พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานอภัยโทษ

แบ่งปัน

 

       วันนี้ (14ก.ค.) ที่ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้จัดสัมมนาทางวิชาการหัวข้อ “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานอภัยโทษ” โดยมีนายสัก กอแสงเรือง อดีตนายกสภาทนายความและกรรมการ คตส. นางปรียาพร ศรีมงคล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน มธ. และนายรณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ.

      นางปรียาพร กล่าวว่า การขอพระราชทานอภัยโทษ ถ้าเรื่องเกี่ยวกับบ้านเมืองหรือเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์จะมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ และปกติจะต้องเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาจะต้องอยู่ในเรือนจำ ต้องโทษกักขังหรือบริการสาธารณะประโยชน์ ส่วนกรณีการขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคลจะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญามาตรา 259 โดยในกรมราชทัณฑ์ จะมีสำนักงานรับเรื่องในการพิจารณาขอพระราชทานอภัยโทษ กรณีการยื่นฎีกาสามารถยื่นได้หลายทางไม่ว่าจะยื่นผ่านทางสำนักราชเลขาธิการ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะยื่นที่ไหนก็ตามสุดท้ายก็จะกลับมาอยู่ที่กรมราชทัณฑ์ในการตรวจสอบประวัติของผู้รับโทษว่ามีประวัติการรับโทษ การประพฤติอย่างไรบ้าง เพราะแต่ละเรือนจำจะรู้ข้อมูลของผู้ต้องขังอย่างดีว่ามีพฤติกรรมอย่างไร

      นางปรียาพร กล่าวอีกว่า การขอพระราชทานอภัยโทษตามกฎหมายจะต้องมีโทษอยู่จริงๆ และการอาศัยพระเมตตาต้องแล้วแต่ว่าจะทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าลดหย่อนให้มากน้อยเพียงใด และผู้มีอำนาจถวายความเห็นอยู่ที่รมว.ยุติธรรม ที่จะนำเสนอความเห็นว่าควรละลดโทษให้มากน้อยแค่ไหนด้วย ซึ่งทางกระทรวงยุติธรรมจะต้องมีความรอบคอบในการพิจารณากลั่นกรองเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ

      นายสัก กล่าวว่า การที่คนไม่ต้องการรับผิดหรือพ้นจากความผิดในคดีอาญา ต้องดูว่าคดีนั้นๆถือเป็นความผิดทางการเมืองหรือไม่ หากเป็นความผิดทางการเมืองก็จะออกมาในลักษณะของพระราชกำหนดนิรโทษกรรม หรือระบุไว้ในรัฐธรรมนูญให้ยกเว้นการกระทำความผิด แต่ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีการเมือง ก็จะกำหนดไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยในส่วนของทนายความที่จะช่วยเหลือผู้ต้องขังที่อยู่เรือนจำ และการขอยื่นพระราชทานอภัยโทษทูลเกล้าถวายฎีกา จะต้องทำโดยผู้ต้องโทษนั้นเองหรือญาติผู้ใกล้ชิด หรือคู่สมรส พ่อแม่และบุตร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคดีที่มีโทษทางอาญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่สิ่งที่ต้องระวังคือคำขอทูลเกล้าถวายฎีกาเพื่อขออภัยโทษ ส่วนใหญ่เพื่อจะกลับตัวเป็นคนดีที่จะกลับสู่สังคม และต้องสำนึกในการกระทำผิดก่อนว่าได้ทำผิดพลาดไปแล้วสมควรจะได้โอกาสลดหรือ ละเว้นโทษ และคำร้องขอต้องไม่กล่าวถึงความไม่ถูกต้องหรือความไม่เป็นธรรมในคำพิพากษา ของศาล เพราะต้องถือว่าเป็นที่สุดแล้ว

       นายสัก กล่าวอีกว่า มิฉะนั้นอาจสุ่มเสี่ยงละเมิดหรือหมิ่นศาลเช่นกัน ทั้งนี้ต้องเข้าข่ายการเป็นนักโทษชั้นดีด้วยมิฉะนั้นอาจไม่เข้าข่ายได้รับ พระราชทานอภัยโทษ ส่วนการล่าชื่อประชาชน 1 ล้านรายชื่อขณะนี้เท่าที่ดูตามคำขอที่ได้เผยแพร่ พบว่าในคำขอสุดท้ายระบุว่าเพื่อให้ทรงพระกรุณาอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ได้รับคำตัดสินจำคุก 2 ปีนั้นเสีย ถือเป็นการขออภัยโทษเฉพาะรายเฉพาะบุคคล ซึ่งประเด็นที่ต้องพิจารณาคือสามารถดำเนินการตามกฎหมาย ป.วิอาญาได้หรือไม่ เพราะอดีตนายกฯยังเป็นผู้หลบหนีการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล เมื่อยังไม่เข้าสู่กระบวนการของทางราชการ จึงมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาประมวล หรือเป็นเรื่องที่รมว.ยุติธรรมสามารถถวายความเห็นได้หรือไม่ เส้นทางนี้จึงอาจสะดุดได้

         นายรณกรณ์ กล่าวว่า ในประมวลกฎหมายอาญาจะสามารถเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลได้ใน 3 กรณีเท่านั้นคือ 1.การขอพระราชทานอภัยโทษ หมายถึงเป็นการให้อภัยขององค์รัฐาธิปัตย์ เป็นการดูพฤติกรรมเฉพาะรายของผู้ต้องขังว่ามีโอกาสปรับตัวเป็นคนดีหรือไม่ แต่ทั้งนี้ยังถือว่าการกระทำผิดยังมีความผิดอยู่ หากทำผิดซ้ำสามารถลงโทษเพิ่มได้อีก และยังสามารถฟ้องแพ่งได้อยู่ 2.นิรโทษกรรม จะใช้เมื่อสังคมเกิดความขัดแย้งรุนแรง ทุกฝ่ายผิดทั้งหมด จับแล้วล้นคุก จึงขอให้ลืมความขัดแย้งนั้นเสีย ซึ่งการนิรโทษกรรมเป็นอำนาจของสถาบันนิติบัญญัติโดยตรง 3ล้างมลทิน หมายถึงล้างมลทินให้ผู้กระทำผิดที่ได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว อย่างไรก็ตามในกรณีพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพระราชทานอภัยโทษนั้น ในรัฐธรรมนูญมาตรา 111ยังระบุให้พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษอยู่ ซึ่งค่อนข้างกว้างไม่ได้กำหนดเป็นรูปแบบ

 




ความเห็น

ผู้เขียน

เขียน 3931 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2016 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics