“พระราชินี” พระคู่บารมี “ในหลวง” ของปวงชนชาวไทย

สมเด็จพระนางเจ้า พระราชินี

 

บทความโดย ผศ.นพ.ภากร จันทนมัฎฐะ

พระราชินี ในหลวง ข้าพเจ้าเป็นเพียงอาจารย์แพทย์โรคหัวใจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในรพ.รามาธิบดี เมื่อหลายปีก่อน ข้าพเจ้าได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” ให้เป็นแพทย์ติดตามเสด็จ และนับเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ชีวิตที่ดีที่สุดของข้าพเจ้า

 

ครั้งแรกที่ได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทนั้น ข้าพเจ้าทั้งตื่นเต้น ทั้งกังวล แต่ด้วยพระจริยวัตรที่งดงามและเป็นกันเอง ทำให้ข้าพเจ้าคลายความประหม่าและความกังวลลงไปได้ แม้หลายครั้งจะเหน็ดเหนื่อยจากภารกิจ แต่ข้าพเจ้าอดคิดไม่ได้ว่า เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ความงดงามของการมองชีวิตจากพระองค์ท่าน ก่อนหน้านี้ เมื่อข้าพเจ้าดูข่าวในราชสำนัก โทรทัศน์มักถ่ายทอดโครงการต่างๆของท่าน และจบแต่เพียงเท่านั้น แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ส่วนที่ดีที่สุด เริ่มต้นหลังจากนั้น นั่นคือ ช่วงเวลาที่พระองค์ท่านประทับอยู่กับราษฎรหลังจากทรงตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆเสร็จแล้ว เพื่อมอบความช่วยเหลือให้แก่ประชาชนของพระองค์

 

พระราชินี ในหลวง ข้าพเจ้าได้เห็น “สมเด็จพระราชินี” ประทับนั่งพับเพียบกับพื้น และไถ่ถามราษฎรถึงความทุกข์ยากของเขาเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง ทั้งที่พระชนมายุเพียงนี้แล้ว แต่หลายครั้งที่พระองค์ทรงงานนานถึง 6 ชั่วโมงโดยมิได้ลุกเลย เพื่อให้การดูแลผู้ยากไร้อย่างดีที่สุด ครั้งหนึ่งข้าพเจ้านั่งใกล้พระองค์ท่าน จนได้ยินการสนทนา และทราบว่า หญิงชาวบ้านผู้มาเข้าเฝ้านั้นมีความทุกข์เรื่องหนี้สิน สามีจากเธอไป และทิ้งเธอให้เผชิญหนี้สินตามลำพัง พร้อมด้วยลูกเล็กๆอีก 2 คน ข้าพเจ้ามองเห็นว่า ความทุกข์ยากแห่งชีวิตได้ฝากริ้วรอยไว้บนใบหน้าของเธอมากเพียงใด ในแววตามีแต่ความสิ้นหวัง และลูกๆปราศจากความเบิกบานอย่างที่เด็กๆ ควรจะมี เมื่อรับสั่งถามว่า เป็นหนี้เท่าไร เธอผู้นั้นไม่ยอมตอบเพียงแต่ทูลว่า หนี้นั้นมากมายเหลือเกิน และข้าพเจ้าได้ยินสมเด็จพระราชินี รับสั่งว่า ไปบอกเจ้าหนี้นะคะ ว่าพระราชินีจะใช้หนี้ให้ ข้าพเจ้าถึงกับน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ผู้สูงศักดิ์ที่สุดของแผ่นดิน ประทับอยู่ท่ามกลางชาวบ้านยากไร้ ทรงมอบความรัก ความช่วยเหลือให้เด็กๆจะได้รับขนมแจก, ผู้ป่วยจะมีแพทย์ดูแล, ผู้สูงอายุจะได้รับแว่นสายตา, ผู้ยากไร้จะได้รับพระราชทานความช่วยเหลือเรื่องทุนรอน ไม่มีผู้ใด ที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ข้าพเจ้าเคยสงสัยว่า ต้องใช้พระราชทรัพย์มากเพียงใด เพราะทุกครั้งที่ราษฎรนำผลผลิตของตนมา ก็ได้รับคำตอบว่า “พระราชินีรับซื้อทั้งหมดค่ะ” ข้าพเจ้าพบว่า พระองค์ต้องใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯถวายเข้ามูลนิธิศิลปาชีพ หลายล้านบาทต่อวัน ช่วยเหลือผู้คนที่สังคมส่วนใหญ่พากันลืมเลือน ผู้คนที่ไม่มีโอกาส สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็น คือ สมเด็จพระราชินีได้คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่คนยากไร้ ที่มิได้รับความใส่ใจจากผู้ใด ข้าพเจ้าเชื่อว่า ในสายพระเนตรของพระองค์ ผู้ที่ยากไร้ก็เป็นคนไทยที่พระองค์ทรงรัก ข้าพเจ้าเสียดายที่หลายครั้ง โทรทัศน์ไม่อาจถ่ายทอดความรัก ความเอื้ออาทรของพระองค์ได้

 

ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระราชินีเสด็จไปหมู่บ้านห่างไกลติดชายแดนพม่า ข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่า ณ.หมู่บ้านไม่กี่ครัวเรือนแห่งนี้ ทำไมต้องเสด็จมาด้วย และข้าพเจ้าก็ได้รับคำตอบว่า หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดจากพม่าเข้าสู่ไทย การให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จะช่วยลดปัญหา ยาเสพติดให้แก่ลูกหลานไทย และยังช่วยอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอีกด้วย ข้าพเจ้าจึงได้ตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณทางอ้อมอันยิ่งใหญ่ ต่อข้าพเจ้าเองและปวงชนชาวไทย

 

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเห็นผลงานศิลปหัตถกรรม ต่างๆ และรู้สึกทึ่งในความวิจิตรงดงาม เมื่อสอบถามว่า เป็นผลงานของผู้ใด ก็ได้รับคำตอบว่า เป็นของชาวบ้าน ชาวเขาซึ่งไร้การศึกษา ในตอนแรกข้าพเจ้าเองไม่เชื่อ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้สอนเรื่องยิ่งใหญ่ให้แก่ข้าพเจ้า นั่นคือ ความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ พระองค์ทรงใช้ความอดทน ค่อยๆสอน จากชาวบ้านที่ไม่มีความรู้ใดๆ สามารถสร้างงานศิลป์ที่คนไทยทั่วประเทศต้องภาคภูมิใจ ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นครูแพทย์ สมเด็จพระราชินีได้ปลูกฝังให้ข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะศรัทธาในศักยภาพของผู้คน

พระราชินี

เมื่อคราวเสด็จไปเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านทุรกันดาร มีคุณลุงท่านหนึ่งมาขอรับพระราชทานความช่วยเหลือ พวกเราที่เป็นแพทย์จำได้ว่า คุณลุงท่านนี้ตามมา 2-3 แห่งแล้ว และขอรับพระราชทานความช่วยเหลือทุกครั้ง แพทย์ท่านหนึ่งจึงกล่าวตำหนิไป แต่สมเด็จพระราชินีทรงได้ยินและรับสั่งว่า อย่าไปว่าเขาเลยค่ะคุณหมอ เพราะเขาจนจึงได้ทำแบบนี้ หลายครั้งที่พระองค์ท่านทรงประสบเหตุการณ์ในทำนองนี้ แต่พระองค์ยังเชื่อมั่นในส่วนดีของผู้คนเสมอ ข้าพเจ้าเห็นว่า ทุกครั้งที่ประทับอยู่ท่ามกลางราษฎรที่ยากไร้ มีปัญหาต่างๆมากมายมาให้ทรงแก้ไข แต่สมเด็จพระราชินีทรงมีพระพักตร์ที่เปี่ยมด้วยความสุขเสมอ แม้จะทรงงานหลายชั่วโมงต่อเนื่องโดยมิได้พัก พระองค์มิได้มีท่าทีเหนื่อยหน่าย พระองค์ทรงจำได้ แม้แต่ผู้ป่วยเล็กน้อยสักคน และมักตรัสถามแพทย์ถึงอาการผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วยความห่วงใยเสมอ ข้าพเจ้าพบว่า แม้คนที่ดูเล็กน้อยในสายตาของชาวโลก มีค่าเสมอในสายพระเนตรของพระองค์

พระราชินี

นี่เป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย ที่ข้าพเจ้าประทับใจในพระองค์ท่าน ชาวโลกต่างรู้ดีว่า ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์และพระราชินีที่ประเสริฐที่สุดในโลก แต่น่าเสียดาย…เสียดายที่คนไทยส่วนหนึ่งมองไม่เห็น แม้แต่บางคนในรามาธิบดีเอง กลับไม่ตระหนักว่า เรามีอาชีพ มีเงินเดือน มีเกียรติ เพราะเราทำงานใน รามาธิบดีทำงานภายใต้พระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ท่าน หลายคนถูกปลุกปั่นให้เชื่อในหลักการของทุนสามานย์ ถูกกระแสสังคมครอบงำความคิดเรื่องทุนนิยม เห็นค่าดัชนีตลาดหุ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจ สำคัญกว่าความถูกต้อง ความเป็นธรรม และจริยธรรม

 

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นพระเจ้าที่ทรงพระชนม์อยู่ท่ามกลางพวกเรา พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา หากคนไทยไม่สนใจสิ่งที่พระองค์ทรงสอน และกระทำเป็นแบบอย่าง หากสังคมไทยยังคงปล่อยปละให้ผู้คนดูหมิ่นจาบจ้วงพระองค์โดยไม่ทำอะไร และยังคงปลูกฝังระบบทุนนิยมสามานย์ให้แก่ลูกหลานของเรา จุดจบของประเทศไทย คงไม่พ้นช่วงชีวิตของเรา

แพทย์ รามา

ผศ.นพ.ภากร จันทนมัฎฐะ

หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ความเห็น

  • แบม wrote on 7 มิถุนายน, 2009, 16:59

    ขอบคุณมากค่ะจะเอารายงานไปส่งคุณครู

  • ฮิคาริ wrote on 29 มิถุนายน, 2009, 6:11

    สวัสดีค่ะ หนูอ่านแล้วน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัวเลยคะ
    ถ้าหนูจะขอเอาคำพูดบางประโยคไปแต่งเรียงความคงไม่ว่าอะไรนะคะ ขอบคุณคะสำหรับบทความดีๆ

  • เทิดทูนสถาบันฯ wrote on 23 กรกฎาคม, 2009, 10:49

    ทรงงานหนักและเหนื่อย เพื่อราษฎรของพระองค์ให้เป็นสุข ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

  • เพลิน wrote on 24 กรกฎาคม, 2009, 17:53

    ข้าพระพุทธเจ้า รักและบูชาในหลวงและพระราชินีอย่างที่สุดของที่สุด ทั้งสองพระองค์มีประชาชนด้วยความห่วงใยตลอดเวลา แล้วพวกเราต้องมีความรักความดีถวายแด่พระองค์ท่านตลอดเวลาเช่นกัน ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

  • ด.ญ.ธนัชชา wrote on 25 กรกฎาคม, 2009, 8:34

    เกินจะบรรยายเลยค่ะ
    ยังไงก็ขอขอบคุญสำหรับความรู้นี้นะคะ

  • kataypooh wrote on 30 กรกฎาคม, 2009, 10:50

    วันที่ 28 เมษายน พุทธศักราช 2493
    วันราชาภิเษกสมรสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ กับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งในขณะนั้นยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร
    ท่านผู้อ่านที่ “ร่วมสมัย” คงยังจดจำภาพแห่งความประทับใจและความปลื้มปีติของประชาชนคนไทยในช่วงเวลานั้นได้
    นับตั้งแต่สำนักพระราชวังประกาศข่าวการหมั้นด้วยพระธำมรงค์ที่สมเด็จพระบรมราชชนกประทานแก่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสวมพระธำมรงค์นี้พระราชทานแก่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 และอีก 1 เดือนต่อมา คือวันที่ 12 สิงหาคม ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานเลี้ยงฉลองการหมั้นเป็นลักษณะงานเล็กๆ ขึ้น ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
    พสกนิกรได้รับทราบข่าวนี้ทางวิทยุกระจายเสียงและหนังสือพิมพ์ด้วยความชื่นชมโสมนัส และจากนั้นมา ต่างก็ตั้งตารอคอยรับเสด็จในวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัติพระนครพร้อมด้วยพระคู่หมั้น
    สองฟากถนนจากท่าราชวรดิษฐ์มายังถนนราชดำเนินเนืองแน่นไปด้วยผู้คนล้นหลามอย่างที่กล่าวได้ว่า “มืดฟ้ามัวดิน” เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ศีรษะคนเบียดเสียดกันเต็มไปหมดจนแทบจะไม่มีช่องว่างให้ยืนและเดินก็ว่าได้ ในขณะที่รถยนต์พระที่นั่งแล่นผ่าน แต่ละคนเฝ้าแต่ชะเง้อเพื่อที่จะขอชมพระบารมีให้เป็นบุญตา
    และจากนั้นมา กิจวัตรของชาวกรุงเทพฯ ก็คือเมื่อทราบข่าวการเสด็จพระราชดำเนินที่ไหน เมื่อใดก็จะพากันไปรอเฝ้าฯสองข้างทางที่เสด็จฯผ่านอย่างเนืองแน่น หลายต่อหลายคนถึงกับเตรียมผ้าและดาษไปปูรองนั่ง จองที่ตามริมถนนกันไว้ก่อนเวลาเสด็จฯเป็นชั่วโมง ที่พิเศษกว่านั้นก็คือ เมื่อมีข่าวพูดกันต่อๆ มาว่า ในเวลาบ่ายเกือบเย็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมักทรงขับรถพระที่นั่งไปยังวังเทเวศร์เพื่อเสวยพระสุธารสชากับพระคู่หมั้นประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงตามแถบนั้น ก็จะพากันไปเฝ้ารอคอยด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความจงรักภักดี แม้คนที่อยู่ไกลก็ยังอุตส่าห์นั่งรถรางหรือไม่ก็รถเมล์ไปลงยังเทเวศร์เพื่อที่จะรอเฝ้าฯ ตามริมถนนริมคลองบ้างและบริเวณใกล้เคียงวังเทเวศร์บ้าง โดยไม่คำนึงว่าเวลาจะผ่านไปจนเย็นค่ำเพียงใด
    บางคนที่โชคดีก็อาจได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฉลองพระองค์แบบลำลอง คือทรงกางเกงยาวสีขาวและฉลองพระองค์เชิ้ตสีขาว ประทับ ณ พระเก้าอี้สนามหน้าพระตำหนักริมแม่น้ำเจ้าพระยากับพระคู่หมั้นซึ่งทรงฉลองพระองค์เสื้อปักลูกไม้และซิ่นไหมยาวแบบไทยเรียบร้อยงดงาม แต่ส่วนใหญ่มักได้ชื่นชมภาพประทับใจเช่นนี้ทางหนังสือพิมพ์
    ในช่วงเวลานั้น ข่าวสารที่ประชาชนทั้งหลายเฝ้าติดตามรับทราบกันได้ก็มีแต่วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุ 1 ปณ. และหนังสือพิมพ์รายวัน ซึ่งมีเพียงไม่กี่ฉบับ ทั้งยังไม่มีหน้าพิมพ์สีเช่นในทุกวันนี้ด้วย ฉะนั้นความตื่นเต้นกระตือรือร้นของผู้คนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯก็คือ ต่างพยายามมุ่งหน้าไปรอเฝ้าฯชมพระบารมีด้วยตาของตนเอง
    วันที่ 28 เมษายน 2493 ซึ่งเป็นวันสำคัญที่สุด จึงมีประชาชนล้นหลามตามสองฟากทางที่เสด็จฯผ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือที่บริเวณหน้าวังสระปทุม ซึ่งพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสได้จัดขึ้นที่พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ตั้งแต่ตอนเช้า
    ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ฯ บันทึกเหตุการณ์มหามงคลนี้ อันเป็นประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของชาติไทยไว้ในเรื่อง “เป็น อยู่ คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ว่า
    ” หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงพาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ซึ่งแต่งกายชุดสีงาช้าง เสื้อแพรแขนยาวปักลาย กระหนกทอง สร้อยคอเพชร สร้อยข้อมือเพชรของเก่าของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และต่างหูเพชรของเก่าฝีมือทำขึ้นใหม่ สายสะพายปฐมจุลจอมเกล้า ไปยังวังสระปทุมประทับรอในห้องรับแขก
    เวลา 09.30 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องแบบเต็มยศ ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทรงสวมสายสะพายจุลจอมเกล้าประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จเข้าสู่วังสมเด็จพระราชบิดา เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ ห้องรับแขกพระตำหนัก สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ นายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงนำหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พลโทมังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทูลเกล้าฯถวายสมุดทะเบียนราชาภิเษกสมรส ทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล และหม่อมหลวงบัว ลงพระนามและลงนาม ตามลำดับ
    จากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชสักขีคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทรและจอมพล ป.พิบูลสงคราม ลงนามด้วย เนื่องจากหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
    เสร็จแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯนำหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ขึ้นประทับยังห้องพระราชพิธีบนพระตำหนัก สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จฯออก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ถวายดอกไม้ ธูปเทียนแพแด่สมเด็จพระพันวัสสาฯ สมเด็จพระพันวัสสาฯ พระราชทานน้ำพระพุทธมนต์ เทพมนตร์ และทรงเจิมแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงรดน้ำพระพุทธมนต์ เทพมนตร์ ทรงเจิมแก่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสตามโบราณราชประเพณี
    สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งมีพระชนม์มากแล้ว และทรงมีความทรงจำไม่แม่นยำ แต่ขณะทรงอยู่ในพระราชพิธี ความทรงจำกลับคืนดีมาอีก มีรับสั่งกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ว่า “เอ้า! หันออกไปยิ้มกับผู้คนที่เขามางานซิ เขาอุตส่าห์มากันเต็มๆ ออกไปให้เขาเห็นหน่อย” ยังความแปลกพระทัยและปลื้มปีติยินดียิ่งให้เกิดขึ้นกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและทุกคนในที่นั้น”
    การพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานของที่ระลึกเป็นกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายหีบบุหรี่ถมเงิน ประดับพระปรมาภิไธยย่อ ภอ. กับ พระนามาภิไธยย่อ สก. มีเครื่องหมายจักรกับตรีอยู่บนฝากล่อง
    หลังจากนั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เป็นสมเด็จพระราชินี คำประกาศสถาปนามีความตอนหนึ่งว่า
    ” สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ได้ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ถูกต้องตามกฎหมาย และราชประเพณีโดยสมบูรณ์ทุกประการแล้ว จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ พระอัครมเหสี เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ทรงดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้แก่ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม
    ในบ่ายวันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯออกมหาสมาคมในพระบรมมหาราชวัง เพื่อพระราชทานพระราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์ ทูตานุทูตและข้าราชการ ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทรกราบบังคมทูลถวายพระพรแทนพระบรมวงศานุวงศ์
    ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ฯ เขียนบันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ในหนังสือ “เป็น อยู่ คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ว่า
    ” มีความตอนหนึ่งแสดงความปลาบปลื้มปีติโสมนัสในการที่ทรงเลือกสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ มาเป็นสมเด็จพระภรรยาเจ้า ว่า
    ‘… ได้ทรงพิจารณาเลือกสรรประสบผู้ที่สมควรแก่การสนองพระยุคลบาท ร่วมทุกข์ ร่วมสุข แบ่งเบาพระภาระในภายภาคหน้า… ‘
    เสร็จพระราชพิธีพระบรมวงศานุวงศ์เฝ้าฯถวายพระพรแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินี เสด็จฯออก ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โดยสถานอุตราภิมุข ชาวพนักงานประโคมแตรและมโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริฐพระบารมี คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการ คณะทูตานุทูต เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
    เมื่อสุดเสียงประโคมแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสเนื่องที่ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสให้ผู้มาเฝ้าฯทราบ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นผู้กราบบังคมทูลพระกรุณาแสดงความชื่นชมยินดี และถวายพระพรชัยมงคล”
    และอีกตอนหนึ่งในบันทึกเรื่องเดียวกันนี้ ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ฯ เขียนไว้ว่า
    ” ตอนค่ำวันนั้น มีพระราชทานเลี้ยงบนพระตำหนักเป็นการภายในระหว่างพระญาติสนิทและข้าราชบริพารที่ใกล้ชิด มีพระบรมวงศานุวงศ์ อาทิ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร และหม่อมเอลิซาเบธ รังสิต สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา หม่อมเจ้านักขัตรมงคล และหม่อมหลวงบัว กิติยากร หม่อมเจ้ามุรธาภิเษก โสณกุล หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ และหม่อมวิภา จักรพันธุ์ หม่อมราชวงศ์บุษบา กิติยากร พลเอก หลวงสุรณรงค์ และนางจรวย โชติกเสถียร นายแพทย์หม่อมหลวงจินดา และนางเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นายสุรเทิน และหม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค

    นับเป็นการเลี้ยงในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสที่ง่าย เรียบ และสิ้นเปลืองน้อยที่สุดในโลก
    หลังการเลี้ยงร่วมโต๊ะเสวยแล้ว มีการฉายหนังผีเรื่อง ‘Return of Frankenstein’ ให้แขกชม อาจจะนับได้ว่าเป็นพระราชพิธีแบบใหม่ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงค้นพบ เพื่อข่มพระขวัญเจ้าสาวให้ทรงหันเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และยึดพระองค์เป็นที่พึ่งในวันบรมราชาภิเษกสมรสก็เป็นได้ ไม่มีพิธีส่งตัวเจ้าสาวตามประเพณีทั่วไป
    ทั้งสองพระองค์เสด็จฯหัวหินเป็นการส่วนพระองค์โดยรถไฟพระที่นั่งในวันรุ่งขึ้น เสด็จฯไปประทับ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล 3 วัน ตามประเพณี โปรดเกล้าฯให้ผู้ตามเสด็จฯน้อยมาก ทรงโปรดความเงียบสงบ ไม่ฟู่ฝ่าฟุ่มเฟือยโดยไร้ประโยชน์
    ตลอดระยะทางที่รถไฟผ่าน จนถึงสถานีรถไฟหัวหิน ประชาชนต่างพากันมาเฝ้าฯ อย่างเนืองแน่น ทุกดวงหน้าเบิกบานแจ่มใส ทรงโบกพระหัตถ์ บางคนที่อยู่ใกล้ก็พระราชทานพระหัตถ์ เขาก็เอามาทูนหัวด้วยความบูชา และนี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯออกให้ประชาชนต่างจังหวัดได้เข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิด

    อ้างอิง : หนังสือ สกุลไทย รายสัปดาห์ (พิเศษ)

  • กิ๊ฟ wrote on 30 กรกฎาคม, 2009, 18:40

    ต้องขอบคุณจริงๆ เลยคะ สำหรับความรู้นี้นะคะ
    ขอบคุณอีกครั้งค่า ^O^ -/////-

  • ปุยฝ้าย wrote on 2 สิงหาคม, 2009, 9:54

    ข้าพเจ้าคิดว่าสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงเป็นผู้หญิงที่สง่างามที่สุดในโลก

  • Max wrote on 3 สิงหาคม, 2009, 22:09

    ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ

    สุดยอดมาก ๆ ผมเป็นเด็กอายุ 16 แต่ผมก็รักพระองค์ท่านมาก

    แล้วก็จะไม่ยอมให้พวกนักการเมืองหน้าไหน มาจาบจ้วงท่านเด็ดขาด !

  • รุ้ง wrote on 4 สิงหาคม, 2009, 15:38

    รักพระราชินีค่ะ

  • เรารักในหลวง wrote on 5 สิงหาคม, 2009, 9:42

    พระองค์ทรงงานหนักและเหนื่อย เพื่อราษฎรของพระองค์ให้เป็นสุข ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

  • เด็กมหิดล wrote on 5 สิงหาคม, 2009, 15:42

    ขอถวายพระพรสมเด็จพระราชินีเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๒ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน สถิตเป็น นางแก้ว แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรไทยตราบฟ้าดินสลาย

  • เด็กมหิดล wrote on 5 สิงหาคม, 2009, 15:45

    ขอสาปแช่งมันผู้ใดที่คิดประทุษร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอให้มันตายในสามวัน อย่าให้ทันในสามเดือน อย่าให้เคลื่อนในสามปี และอย่าให้มีความสุขตลอด ๗ ชั่วโคตร

  • วศิน ละพรมมา wrote on 6 สิงหาคม, 2009, 13:26

    วันราชาภิเษกสมรสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ กับ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งในขณะนั้นยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร
    ท่านผู้อ่านที่ “ร่วมสมัย” คงยังจดจำภาพแห่งความประทับใจและความปลื้มปีติของประชาชนคนไทยในช่วงเวลานั้นได้
    นับตั้งแต่สำนักพระราชวังประกาศข่าวการหมั้นด้วยพระธำมรงค์ที่สมเด็จพระบรมราชชนกประทานแก่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสวมพระธำมรงค์นี้พระราชทานแก่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 และอีก 1 เดือนต่อมา คือวันที่ 12 สิงหาคม ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานเลี้ยงฉลองการหมั้นเป็นลักษณะงานเล็กๆ ขึ้น ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
    พสกนิกรได้รับทราบข่าวนี้ทางวิทยุกระจายเสียงและหนังสือพิมพ์ด้วยความชื่นชมโสมนัส และจากนั้นมา ต่างก็ตั้งตารอคอยรับเสด็จในวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จนิวัติพระนครพร้อมด้วยพระคู่หมั้น
    สองฟากถนนจากท่าราชวรดิษฐ์มายังถนนราชดำเนินเนืองแน่นไปด้วยผู้คนล้นหลามอย่างที่กล่าวได้ว่า “มืดฟ้ามัวดิน” เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ศีรษะคนเบียดเสียดกันเต็มไปหมดจนแทบจะไม่มีช่องว่างให้ยืนและเดินก็ว่าได้ ในขณะที่รถยนต์พระที่นั่งแล่นผ่าน แต่ละคนเฝ้าแต่ชะเง้อเพื่อที่จะขอชมพระบารมีให้เป็นบุญตา
    และจากนั้นมา กิจวัตรของชาวกรุงเทพฯ ก็คือเมื่อทราบข่าวการเสด็จพระราชดำเนินที่ไหน เมื่อใดก็จะพากันไปรอเฝ้าฯสองข้างทางที่เสด็จฯผ่านอย่างเนืองแน่น หลายต่อหลายคนถึงกับเตรียมผ้าและดาษไปปูรองนั่ง จองที่ตามริมถนนกันไว้ก่อนเวลาเสด็จฯเป็นชั่วโมง ที่พิเศษกว่านั้นก็คือ เมื่อมีข่าวพูดกันต่อๆ มาว่า ในเวลาบ่ายเกือบเย็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมักทรงขับรถพระที่นั่งไปยังวังเทเวศร์เพื่อเสวยพระสุธารสชากับพระคู่หมั้นประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงตามแถบนั้น ก็จะพากันไปเฝ้ารอคอยด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความจงรักภักดี แม้คนที่อยู่ไกลก็ยังอุตส่าห์นั่งรถรางหรือไม่ก็รถเมล์ไปลงยังเทเวศร์เพื่อที่จะรอเฝ้าฯ ตามริมถนนริมคลองบ้างและบริเวณใกล้เคียงวังเทเวศร์บ้าง โดยไม่คำนึงว่าเวลาจะผ่านไปจนเย็นค่ำเพียงใด
    บางคนที่โชคดีก็อาจได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฉลองพระองค์แบบลำลอง คือทรงกางเกงยาวสีขาวและฉลองพระองค์เชิ้ตสีขาว ประทับ ณ พระเก้าอี้สนามหน้าพระตำหนักริมแม่น้ำเจ้าพระยากับพระคู่หมั้นซึ่งทรงฉลองพระองค์เสื้อปักลูกไม้และซิ่นไหมยาวแบบไทยเรียบร้อยงดงาม แต่ส่วนใหญ่มักได้ชื่นชมภาพประทับใจเช่นนี้ทางหนังสือพิมพ์
    ในช่วงเวลานั้น ข่าวสารที่ประชาชนทั้งหลายเฝ้าติดตามรับทราบกันได้ก็มีแต่วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุ 1 ปณ. และหนังสือพิมพ์รายวัน ซึ่งมีเพียงไม่กี่ฉบับ ทั้งยังไม่มีหน้าพิมพ์สีเช่นในทุกวันนี้ด้วย ฉะนั้นความตื่นเต้นกระตือรือร้นของผู้คนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯก็คือ ต่างพยายามมุ่งหน้าไปรอเฝ้าฯชมพระบารมีด้วยตาของตนเอง
    วันที่ 28 เมษายน 2493 ซึ่งเป็นวันสำคัญที่สุด จึงมีประชาชนล้นหลามตามสองฟากทางที่เสด็จฯผ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือที่บริเวณหน้าวังสระปทุม ซึ่งพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสได้จัดขึ้นที่พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ตั้งแต่ตอนเช้า
    ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ฯ บันทึกเหตุการณ์มหามงคลนี้ อันเป็นประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของชาติไทยไว้ในเรื่อง “เป็น อยู่ คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ว่า
    ” หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงพาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ซึ่งแต่งกายชุดสีงาช้าง เสื้อแพรแขนยาวปักลาย กระหนกทอง สร้อยคอเพชร สร้อยข้อมือเพชรของเก่าของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และต่างหูเพชรของเก่าฝีมือทำขึ้นใหม่ สายสะพายปฐมจุลจอมเกล้า ไปยังวังสระปทุมประทับรอในห้องรับแขก
    เวลา 09.30 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องแบบเต็มยศ ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทรงสวมสายสะพายจุลจอมเกล้าประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จเข้าสู่วังสมเด็จพระราชบิดา เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ ห้องรับแขกพระตำหนัก สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ นายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่รอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงนำหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พลโทมังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยทูลเกล้าฯถวายสมุดทะเบียนราชาภิเษกสมรส ทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล และหม่อมหลวงบัว ลงพระนามและลงนาม ตามลำดับ
    จากนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชสักขีคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทรและจอมพล ป.พิบูลสงคราม ลงนามด้วย เนื่องจากหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
    เสร็จแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯนำหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ขึ้นประทับยังห้องพระราชพิธีบนพระตำหนัก สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จฯออก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ถวายดอกไม้ ธูปเทียนแพแด่สมเด็จพระพันวัสสาฯ สมเด็จพระพันวัสสาฯ พระราชทานน้ำพระพุทธมนต์ เทพมนตร์ และทรงเจิมแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงรดน้ำพระพุทธมนต์ เทพมนตร์ ทรงเจิมแก่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสตามโบราณราชประเพณี
    สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งมีพระชนม์มากแล้ว และทรงมีความทรงจำไม่แม่นยำ แต่ขณะทรงอยู่ในพระราชพิธี ความทรงจำกลับคืนดีมาอีก มีรับสั่งกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ว่า “เอ้า! หันออกไปยิ้มกับผู้คนที่เขามางานซิ เขาอุตส่าห์มากันเต็มๆ ออกไปให้เขาเห็นหน่อย” ยังความแปลกพระทัยและปลื้มปีติยินดียิ่งให้เกิดขึ้นกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและทุกคนในที่นั้น”
    การพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานของที่ระลึกเป็นกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายหีบบุหรี่ถมเงิน ประดับพระปรมาภิไธยย่อ ภอ. กับ พระนามาภิไธยย่อ สก. มีเครื่องหมายจักรกับตรีอยู่บนฝากล่อง
    หลังจากนั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เป็นสมเด็จพระราชินี คำประกาศสถาปนามีความตอนหนึ่งว่า
    ” สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ได้ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ถูกต้องตามกฎหมาย และราชประเพณีโดยสมบูรณ์ทุกประการแล้ว จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ พระอัครมเหสี เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ทรงดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้แก่ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม
    ในบ่ายวันนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯออกมหาสมาคมในพระบรมมหาราชวัง เพื่อพระราชทานพระราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์ ทูตานุทูตและข้าราชการ ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทรกราบบังคมทูลถวายพระพรแทนพระบรมวงศานุวงศ์
    ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ฯ เขียนบันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ในหนังสือ “เป็น อยู่ คือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ” ว่า
    ” มีความตอนหนึ่งแสดงความปลาบปลื้มปีติโสมนัสในการที่ทรงเลือกสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ มาเป็นสมเด็จพระภรรยาเจ้า ว่า
    ‘… ได้ทรงพิจารณาเลือกสรรประสบผู้ที่สมควรแก่การสนองพระยุคลบาท ร่วมทุกข์ ร่วมสุข แบ่งเบาพระภาระในภายภาคหน้า… ‘
    เสร็จพระราชพิธีพระบรมวงศานุวงศ์เฝ้าฯถวายพระพรแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินี เสด็จฯออก ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โดยสถานอุตราภิมุข ชาวพนักงานประโคมแตรและมโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริฐพระบารมี คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราชการ คณะทูตานุทูต เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
    เมื่อสุดเสียงประโคมแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสเนื่องที่ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสให้ผู้มาเฝ้าฯทราบ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นผู้กราบบังคมทูลพระกรุณาแสดงความชื่นชมยินดี และถวายพระพรชัยมงคล”
    และอีกตอนหนึ่งในบันทึกเรื่องเดียวกันนี้ ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ฯ เขียนไว้ว่า
    ” ตอนค่ำวันนั้น มีพระราชทานเลี้ยงบนพระตำหนักเป็นการภายในระหว่างพระญาติสนิทและข้าราชบริพารที่ใกล้ชิด มีพระบรมวงศานุวงศ์ อาทิ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร และหม่อมเอลิซาเบธ รังสิต สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา หม่อมเจ้านักขัตรมงคล และหม่อมหลวงบัว กิติยากร หม่อมเจ้ามุรธาภิเษก โสณกุล หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ และหม่อมวิภา จักรพันธุ์ หม่อมราชวงศ์บุษบา กิติยากร พลเอก หลวงสุรณรงค์ และนางจรวย โชติกเสถียร นายแพทย์หม่อมหลวงจินดา และนางเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นายสุรเทิน และหม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค

    นับเป็นการเลี้ยงในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสที่ง่าย เรียบ และสิ้นเปลืองน้อยที่สุดในโลก
    หลังการเลี้ยงร่วมโต๊ะเสวยแล้ว มีการฉายหนังผีเรื่อง ‘Return of Frankenstein’ ให้แขกชม อาจจะนับได้ว่าเป็นพระราชพิธีแบบใหม่ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงค้นพบ เพื่อข่มพระขวัญเจ้าสาวให้ทรงหันเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และยึดพระองค์เป็นที่พึ่งในวันบรมราชาภิเษกสมรสก็เป็นได้ ไม่มีพิธีส่งตัวเจ้าสาวตามประเพณีทั่วไป
    ทั้งสองพระองค์เสด็จฯหัวหินเป็นการส่วนพระองค์โดยรถไฟพระที่นั่งในวันรุ่งขึ้น เสด็จฯไปประทับ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล 3 วัน ตามประเพณี โปรดเกล้าฯให้ผู้ตามเสด็จฯน้อยมาก ทรงโปรดความเงียบสงบ ไม่ฟู่ฝ่าฟุ่มเฟือยโดยไร้ประโยชน์
    ตลอดระยะทางที่รถไฟผ่าน จนถึงสถานีรถไฟหัวหิน ประชาชนต่างพากันมาเฝ้าฯ อย่างเนืองแน่น ทุกดวงหน้าเบิกบานแจ่มใส ทรงโบกพระหัตถ์ บางคนที่อยู่ใกล้ก็พระราชทานพระหัตถ์ เขาก็เอามาทูนหัวด้วยความบูชา และนี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯออกให้ประชาชนต่างจังหวัดได้เข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิด

    อ้างอิง : หนังสือ สกุลไทย รายสัปดาห์ (พิเศษ)

  • CNN wrote on 7 สิงหาคม, 2009, 10:52

    สามัคคีกัน หยุดทะเลาะกันเพื่อ แม่ ของเราดีกว่าครับ

  • เมย์ wrote on 9 สิงหาคม, 2009, 13:49

    พูดได้คำเดียวว่า ” ทรงพระเจริญ “

  • สุรศักดิ์ wrote on 12 สิงหาคม, 2009, 8:52

    ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ พระพุทธเจ้าค่ะ

  • จุ๊บๆ wrote on 27 สิงหาคม, 2009, 9:34

    ข้าพระพุทธเจ้า รักและบูชาในหลวงและพระราชินีอย่างที่สุดของที่สุด ทั้งสองพระองค์มีประชาชนด้วยความห่วงใยตลอดเวลา แล้วพวกเราต้องมีความรักความดีถวายแด่พระองค์ท่านตลอดเวลาเช่นกัน ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

  • นายเเพทย์นพดล ชื่นศิริเกษม wrote on 5 มกราคม, 2010, 8:16

    ข้าพเจ้ารักและจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวเเละพระราชินีพร้อมถวายชีวิตเพื่่อพระองค์ตลอดไป

  • jaddin1 wrote on 7 มกราคม, 2010, 11:13

    ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ

  • เดือนฉาย wrote on 23 เมษายน, 2010, 21:37

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เป็นพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ พระเกียรติคุณแผ่ไพศาลถึงนานาประเทศ คนไทยโชคดีอย่างที่สุดที่ได้เกิดมาภายใต้พระบารมี แม้หากต้องตายไปก็ยังนำความภูมิใจไปด้วย ขอสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่ชาติไทยตลอดกาล เพื่อปกเกล้า คุ้มภัยแก่ข้าแผ่นดินที่พร้อมถวายความจงรักภักดี

  • วรเศรษฐ์ วรสิรินิธิโชติ wrote on 27 เมษายน, 2010, 22:46

    รักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่สุด เพราะตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์ชาติไทยก็ด้วยพระบุญญาฯ และบารมีแห่งพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ที่ทรงคุ้มกันภัยให้ประเทศชาติรอดพ้นจากพยันตราย รอบด้านมาได้ตลอดเวลาครับ

  • น้ำขิง wrote on 4 สิงหาคม, 2010, 19:45

    ขอคุณมากค่ะ




1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ผู้เขียน

chaopraya เขียน 2772 เรื่องบนเว็บไซต์นี้