พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เขียน”ว่าด้วยกบฏทั้งในและนอกประเทศ”
- วันอังคาร 7 กรกฎาคม 2552 12:48
- บทความรับเชิญ, เรื่องแนะนำวันนี้
- อ่าน 758 ครั้ง
- 1 ความเห็น
บทความรับเชิญ
ว่าด้วยกบฏทั้งในและนอกประเทศ
วสิษฐ เดชกุญชร
ผมยังต้องเขียนเกี่ยวกับ(พ.ต.ท.)ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งหนีโทษตามคำพิพากษาคดีอาญาไปอยู่ต่างประเทศ เพราะผมเชื่อว่า (พ.ต.ท.)ทักษิณ ยังมีเจตนาที่จะล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ผมได้เคยเขียนถึงการกระทำที่ส่อเจตนาดังกล่าวของ(พ.ต.ท.)ทักษิณมาแล้ว ขณะนี้(พ.ต.ท.)ทักษิณยังไม่ยุติการกระทำเช่นนั้น แต่ยังทำอยู่อย่างต่อเนื่อง
ตราบใดที่(พ.ต.ท.)ทักษิณยังทำเช่นนั้นอยู่ ตราบนั้นผมก็จะยังไม่หยุด แต่จะเขียนจะพูดต่อไป เพื่อให้ผู้อ่านที่เลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเคารพสักการะยึดมั่นในพระมหากษัตริย์ ได้ตระหนักในเจตนาและการกระทำของ(พ.ต.ท.)ทักษิณ
พฤติการณ์ครั้งล่าสุดของ(พ.ต.ท.)ทักษิณปรากฎเมื่อวันที่ ๒๗ – ๒๘ มิถุนายนที่ผ่านมา ในการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” หรือ นปช.ที่ท้องสนามหลวง มีการถ่ายทอดคำพูดทางโทรศัพท์ของ(พ.ต.ท.)ทักษิณตามเคย คราวนี้สมุนผู้จัดการชุมนุมได้ถาม(พ.ต.ท.)ทักษิณว่า จะเหมาะสมหรือไม่ หากมีการถวายฎีกาเพื่อให้มีการพระราชทานอภัยโทษให้(พ.ต.ท.)ทักษิณ เพื่อจะได้กลับมา”แก้ปัญหาให้บ้านเมือง” (พ.ต.ท.)ทักษิณตอบว่า ต้องแล้วแต่ “พระมหากรุณาธิคุณ” ต่อจากนั้น สมุนผู้จัดการชุมนุมก็ประกาศจะรวบรวมรายชื่อผู้ถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
คำว่า “โทษ” นั้น ในทางอาญาหมายถึง มาตรการที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับลงโทษแก่ผู้กระทำผิดทางอาญา โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘ มี ๕ อย่าง คือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน
(พ.ต.ท.)ทักษิณต้องคำพิพากษาให้จำคุก ยังไม่ได้มีการ “ลงโทษ” เพราะหนีออกนอกประเทศไปเสียก่อน เพราะฉะนั้น การพระราชทานอภัยโทษจึงเกิดขึ้นไม่ได้ จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อได้มีการ “ลงโทษ” คือ(พ.ต.ท.)ทักษิณจำคุกตามคำพิพากษาแล้วเท่านั้น แต่ถ้าสิ่งที่(พ.ต.ท.)ทักษิณและสมุนต้องการ คือการพ้นข้อหาทางคดีอาญา โดยไม่ต้องให้ศาลพิจารณาคดีเลย ไม่ว่าข้อหาหนึ่งข้อหาใด หรือทุกข้อหา ก็ไม่มีกฎหมายฉบับใดกำหนดให้เป็นพระราชอำนาจ และพระมหากษัตริย์ก็ทรงทำไม่ได้ เพราะไม่ทรงมีพระราชอำนาจเช่นนั้น
รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่เมืองไทยเคยมีมา(รวมทั้งฉบับปี พ.ศ.๒๕๔๐ ที่(พ.ต.ท.)และสมุนชื่นชมว่าเป็น “ประชาธิปไตย”ที่สุดและร่ำร้องให้นำกลับมาใช้อีก) ไม่มีฉบับใดที่บัญญัติให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจสามารถยกข้อหาในคดีอาญาหรือคดีแพ่งแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยก่อนที่ศาลจะได้พิจารณาและมีคำพิพากษา
(พ.ต.ท.)ทักษิณเรียนจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โรงเรียนนั้นสอนทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญา สมุนของ(พ.ต.ท.)ทักษิณทั้งที่เป็นทนายความ ส.ส.และอดีตรัฐมนตรีก็รู้กฎหมาย และบางคนยังหากินทางกฎหมายอยู่ ทุกคนรู้ดีกว่าพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ แต่ทุกคนทำเป็นไม่รู้
ไม่ได้โง่หรอกครับ แต่จงใจทำเป็นไม่รู้ คนถามทำเป็นไม่รู้ว่าการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษทำได้หรือไม่ และคนตอบก็ทำเป็นไม่รู้ ตอบว่าแล้วแต่จะพระมหากรุณาธิคุณ
เป็นที่เห็นได้ชัดว่า วิธีตะโกนโพทะนาเรียกร้องบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ โดยไม่แยแสว่าเหตุผลหรือความถูกต้องจะป็นอย่างไรนี้ กำลังเป็นกลวิธีที่(พ.ต.ท.)ทักษิณและสมุนจงใจใช้ เพื่อให้ผู้ที่รู้เห็น(แต่ไม่มีเวลาจะศึกษา)เข้าใจผิดว่า ทรงมีพระราชอำนาจ พระราชทานอภัยโทษแก่(พ.ต.ท.)ทักษิณได้ แต่ทรงมีเจตนาที่จะไม่ใช้พระราชอำนาจนั้น
ในขณะเดียวกัน ก็ปล่อยข่าวมดเท็จอื่น ๆ เพื่อให้เข้าใจผิดมากยิ่งขึ้น เช่นที่ (พ.ต.ท.)ทักษิณให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฝรั่ง(ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา)ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบเรื่องรัฐประหารก่อนเกิดรัฐประหารในปี พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้น
เมื่อดูจากข่าวมดเท็จที่กำลังแพร่อยู่ในขณะนี้ ทั้งในการชุมนุมบนเวทีของคนสวมเสื้อสีแดง ทั้งที่ปรากฎในสิ่งพิมพ์ทั้งที่ส่งออกไปทางอินเตอร์เน็ต และทั้งที่ลอบเขียนอย่างหยาบคายในที่สาธารณะ ก็จะเห็นว่าสอดคล้องกัน จนน่าเชื่อว่าทำกันเป็นขบวนการอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งในและนอกประเทศ โดยมีเจตนาที่จะทำลายพระมหากษัตริย์อันเป็นสถาบันที่คนไทยยึดถือเคารพสักการะมานานหลายศตวรรษ
ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จรายการแทนพระองค์นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา หมวด ๑ ถือเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ขณะนี้(พ.ต.ท.)ทักษิณตกเป็นผู้ต้องหาฐานหมิ่นประมาทดูหมิ่นพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว
แต่ถ้าจะดูความในประมวลกฎหมายอาญา หมวดที่ ๒ ที่ว่าด้วยความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และหมวด ๓ ที่ว่าด้วยความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร ผมก็เชื่อว่า(พ.ต.ท.)ทักษิณและสมุนกำลังทำความผิดฉกรรจ์ตามหมวดนั้น ๆ อยู่
ผมขอคัดมาตราที่เกี่ยวข้องมาให้อ่าน แต่จะไม่แยกวรรคเพื่อสงวนเนื้อที่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ตรงที่น่าสนใจนั้น ผมได้ใช้วิธีพิมพ์ตัวหนาและขีดเส้นใต้ไว้ด้วย(ในที่นี้ขอใช้เป็นตัวอักษรสีแดง- บก.)
หมวด ๒ มาตรา ๑๑๖ ผู้ใดกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่ เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต (๑) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย (๒) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ (๓) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี
หมวด ๓ มาตรา ๑๒๗ ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้เกิดเหตุร้ายแก่ประเทศ จากภายนอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี ถ้าเกิดเหตุร้ายเกิดขึ้น ผู้กระทำต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือ จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี
ผู้มีตำแหน่งและหน้าที่ “รักษากฎหมาย” พิจารณาหรือยังว่า การชวนคนให้ลงชื่อในฎีกาเพื่อถวายขอพระราชทานอภัยโทษให้(พ.ต.ท.)ทักษิณ เป็นการกระทำ “ภายในความุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ” และกระทำ “เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน” หรือไม่ ?
และการที่ผู้หนีโทษทางอาญาโทรศัพท์แล้วโทรศัพท์อีกจากต่างประเทศมายุยงส่งเสริมให้มีการกระทำเช่นนั้น เป็นการ “กระทำเพื่อให้เกิดเหตุร้ายแก่ประเทศจากภายนอก” หรือไม่ ?






เห็นด้วยกับท่าน แต่สิ่งที่คิดว่ามีส่วนอย่างมากที่ทำให้กลุ่มเสื้อแดงเพิ่มคือช่องทีวี และวิทยุชุมชน