สำเริง คำพะอุ แนะรัฐบาล…ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย
- วันพฤหัส 16 กรกฎาคม 2552 15:36
- เรื่องแนะนำวันนี้
- อ่าน 76 ครั้ง
- ยังไม่มีความเห็น
บ้านนี้เมืองนี้
ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย
สำเริง คำพะอุ
เห็นบทสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ที่มี นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี เป็นประธานส่งให้ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วละครับ
นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น่าจะเก็บบทสรุปเหล่านี้เข้าลิ้นชัก
เพราะขืนทำตาม ความขัดแย้งในสังคมก็จะต้องปะทุขึ้นอีก เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับรัฐบาลหุ่น สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์
นายดิเรก ถึงฝั่ง และคณะกรรมการสมานฉันท์คนอื่น ๆ จำไม่ได้หรือว่า รัฐบาลหุ่น สมัคร สุนทรเวชนั้น แม้ประชาชนจะไม่ได้ชื่นชอบ แต่เมื่อมาด้วยการเลือกตั้ง ได้คะแนนเสียงข้างมาในสภา ประชาชนก็พร้อมยอมรับ แต่เมื่อรัฐบาลหุ่นสมัคร สุนทรเวช เคลื่อนไหวที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 เพื่อที่กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนจะได้พ้นผิด อันเนื่องมาจากกรรมการบริหารพรรคระดับรองหัวหน้าพรรค (นายยงยุทธ ติยะไพรัช) ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ก็ส่งผลไปยังกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คนที่ศาลรัฐธรรมนูญลงโทษไปแล้วได้รับอานิสงส์ไปด้วย
นี่คือเหตุที่ประชาชนลุกขึ้นมาคัดค้านรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ต่อทอดมาถึงรัฐบาลหุ่น สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็เนื่องจากความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้นักการเมืองพ้นผิดนั่นเอง
รวมทั้งปมสำคัญยิ่งก็คือ พวกเขาต้องการที่จะให้ ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวพ้นผิด
ความพยายามดังกล่าวนี้ จะเห็นได้จากการรวบรวมรายชื่อให้ได้ 1 ล้านคน เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่นักโทษชาย ทักษิณ ชินวัตร ที่หนีคุกโทษ 2 ปีในคดีซื้อที่ดินรัชดาในขณะนี้
ไม่ต้องเสียเวลาเสียเบี้ยประชุมเพื่อแนวทางสมานฉันท์ดอกครับ ถ้าหากบทสรุปออกมาอย่างที่นายดิเรก ถึงฝั่ง ออกมาแถลงและให้เหตุผลว่า “ทำไมไม่มองย้อนไปว่า นักการเมืองคือที่มาแห่งปัญหา ทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน นำมาซึ่งการขาดเสถียรภาพของรัฐบาล”
นายดิเรกตอบเช่นนี้ เมื่อนักข่าวถามว่า 40 ส.ว.ระบุว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมืองเท่านั้น
ความหมายของนายดิเรก ถึงฝั่ง ก็คือ ถ้าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประโยชน์กับนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองแล้ว ก็จะมีผลไปถึงประชาชน ประชาชนอาจจะได้ประโยชน์ รัฐบาลจะมีเสถียรภาพ ฯลฯ
นายดิเรก ถึงฝั่ง รับราชการมานาน เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เห็นและสัมผัสนักการเมืองมาแล้วมากมาย เห็นและสัมผัสความเป็นไปในทางการเมืองของบ้านนี้เมืองนี้มามากมายจนกระทั่ง นายดิเรก เกษียณราชการและมาเป็นนักการเมือง มาเป็นสมาชิกวุฒิสภา และได้รับเกียรติให้มาเป็นประธานคณะกรรมการสมานฉันท์
นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี โดยรัฐธรรมนูญ 2 ชุด รวมแล้ว 200 กว่าคนนั้น แน่ละมีทั้งนักการเมืองที่ดี และนักการเมืองที่เลว
ที่ดีนั้นยกไว้ไม่ต้องพูดถึงก็ได้ ส่วนนักการเมืองที่เลวนั้นก็ย่อมเห็นกันแล้วว่า เลวอย่างบัดซบจริง ๆ คนเหล่านี้แหละที่ทำให้บ้านเมืองของเราเสื่อมทรุด คนเหล่านี้แหละที่ทำให้การเมืองกลายเป็นธุรกิจการเมือง พวกเขาสร้างความร่ำรวยจากการเมือง เป็นนักเลือกตั้ง เป็นผู้แทนราษฎรที่หว่านเงินซื้อเสียง ได้มีโอกาสร่วมรัฐบาล ได้มีโอกาสบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน ได้จัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินลงไปในโครงการขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดมหึมา
แล้วพวกเขาก็สวาปามงบประมาณที่พวกเขาจัดลงไปนั้นทุกโครงการ ร่ำรวยมาแล้วก็ใช้เงินที่ร่ำรวยมาซื้อเสียง หาสมัครพรรคพวก หาบริษัทบริวาร ร่วมเป็นรัฐบาล ฯลฯ วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ จนกระทั่งผู้รักชาติรักประชาธิปไตยมองเห็นว่า ปล่อยไว้เช่นนี้ไม่ไหวแล้ว จึงได้เกิดเสียงเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการปฏิรูปการเมือง
แต่แทนที่จะปฏิรูป กลับเป็นเดินไปสู่ปฏิกูลการเมือง เพราะพ่อค้านักธุรกิจมอบเห็นช่องโหว่ช่องว่างของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งถูกโฆษณาป่าวร้องว่า ดีนักดีหนา ดียิ่งกว่ารัฐธรรมนูญฉบับใด ๆ
แต่เมื่อเจอคนมีเงินและหน้าด้านรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็ตายไปตั้งแต่คนมีเงินและหน้าด้านก้าวขึ้นสู่อำนาจ
เจอคดีซุกหุ้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 7 คนบอกว่าผิด 4 คนบอกว่าไม่ผิด อีก 4 คนบอกว่าเรื่องนี้ไม่รับพิจารณา ก็ทะลึ่งเอาเสียง 4 บวกกับ 4 ชนะ 7 เสียงที่บอกว่าผิด
มีการเลือกตั้ง คณะกรรมการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 ออกแบบมาเพื่อให้ขจัดนักการเมืองเลว นักการเมืองชั่วที่ใช้เงินซื้อเสียง ไป ๆ มา ๆ คณะกรรมการเลือกตั้งก็มามีพฤติกรรมรับใช้นักการเมืองชั่ว( ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ มีคำตัดสินออกมาชัดเจนแล้ว)
องค์กรอิสระต่าง ๆ ถูกนักการเมืองหน้าด้านมีเงินเข้าไปแทรกแซงได้หมด
ข้าราชการประจำ ตำรวจ ทหาร และข้าราชการพลเรือน นักการเมืองหน้าด้านและมีเงินก็วงคนของตนไว้ได้หมด (นี่รวมทั้งวงศาคณาญาติ)
จึงได้เกิดการยึดอำนาจขึ้นเมื่อ 19 กันยายน 2549
แล้วเกิดความขัดแย้งในสังคมอย่างรุนแรง จนกระทั่งเกิดเสียงเรียกร้องให้เกิดการสมานฉันท์ก็ดังขึ้น
อย่ามาบอกเลยครับว่า ขอให้ลดทิฐิ อคติ วิวาทะ และลดการตอบโต้ ใส่ร้าย ทำลายเครดิต ฯลฯ
ใครก็พูดได้ แต่ใครจะปฏิบัติ
อย่าว่าแต่นายดิเรก ถึงฝั่ง เลย ต่อให้มีเกจิอาจารย์ เซียนเหยียบเมฆ ฯลฯ ที่ไหนมาแนะก็ไม่ทางลดทิฐิ อคติ วิวาทะ ได้ ตราบใดที่ความขัดแย้งอันเกิดจากความเห็นยังเป็นขาวและดำกันอยู่
จอมพล ป.พิบูลสงคราม ถนอม/ประภาส นายธานินทร์ กรัยวิเชียร พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ฯลฯ ต่างก็หมดอำนาจไปด้วยความเจ็บปวดเช่นเดียวกับ ทักษิณ ชินวัตร ท่านเหล่านั้นต่างยอมรับชะตากรรม แล้วก็แล้วกันไป แพ้แล้วก็จบ
แต่ ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่
เพราะทักษิณ ชินวัตร ยังมีเงินมากมายมหาศาลที่จะเคลื่อนไหว ยังมีบริษัทบริวารที่พร้อมจะขายชีวิตขายวิญญาณให้ พร้อมจะเป็นผีโม่แป้งให้
คุณดิเรก ถึงฝั่ง ไปบอกให้ ทักษิณ ชินวัตร ลดทิฐิ ลดอคติ ยอมรับตัวบทกฎหมายเสียก่อนซีครับ
เรียกร้องให้ทักษิณ กลับมารับโทษอยู่ในคุกสัก 2 ปี แล้วดูว่าคดีอื่นที่เหลืออยู่ จะต้องติดคุกอีกกี่ปี หรือศาลจะพิจารณาว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง นั่นก็ว่ากันไป
หลักใหญ่ใจความก็คือ ต้องทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย
ไปบอกให้โจร ไปบอกให้คนหน้าด้านมันเลิกหน้าด้าน เป็นไปไม่ได้หรอกครับ
เก็บเข้าลิ้นชักเลยครับท่านนายกรัฐมนตรี บทสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์น่ะ.




