน อย่างออกไปวิ่งตอนตี ๑ ที่นราธิวาสปีที่แล้ว (พ.ศ. ๒๕๒๒) นางสนองพระโอษฐ์คนหนึ่งวิ่งตามมาบอกว่า หม่อมฉันเพิ่งสรุปเสร็จ (ทรงพระสรวล)

สมมุติว่า เสด็จ ฯ กลับมาถึงพระตำหนัก ๒ ทุ่มครึ่ง ๓ ทุ่ม กว่าจะเสร็จสรุปก็ใกล้ตีหนึ่ง เขารับประทานพลาง แล้วเขียนสรุป เพราะว่าไม่เคยชอบที่ว่า ประชาชนมาขอให้ช่วยเหลือแล้ว สักแต่ว่าเขียนใบส่ง ให้เขาส่งไปโรงพยาบาล ให้ค่ารถแล้วก็แล้วไป อันนี้ไม่ชอบ ต้องตามผลงานเสมอว่า ถ้าเขาเป็นโรคหัวใจ ส่งเขาไปผ่าตัดนี่ ลูกข้างหลังเล็กๆนี่จะอยู่กับใคร ถ้าแม่มาผ่าตัด พ่อไปทำงาน คือหมายความว่า นางสนองพระโอษฐ์กับนางพระกำนัลต้องทำละเอียดมากเลย เขาไม่มีวันหยุด เสาร์อาทิตย์ เพราะว่าเราก็บอกกันว่า ช่วยเมืองไทยกันนะ

พระราชินี ศิลปาชีพแล้วอีกประการหนึ่ง ฎีกาที่ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็มากมายก่ายกอง คือระยะหลังนี้ชาวบ้านก็มาปรับทุกข์กับพระเจ้าอยู่หัว มีอะไร เขาก็มาบอกปรับทุกข์หมดเลย มีอะไรก็ขอให้ท่านช่วยโน่น ช่วยนี่ หรือแนะนำว่าเขาควรจะทำอะไร

อย่างชาวคลองใหญ่ที่ตราดเขาบอกว่า ขอให้ชาวคลองใหญ่ได้มีหมอไปดูแลอย่างน้อยเดือนครึ่งต่อครั้งหนึ่งก็ยังดี เพราะว่าชาวคลองใหญ่มีจำนวนมาก หมอไม่พอ เห็นคนเจ็บกันมาก ส่วนมากเป็นโรคหัวใจ แล้วก็โรคประสาท พอบอกว่าจะพยายาม เขาก็ดีใจ แต่ยังไม่ได้บอกว่า รัฐบาลว่าจะให้อะไรเขาได้ เพราะไม่มีที่ดิน ที่ดินจำกัด

อาจจะต้องส่งเสริมศิลปาชีพ ต้องคิดอีก ถ้ามัดหมี่กันเกร่อ ล้นตลาด มีราคาถูก ชาวบ้านก็จนอีก ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ถ้าย่านลิเภา เกร่อหมด มันก็ไม่ไหว คือต้องดู หาของใหม่อยู่เรื่อย สำหรับมูลนิธิศิลปาชีพว่าจะทำอะไรที่ไม่ใช่คนซื้อเพราะสงสาร เอ้า ช่วยกันซื้อ คนละไม้คนละมือ อย่างนั้นไม่ได้ เมืองไทยอยู่ไม่ได้ ต้องทำอะไรที่คนเห็นแล้วอยากซื้อเอง แล้วก็ต้องหาตลาดต่างประเทศ เพื่อว่าเงินจะได้หมุนเวียนบ้าง อย่างนี้ถึงได้ลงทุนไปเมืองนอก แล้วพยายามพูดกับเพื่อนฝรั่งเขาว่า ให้ช่วยหน่อย ไปตระเวนตามร้านต่างๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้ เขาก็ยินดีที่จะรับ โดยเฉพาะ เขาจับใจคนไทยที่ว่า ช่วยเหลือพวกลี้ภัย

อย่างเดินไปตามถนนที่อเมริกา คนอเมริกันเขาถามว่า ขอโทษที เป็นพระราชินีไทยใช่ไหม      - บอก ใช่

เขาบอกว่า ขอจับมือหน่อย ขอเช็คแฮนด์ เพราะว่าคนไทยนี่ยอดมาก อุตส่าห์รับคนเขมรผู้ลี้ภัย – บอก สงสารเขา

เรื่องการดูแลผู้ป่วยในชนบทนี้ ฉันได้พูดกับนักเรียนไทยในต่างประเทศว่า ขอให้นักเรียนไทยซึ่งเป็นคนฉลาด มาทำปริญญาต่างๆ ทำพีเอชดี (ปริญญาเอก) มาทำอะไรต่ออะไร คิดดูให้ดี คิดให้ลึกซึ้งดูว่า เรานี่ เวลานี้ ต้องช่วยกันพยุงเมืองไทยทุกทาง จะเผลอตัวไม่ได้เลย จะแบ่งคนมีคนจนอะไรนี่ไม่ได้เลย ต้องช่วยกันคนละมือสองมือ

บอกเขาตามตรงว่า คุณก็เป็นคนฉลาด มาเรียนสูงๆ แล้วก็เห็นกับตาตัวเอง ใช่ไหม ระหว่างผิวหน้าเหลืองๆ ด้วยกัน คนที่เป็นเอกราชกับคนที่บ้านเมืองล้มนี่ เป็นอย่างไร นักเรียนไทยเขาก็เงียบ

คนไทยก็ประเสริฐ นี่หมอไทยในอเมริกาเขาก็อาสาสมัครมาไทย เขาเข้าชื่อกันแล้วจะเวียนกันมา

เรื่องนี้ที่รักน้ำใจเขา เขาบอกว่า จะให้ช่วยอะไรท่านได้บ้าง

บอก ช่วยเรื่องหมอได้ไหม เพราะว่าโรงพยาบาลท่านอาจารย์ฝั้นนี่ ลูกศิษย์มีศรัทธา สร้างโรงพยาบาลทันสมัยเจี๊ยบ แต่ว่าไม่มีบุคลากรเลย โรงพยาบาลพระยุพราช ก่อนท่านอาจารย์วันสิ้น ปีสุดท้ายที่สกลนคร เสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎร เด็กถูกงูกะปะกัด ตัวดำไหม้หมดแล้ว บังเอิญวันนั้นมีหมอไปด้วย ก็ได้ช่วยชีวิตเด็ก หมอดูแล้วบอกว่า แย่แล้ว นี่เด็กนี่แกงกรีนกิน เริ่มแล้ว ถ้าไม่ผ่าตัดในวันนี้ก็ตาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งให้รถจี๊ปในขบวน ให้เอาเด็กไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้

ฉันซักแม่เด็กว่า นี่ ลูกถูกงูกัด ทำไมไม่รู้จักพาไปโรงพยาบาล

เขาบอกว่า ไปไหน

ก็โรงพยาบาลพระยุพราชนั่นละ ทำไมไม่ไป

เขาบอกว่า ไปแล้ว ไม่มีคน

อย่างนี้ ผู้หญิงไทยทำได้ นักข่าวหญิงช่วยได้มากเลย ทำอย่างไร…ก็รู้ละว่า เราเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ทำอย่างไร ถึงจะทำให้ทุกคนมีความรู้สึกว่า จะอยู่แห่งหนตำบลใด จะอยู่ประเทศไหนก็ตาม แต่ประเทศไทยนี้สำคัญ มีเอาไว้เป็นประกันสำคัญ แม้แต่กับอนาคตของตนเอง

อยากให้หมอทั้งหลายในอเมริกานี่ร่วมชื่อกันมากกว่านี้ แล้วก็อยากให้ว่า ทำเป็นข้อเสนอว่า ในปีนี้หมอไทยที่อยู่ในต่างประเทศจะมาช่วยเมืองไทยได้ทีละกี่คน ใครจะมาได้ไหม ถ้ายิ่งสมัครกันในมุมกว้างก็ไม่ต้องมาบ่อย เพราะว่า เราขาดหมอจริงๆ

พระราชินี สิริกิติ์(ทูลถาม) เวลาเสด็จ ไปท่ามกลางประชาชนที่เป็นโรคต่าง ๆ มีวิธีป้องกันตัวอย่างไร ไม่ทรงกลัวติดโรคหรือ เพราะเห็นราษฎรจับพระหัตถ์

(ทรงตอบ) ไม่กลัว เพราะรู้จักระวังตัว แต่ก็สะดุ้งเหมือนกัน เป็นสัญชาตญาณของคนที่อดไม่ได้ เรื่องนี้เกิดที่สุราษฎร์ธานี นานแล้ว มีคนไม่มีจมูกเลย เขามีน้ำหนองไหลออกมา ไม่มีเบ้าตาเลย หน้าเละ คิดว่าคงเป็นโรคเรื้อน เขาวิ่งเข้ามาหา มาจับที่เท้า มากราบ พอเห็นก็ตกใจเหมือนกัน องครักษ์ที่อยู่ข้าง ๆ ก็สะดุ้ง แต่ฉันนึกในใจว่า เรานี่ เขาถือเป็นพ่อเป็นแม่ จะให้เขาเห็นว่าสะดุ้ง หรือไม่อยากให้เขาเห็นว่าเรากลัวเขา เพราะถ้าเขาเห็น เขาจะต้องเสียใจมาก ในแววตานี่ เลยนึกในใจว่า ตอนนี้ทำสะดุ้งไม่ได้เลย

ถามเขาว่า มีทุกข์อะไร – เขา เล่าว่า เขาเป็นอย่างนี้ แล้วสามีเลยทิ้ง อยู่กับแม่แก่และลูก ไม่มีเปลือกตา น้ำตาไหลออกมา มันอักเสบมาก เพราะไม่มีเบ้าตา จมูกไม่มี พอเห็น ความรู้สึกครั้งแรกก็กลัว ใจหายวาบ แต่ก็หวังว่า ไม่ได้แสดงออกมา

พระเจ้าอยู่หัว ทรงสอนว่า คนเรานี่จะเป็นอะไรมันก็เป็น รับสั่งว่า โรคเรื้อนนี่มันติดยากจะตาย มันไม่ติดง่ายหรอก แล้วทูลว่า ก็รู้ว่าติดไม่ง่าย แต่อดสะดุ้งไม่ได้ แต่เขาคงไม่เห็นหรอก ตอนหลังทรงสอน นี่หลายปีแล้ว ที่เป็นทีบี (วัณโรค) ก็เยอะ โดยมาก เขามีความทุกข์อะไร เขาให้คนอุ้มมาหาอย่างคนพิการใส่รถที่ลากน้ำแข็งมา ถือว่า รักษากับพระเจ้าอยู่หัวไม่ต้องเสียตังค์ ไม่ว่าจะพูดภาษาอะไรก็เหมือนกันหมด คือ กลัวเสียสตางค์

เขาบอกว่า ตังค์ฉันไม่มี

ถามเขาว่า ทำไมไม่ไปโรงพยาบาลกันบ้าง ปล่อยให้ลูกเป็นมาก เป็นโรคหัวใจจนเขียวนี่

เขาบอกว่า ไม่ได้ ไม่มีตังค์

บอกเขาว่า โรงพยาบาลเขาไม่เอาตังค์หรอก

ชาวบ้านบอกว่า เขาเอา เขาถามนี่ว่า มีเงินไหม

ต้อง อธิบายว่า เขาก็ถามไปตามระเบียบเท่านั้นว่า พอจะมีช่วยหลวงไหม ต่างหากล่ะ ชาวบ้านที่เป็นไทยอิสลามนี่น่าสงสาร ถ้าทุกคนไปเห็น ต้องสงสารเขา เพราะว่า ซี๊ดซีด เป็นวัณโรคเสียปอดพรุนหมด บางคนลูกยังเล็ก ตัวเขาเองซีด แล้วไม่กล้าขอร้อง ได้แต่มานั่งมอง พอฉันเห็นซีดเซียว แล้วลูกก็ยังตัวเล็กนิดเดียว ฉันเข้าไปถาม เขาก็บอกว่า ซาเกะๆ คือเจ็บหน้าอก

ฉันก็รู้แล้วว่า ต้องวัณโรคแน่ เรียกหมอ เรียกล่ามมา คือ เขาไม่กล้าแม้จะขอความช่วยเหลือ เขานึกว่าเขาเป็นพลเมืองชั้นสอง ไม่กล้าเลย ความที่น่าสงสาร คือความไม่กล้า ที่น่าสงสารอีกแห่งคือ ประชาชนที่วัดเชิงเขา อยากจะให้ไปดูเหลือเกิน ทั้งหมู่บ้าน ยาระงับประสาทของหมอนี่หมดเกลี้ยง เข้ามาหาหมอ เดินตาเป๋งมา บอกหมอ ขอยาฉันกินหน่อย ฉันเป็นโรคประสาท หมอถามว่า เอ๊ะ รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคประสาท เขาบอกว่า มันนอนไม่หลับ นอนไม่หลับเลย

เมื่อครั้งตอนไปเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านก้านเหลืองดงนี่ สมัยนั้น คุณเปรม เป็นแม่ทัพ พอฉันจะไปก็บอกว่า เสด็จฯไม่ได้ บอกที่นั่นเต็มเลย เป็นดงของเขาละ ฉันบอก คุณเปรมต้องให้ฉันไปจนได้ละ บอกคุณเปรมเป็นแม่ทัพๆ กลัวด้วยหรือ

คุณเปรมบอกว่า อ้าวเสด็จฯก็เสด็จฯแต่คุณเปรมสั่งให้ทหารไปคันรถเบ้อเร่อ พวกหมวกแดง พอฉันเห็นทหารจะไปเป็นรถกุดัง พากันวิ่งขึ้นรถใหญ่

ฉันบอกว่า ลงมาเดี๋ยวนี้ ลงมา ไปอย่างนี้ เขาระเบิดคันเดียว เสียทหารหมด ไม่ต้อง ฉันบอกว่า เขาไม่รู้ตัวหรอก เขาไม่เตรียมหรอก ทหารก็ลงจากรถ แล้วพอฉันขึ้น ฮ.ไป พวกทหารก็ขึ้นรถอย่างเต็มกวดไป พวกทหารไม่ยอมเลย แต่ละคนก็…ฉันได้ยินแล้วปลื้มใจ ทำไมจะไม่ให้รักเขา เขาบอก พวกเราตายแทนเสียยังดีกว่า ไปกันผู้หญิงทั้งนั้นเลย ก็แต่งตัวธรรมดาๆ แล้วไปกับชาวบ้าน ขึ้นรถไป ไปในที่เขาเรียกว่า กระโซ่ง แหม เบิกบาน เข้ามากอด มาถาม บุ้ยไปที่น้อย (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ) นี่อายุเท่าไหร่ พอบอกว่าลูกสาว ตอนนั้นอายุ ๒๒ เขาถาม เอาผัวยังบ่ (ทรงพระสรวล) แม่น้อยอายเชียว บอกว่ายังจ้ะ นั่นเขายังเด็กอยู่ เขายังไม่เอาผัว เขามองแม่น้อย พลางสั่นหัว อึม ไม่เด็กแล้วนา บ่เด็กแล้ว เขากลัวจะขายไม่ออก เขาบอกว่า ลูกเขาป่านนี้เอาผัวหมดแล้ว ต้องขายออก แล้วเขาก็หันมาทางแม่น้อย มาลูบหน้าลูบหลัง บอก เอาผัวซะ แล้วยายนี่จะไป ป้าจะไป น้าก็จะไป เวลาแต่งงานบอกมาด้วยนะ จะไปหมดเลย พอปีหน้าไปเยี่ยมใหม่ แกก็ถาม เอาผัวยัง วิตกของเขาทุกปีเลย

ในหลวง พระราชินีทุกคนเป็นพยาน ความรักความใกล้ชิดที่ไม่สามารถจะบอกได้ เห็นเหงื่อฉันไหล เขาเอาผ้าเช็ดหน้าของเขาที่ปูบนพื้นมาถูให้ใหญ่เชียว ฉันไม่ได้รังเกียจ แต่ฉันสะดุ้งเฮือก พยายามเบนหน้าหนี ไม่ได้กลัวอะไร กลัวเครื่องสำอางหลุด มันคนละสีน่ะ แย่เลย พุทโธ่ เราทาไว้สีหนึ่ง เขาเอาอีกสีหนึ่งขึ้นมาเช็ดใหญ่เลย เคราะห์ดีที่ไม่หลุดมาก ต้องหันมาถามนางสนองพระโอษฐ์ว่า นี่หลุดหรือเปล่า เดี๋ยวคนละสีก็น่าดู เขาไม่บอกไม่กล่าวเลย โอ๋ แม่คุณ โอ๋ใหญ่พร้อมทั้งเช็ดให้ใหญ่ โถอย่างนี้ นี่คือความรักความหวังดี เพราะเขาเอง เขาก็เอาผ้านั้นมาเช็ดหัวเขา พระเจ้าอยู่หัวทรงเหยียบแล้ว เขาก็เอามาไว้บนหัวเขา

“พระเจ้าอยู่หัวบอกว่า นี่น่ะอันตรายอย่างหนึ่ง เขานึกว่าเราไม่ใช่คน นึกว่าเราเป็นเทวดา จะบอกเท่าไหร่ๆก็ไม่ฟัง พูดอธิบายเท่าไหร่เขาก็ไม่ฟัง แย่งกันฉุดพระบาทของพระเจ้าอยู่หัว ท่านบอกว่าอย่างนี้ก็ล้มซิ ต่างคนต่างจะเอาพระบาทขึ้นไปไว้บนหัว คนนั้นแย่งข้าง คนนี้ก็แย่งอีกข้าง เรื่องนี้นานมาแล้ว”

พระเจ้าอยู่หัวก็เหมือนกัน เขาเห็นทรงเหนื่อยมา เหงื่อไหล เขาก็วิ่งมา อุตส่าห์เอาแก้วมา แล้วเปิดน้ำอัดลมมาให้ ขนาดจนๆนี่ วิ่งเอามาให้ พวกทหารองครักษ์บอกเสวยไม่ได้นะพะยะค่ะ เสวยไม่ได้ แต่ท่านก็เสวย รับสั่งว่า ไม่ได้ เสียน้ำใจ

พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงเข้าใจ ฝ่ายอารักขาเขาก็รักและเป็นห่วง เขาไม่ได้ตั้งใจจะขัดขวาง แต่เขากลัวและเป็นห่วง แล้วนี่คือความรักของประชาชนที่ฉันจับใจ บอกกับฝรั่งว่าจับใจ ไม่มีวันลืมเลยเป็นอันขาด

พระราชินี ในหลวง(ทูลถาม) ในสถานการณ์ปัจจุบัน ทรงอยากให้สตรีไทยมีส่วนช่วยสังคมอย่างไร

(ทรงตอบ) รู้สึกว่า ผู้หญิงนี่มีคุณธรรมเป็นแม่ เพราะฉะนั้น ช่วยได้มาก ถ้าอยากจะช่วย ตัวอย่างง่าย ๆ คืออบรมลูกให้รู้จักว่า เมืองไทยนี้เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ของกลุ่มไหน ไม่ใช่ของพวกไหน เพราะฉะนั้น ทุกคนนี่ต้องเอาใจใส่เมืองไทยทุกคน ดังจะเห็นได้ว่า ทิ้งของตามถนนนี่ เป็นอันว่าถนนหลวงแล้วนี่ ไม่ใช่เป็นของใคร อันนี้ยังมีให้เห็นในกรุงเทพฯ ซึ่งไม่ถูกเลย ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบอันเดียวกัน ต้องรู้จักคำว่า บ้านเมืองเป็นของเรา และควรรู้จักการเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มิใช่ว่า เป็นคนนั่งรถติดแอร์ได้ แต่เผลอ แป๊บเดียว ไขกระจกทิ้งของออกมาจากรถแล้ว โดยอาจคิดว่า ถนนนี้มิใช่ของเขา

ถนนนี้เป็นของใคร ถนนเป็นของคนไทยทุกคน และชาวต่างประเทศเขาเห็นถนนรกรุงรังอย่างนี้ เขาก็เห็นว่า คนไทยนี่ ระดับความคิดยังไม่สูง อันนี้แสดงความเป็นประชาธิปไตยได้หรือไม่ได้ ถ้าเราไม่รู้สึกว่า ถนนนี่เป็นของเรา แม่น้ำนี่ทิ้งอะไรๆ สารพัด แม่น้ำนี่ไม่ใช่ของหลวง ไม่ใช่ของใคร แม่น้ำเป็นของเรา ทิ้งอะไรๆ ลงไปมากๆ ของเน่า ปลาตาย สัตว์น้ำตายหมด เพราะไม่มีออกซิเจน แล้วใครเป็นทุกข์ก็คนไทยเป็นทุกข์

แต่ก่อน เมื่อฉันเล็กๆ ที่หน้าบ้านเห็นคนยากคนจนมาทอดแหจับปลา แล้วนำกลับไปรับประทานแต่เดี๋ยวนี้ทราบว่า จับไม่ได้เลย พันธุ์กุ้งพันธุ์ปลาตายหมดเลย ด้วยเหตุที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รับผิดชอบ มีอะไรก็เททิ้งลงไปในแม่น้ำ เรื่องเช่นนี้ ถ้าแม้ทุกๆ คนผู้เป็นแม่ ช่วยอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า ถนนหรือที่ไหนๆ ทุกแห่งเป็นของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันระวังรักษา ก็จะเป็นเรื่องที่ผู้หญิงจะช่วยสังคมได้มาก

ความจริงเป็นเรื่องง่ายนิดเดียว เพราะเป็นของใกล้ตัว อย่างฉันไม่มีความรู้ทางกฎหมายเลย ทางรัฐ ศาสตร์ก็ไม่รู้ แต่ก็พอเข้าใจว่า อันนี้แสดงว่า คนไทยรู้จักหน้าที่ของคนหรือยัง แล้วคนไทยบางคน อาจจะนึกว่า มีคนกวาดขยะแล้วนี่ โธ่ คนกวาดถนนเขาได้เงินเดือนนิดเดียว แต่งานของเขามากเหลือเกิน มันก็ไม่เป็นธรรมแล้ว ถ้าจะทิ้งขยะให้เขากวาดฝ่ายเดียว

ถ้าทุกคนบอกกับลูกว่า ไม่ดีนะลูก ทิ้งของไปตามถนนหนทางนี่ เศษแก้ว เศษอะไรมันเป็นอันตรายกับคนยากคนจนที่ไม่มีความรู้ว่า ถ้าตะปูตำนี่ มันจะเกิดโรคได้ แล้วถึงตายได้ ถ้าเป็นบาดทะยักอะไรทำนองนี้ ก็จะช่วยกันได้บ้าง

(ทูลถาม) ในเรื่องเยาวชน ทรงให้การสนับสนุนอย่างไร

(ทรงตอบ) พระเจ้าอยู่หัวท่านไม่ได้ตั้งเป็นกลุ่ม แต่ท่านให้เรียนหนังสือ จบกันมาเยอะ หลายคน ที่ทราบว่าเรียนจบ เพราะว่าเขาส่งดอกไม้ธูปเทียนขึ้นมาทุกตำบลเลย ถ้าบอกว่า อยากเรียนแต่สู้ไม่ไหว ไม่มีเงินจะส่งลูก แล้วลูกอยากเรียน แม้แต่อิสลาม เขาก็มากราบบังคมทูล ทรงส่งเสริมจนจบเป็นรุ่นๆ ขั้นมหาวิทยาลัยก็มี เรื่องนี้ดูได้จากหม่อมหลวงนราวดี (ท่านผู้หญิงนราวดี ชัยเฉนียน) เป็นคนดูแลเรื่องเกี่ยวกับนักเรียน มีจำนวนมาก แต่เราไม่ได้ประกาศ เพราะว่า ฉันถือในความจริงที่ว่า ถ้าตั้งใจจะทำดีแล้ว ทำดีไป ไม่ต้องออกรูปออกข่าว ไม่ต้องอย่างนั้น ถ้าเผื่อเราตั้งใจจะช่วยใครช่วยเขาได้สำเร็จ เขาดีแล้ว ชื่นใจแล้ว ไม่ต้องโฆษณาเลย

เรื่องเยาวชนนี้ทำมาตั้งนานแล้ว ไม่ได้ตั้งเป็นมูลนิธิหรืออะไร ทำมาก่อน ๓-๔ ปี กว่าจะตั้งเป็นมูลนิธิ เพราะตอนหลังๆ คนเป็นพันๆ เงินส่วนตัวสู้ไม่ไหว เลยลองตั้งเป็นมูลนิธิ ความจริง ทุกสิ่งทุกอย่างทำมานานแล้ว แต่ว่าไม่เคยคิดที่จะโฆษณา เพราะว่า สบายใจว่า เราทำ ถึงแม้ว่า คนไม่รู้ก็ไม่เป็นไร คนที่เขาได้รับการสนับสนุน เขาทราบ เขาไม่ทำร้ายเรา ไปไหนก็ไปได้ทุกหนทุกแห่ง เอาพอเห็นเป็นตัวอย่าง อย่างอิสลามนี่ พอเห็นนี่ก็วิ่งกลับเข้าไป เอาธงไทยมาโบก ขาไปไม่เห็นธงไทย เพราะเขาไม่รู้ตัว ขากลับให้มืดอย่างไรก็อุตส่าห์จุดตะเกียง แล้วเอาธงไทยมาโบกให้ มากันทั้งหมู่ อิสลามทั้งนั้น

(ทูลถาม) ข้าราชการในกองบัญชาการกองพลที่ ๑ รักษาพระองค์รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงก่อตั้งทุนให้ช่วยเหลือทหารชั้นประทวนและนายทหารที่กรมกองนั้น ฝากมากราบบังคมทูลฯ

(ทรงตอบ) แต่ไม่ใช่ความคิดของฉันเลย เป็นความคิดของ พลตรี อาทิตย์ กำลังเอก คือ พลตรีอาทิตย์นี่รู้จักกับฉันมา ตั้งแต่ฉันอายุ ๑๗ จน ๔๘ (พ.ศ. ๒๕๒๓) นี่ก็รู้จักกันมานาน เป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ แล้วพลตรีอาทิตย์ห่วงบ้านเมืองมาก กลัวว่าจะล้มเหมือนกับเพื่อนบ้านก็เลยเป็นห่วงบอกว่า ทหารและนายสิบเขาขาขาด แขนขาด เขาจน แต่เขากลับต้องมีภาระหนัก (มูลนิธิ) สายใจไทยก็ไม่พอ เพราะฉะนั้น เวลานี้ กรมทหารราบที่ ๑ รักษาพระองค์ ต้องไปรับผิดชอบทางโน้น อยากจะให้สบายใจ เพราะเธอพยายามจะคิดหาเงิน

ฉันบอกว่า ไม่เป็นไร วันเกิดฉันมีคนบริจาค คงได้ พอถึงวันเกิดก็ได้มากจริงๆ เขาบอกว่า ตามพระราชอัธยาศัย เลยขออนุญาตเจ้าของเขาว่า ขอทำอย่างนี้แหละ เขาจะเห็นด้วยไหม ก็ทำได้ตามที่พลตรีอาทิตย์ดำริ คิดว่า เราอุดช่องไว้ดีกว่า ถ้าเราไม่อุดช่องนี้ พวกทหารที่ยากจนแล้วก็มิหนำซ้ำยังจะต้องอยู่กับค่าครองชีพแพง แล้วถ้าเผื่อขาพิการหรืออะไรไป เขาก็ลำบากมาก เขาอาจจะแค้นใจหรืออาจจะฟังเสียงฝ่ายตรงข้าม ซึ่งถ้าเขาฟังแล้วเป็นผลกับเขาก็ยังดี นี่เป็นผลร้ายกับทั่วประเทศ ก็เลยคิดกันว่า ตั้งต้นกันตรงนี้ก่อน ก็อาจจะทำให้ที่อื่นน้อยใจ แต่มีเงินแค่นี้จริง ๆ เอากันคนละปี

——————————–

ความเห็น

3 Comments on ““พระราชินี” พระราชทานสัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าว”

  • John King's Army007 wrote on 3 กรกฎาคม, 2009, 22:29

    ขอปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

  • k wrote on 5 กรกฎาคม, 2009, 8:43

    ช่วยกำจัดข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้แทนกระบวนการยุติธรรม นักการเมืองเลวๆ ให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทยได้ไหมคะ
    ประชาชนจะได้มีความสงบสุขไม่ถูกเบียดเบียน เหมือนปัจจุบันนี้
    ไม่ว่าค่าครองชีพ
    ค่ากวดวิชา เรียนหนักหนาสาหัส แต่โง่ลงๆ ๆๆๆ

  • นายณัฐวัฒน์ ฉัตรสกุล wrote on 5 กรกฎาคม, 2009, 11:35

    ใคร่ขอให้สำนักนายกรัฐมนตรีจัดพิมพ์เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ หรือแผ่นพับ พร้อมทั้งจัดทำเป็น entry ในเว็บไซต์ที่มีคนเข้าอ่านมากๆ เช่น http://www.oknation.net/blog เป็นต้น สำหรับเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้อ่านกันด้วย ขอให้คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรีโปรดอย่าได้มองข้ามเรื่องที่ผมเสนอมานี้ เพราะจะเป็นประโยชน์อย่างมากยิ่ง อันที่จริงนั้น พระราชเสาวณีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถที่ทรงพระราชทานในมหาสมาคมในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์แต่ละปี น่าปีติในน้ำพระทัยของพระองค์ในพระราชกรณียกิจยิ่งนัก ซึ่งถ้ามีการจัดทำสำหรับเผยแพร่และแจกจ่ายตามห้องสมุดประชาชนแล้ว จะถือได้ว่าเป็นเอกสารที่ทรงคุณค่ายิ่งนักเลยทีเดียว.


หัวข้อที่เกี่ยวข้อง:

  1. “พระราชินี” พระคู่บารมี “ในหลวง” ของปวงชนชาวไทย ข้าพเจ้าได้เห็น “สมเด็จพระราชินี” ประทับนั่งพับเพียบกับพื้น และไถ่ถามราษฎรถึงความทุกข์ยากของเขาเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง ทั้งที่พระชนมายุเพียงนี้แล้ว แต่หลายครั้งที่พระองค์ทรงงานนานถึง 6 ชั่วโมงโดยมิได้ลุกเลย เพื่อให้การดูแลผู้ยากไร้อย่างดีที่สุด... สำหรับข้าพเจ้าแล้ว...
  2. เผยพระราชดำริ “ในหลวง” “ผู้มีอำนาจมากมักลืมตัวกับสิ่งยั่วใจ คิดว่าตัวเองอยู่เหนือผู้อื่น” หลายคนบอกว่า ท่านไม่ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แต่ผมยืนยันได้เลยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญโดยเคร่งครัด ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติทั้งทางบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ต้องผ่านท่านทั้งหมด นอกจากบางเรื่องที่ท่านทรงไม่เห็นด้วยจริงๆ ก็จะส่งกลับ...
  3. วาเด็ง ปูเต๊ะ พระสหายแห่งสายบุรี … พระเมตตาคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์จัดเป็น อัปปมัญญา คือไม่จำกัดขอบเขต ไม่เลือกชนชั้นวรรณะ ไม่ถือเขาถือเรา ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ดังนั้น คนไทยทั้งแผ่นดินไม่ว่าจะเป็นชาวเขาชาวเรา ชาวพุทธชาวมุสลิมต่างก็รักในหลวง...
  4. “ในหลวง”ทรงย้ำ”ตุลาการศาล” ต้องไม่ทรยศต่อ”ความยุติธรรม” เป็นกลางจนกว่าจะสิ้นชีวิต วานนี้ (25 ม.ค.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ห้องประชุม ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ...
  5. ในหลวงทรงห่วงเกษตรกร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีรับสั่งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใส่พระทัยเรื่องการเกษตรเป็นอันดับต้นๆ เมื่อ ๕ วันที่แล้วได้ตามเสด็จไปดูผลหมากรากไม้ที่จะนำไปปลูกเป็นตัวอย่าง ทรงขับรถวนเข้าไปในสวนในไร่...

ผู้เขียน

chaopraya เขียน 2753 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Zickr dekdigg dekadd madigg digg wordthai moohot democracyformd followadd signatureint monojung dukdigg doogdigg girliza