เมื่อลูกสาวของผม ติดหวัด 2009 (ฝากข้อคิด..ถึงรัฐบาล)
- วันเสาร์ 11 กรกฎาคม 2552 16:50
- บทความรับเชิญ
- อ่าน 446 ครั้ง
- 2 ความเห็น
บทความรับเชิญ
เมื่อลูกสาวของผม ติดหวัด 2009
“ปลายฟ้า”
วันศุกร์ที่แล้ว ลูกสาวตัวน้อย อายุ 3 ขวบครึ่ง มีไข้สูงเกือบ 40 องศา ครูที่โรงเรียนโทรศัพท์มาบอกให้ไปรับตัวด่วน
ทั้ง 2 คน ผมและภรรยาก็ไปรับและนำไปตรวจที่โรงพยาบาลทันที ซึ่งแพทย์บอกว่าอาการยังไม่มีปัญหาแม้ว่าไข้สูงแต่ไม่ซึม และยังไม่ตรวจหวัด 2009 ให้ เพราะยังไม่จำเป็น ตรวจไปก็อาจไม่เจอ เพราะเพิ่งมีอาการไข้
ในใจเราไม่เห็นด้วย เพราะถ้าดูจากสภาพการณ์ ความเป็นไปได้ที่จะติด 2009 มีสูงมาก แต่เมื่อหมอยืนยันว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องตรวจ เราก็จำเป็นต้องเชื่อ
พาลูกกลับบ้าน ตอนกลางคืน ไข้ขึ้นอีกเกือบ 40 เหมือนเดิม ก็ให้ยาลดไข้ ตอนเช้าไข้ขึ้นอีกครั้ง ให้ยาลดไข้แล้วตอนนี้พบว่า ลดไข้ได้แป๊บเดียว และอาการไข้สูงจะเป็นถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
ช่วงบ่าย ก็เลยพาลูกไปอีกโรงพยาบาลหนึ่ง และยืนยันให้หมดตรวจเชื้อหวัด 2009 ซึ่งใช้เวลาไม่นานไม่เกิน 1 ชั่วโมง ผลออกมาปรากฎว่า Positive ติดหวัด 2009 เต็ม ๆ
คอเริ่มแดง มีอาการไอ และมีเสมหะ ลูกเริ่มซึม หมอให้ยาต้านไวรัสแบบน้ำชื่อ ทามิฟู พร้อมยาลดไข้เด็กแบบแรง ๆ พร้อมกำชับให้เอาไข้ลงให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง ด้วยการเช็ดตัวอย่างต่อเนื่อง ถ้าไขไม่ลง ต้อง Admit
ที่สำคัญคือ หมอบอกว่า ผมและภรรยา ให้สังเกตอาการตัวเอง และคนรอบข้างที่อยู่ใกล้ ๆ ลูกให้ดี เพราะว่าสงสัยว่าจะติดเชื่อกันทั้งหมด ซึ่งก็เป็นความจริงครับ พี่เลี้ยงเด็กที่นอนกับลูก อาการหนักทันที เพราะอ้วนมาก ไอรุนแรง ไม่มีแรง และไข้สุง ก็เลยต้องส่งโรงพยาบาลด่วนอีกคน ตอนนี้อาการยังไม่ดีขึ้น
ผมและภรรยา ก็เลยป่วยไม่ได้ ห้ามป่วย เพราะไม่มีคนดูลูก อัดวิตามินทุกชนิด สลับกันนอนกลางวัน เพื่อดูลูกตอนกลางคืน เพราะไข้จะสุงกลางคืน และกันญาติ ๆ คนอื่น ออกจากลูกเพื่อไม่ให้ติด
3 วัน 3 คืนเต็ม ๆ ลูกดีขึ้น ผมและภรรยาป่วยคนละเล้กละน้อย
ก่อนเปิดเรียนเนื่องจากปิดติดกันหลายวัน ภรรยาพยายามโทรหาโรงเรียนของลูก เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ลูกอาจติดเชื่อมาจากโรงเรียน อยากให้สาธารณสุขมาฉีดยาฆ่าเชื้อ อาจารย์ที่โรงเรียนไม่เห็นต้วย บอกว่า ไม่เห้นมีใครป่วย และโรงเรียนก็ทำความสะอาดทุกวันอยู่แล้ว เราก็บอกว่า ไม่ได้ว่าอะไรโรงเรียน แค่ต้องการแจ้งให้ทราบ โรงเรียนอยากทำอะไร ก็ทำไปก็แล้วกัน แต่เรายังไม่เอาลูกไปเรียน และเราก็ไม่อยากให้ลูกคนอื่นป่วย
เขียนมาเล่าให้ฟัง เพื่อเตือนใจพ่อแม่คนอื่น ๆ ว่าตอนนี้คงต้องพึ่งตัวเองมาก ๆ ดูลูกดี ๆ ปัญหาของเด็กเล็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กซน คือ การที่จะไม่ค่อยซึม บางทีไข้สูงมาก แต่ยังวิ่งเล่นได้เฉย และกลัวไม่ได้เล่น ก็จะไม่ยอมบอกว่าเป็นอะไร
สำหรับการเชื่อคำแนะนำของแพทย์ ก็คงต้องฟังหูไว้หู และใช้สติปัญญาของเราพิจารณาเอง อย่าหลับหูหลับตาเชื่อด้วยความที่คิดว่านั่นคือ แพทย์ อย่างเดียว ต้องเปรียบเทียบซักแห่ง 2 แห่ง
สำหรับรัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข อันนี้ ผมไม่มีความหวังใด ๆ ให้เลย เมื่อวานนายกออกข่าวบอกว่ายังไม่เป็นไร เพราะตายแค่ 0.4%
0.4% สำหรับคนอื่นดูเล็กน้อยก็จริง แต่ถ้าลูกของเรา พ่อแม่ ญาติพี่น้องของเรา อยู่ใน 0.4% นั้น มันไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับเราเลย บางทีอาจเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตก็ได้
ผมคิดอยากมนุษย์ธรรมดา อย่างคนเป็นพ่อคน ไม่ได้คิดแบบคนจบ Oxford
ผมเชื่อว่า รัฐบาลจะคุมหวัดนี้ไม่ได้ เพราะทุกคนกลัวการยอมรับความจริง
โรงเรียน กลัวจะถูกต่อว่า ว่าดูแลเด็กไม่ดี ก็ปิดเรื่องไว้
สาธารณะสุข กลัวถูกคาดโทษ ก็ปิดตัวเลขไว้
รัฐบาล รัฐมนตรีี กลัวคนแตกตื่น กลัวถูกกล่าวหาว่าไม่มีประสิทธิภาพ ก็มั่วตัวเลข และประเมินการต่ำกว่าความเป็นจริง คุณหมอที่ลูกผมรักษาด้วย บอกว่าถ้าคุมไม่ได้ อันตรายสุด ๆ หากกลายพันธ์ คุณหมอบอกว่าน่าจะติดไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3-4 แสนคน
นายกรัฐมนตรี ไม่รู้จะวิจารณ์ยังไง ส่วนหนึ่งก็ชอบในความเป็นคนดี แต่ส่วนหนึ่งก็ข้องใจในเรื่องการตัดสินใจอะไร ๆ ที่สำคัญต่อประเทศชาติ
ครั้งนี้ ไม่เหมือนเสื้อแดง ไม่มีแก้ตัว ไม่มีประกาศ พรบ.ฉุกเฉิน ไม่มีทหารอุ้มออกมาจากการประชุมอาเซียน ไม่มีจัดประชุมใหม่
ถ้านายกตัดสินพลาด คนจะตายอีกเยอะ แล้วคนตายไปแล้ว นายกทำยังไง คนก็ไม่ฟื้น
ตีความเรื่อง 0.4% ใหม่เถอะครับ แล้วท่านจะรู้ว่า ท่านต้องใช้มาตรการณ์เฉียบขาดอย่างไร
หมายเหตุ บทความนี้ ผู้ใช้นามว่า “ปลายฟ้า” เขียนเผยแพร่ใน Oknation.net ในเครือหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น สำนักข่าวเจ้าพระยา เห็นว่ามีคุณค่าที่ควรนำเผยแพร่เป็นตัวอย่างสำหรับประชาชนทั่วไป จึงขออนุญาตนำมาตีพิมพ์ซ้ำที่นี้






เห็นด้วยค่ะ อยากบอกว่าตอนนี้ไข้หวัด2009ระบาดอย่างหนัก แต่รัฐบาลพยายมปกปิดข้อมูล
โรงพยาบาลเต็มทุกห้อง ลูกติดหวัดมาจากที่เรียนฝึกเด็กเล็กค่ะ ขอเตือนทุกท่านช่วงนี้ระบาด
อย่างมากค่ะ
ไม่ปิดได้ไง ครับ รัฐบาลเสียประโยชน์ ครับ นี้พลอย ให้ผม คิดถึง cp นะครับ ว่า น่าจะมีส่วนในฐานะ ผู้ได้ – เสีย ผลประโยชน์