รัฐบาลกับนโยบายการท่องเที่ยว… ภาณุมาศ ทักษณา
- วันจันทร์ 29 มิถุนายน 2552 9:59
- บทความรับเชิญ, เรื่องเด่นวันนี้
- อ่าน 1,207 ครั้ง
- ยังไม่มีความเห็น
รัฐบาลกับนโยบายการท่องเที่ยว
ภาณุมาศ ทักษณา
ผมเคยอ่านพบสมัยที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็น นายกรัฐมนตรีใหม่ ๆ ว่า “อยากแยกงานการท่องเที่ยวกับการกีฬา” ออกจากกัน
แต่จำไม่ได้ว่าพูดวันไหน เข้าใจว่าคุณอภิสิทธิ์คงจะยังจำได้นะครับ แม้ว่าตอนนี้ยังทำอย่างนั้นไม่ได้ ก็ขอร้องว่าอย่าเพิ่งล้มเลิกความตั้งใจนั้นนะครับ เพราะหลายอย่างที่ คุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จัดวางระบบการบริหารราชการแผ่นดินใหม่นั้น เหมือน ”ผิดฝาผิดตัว” เช่นการท่องเที่ยวกับการกีฬาไม่น่าจะไปกันได้
หากเป็น ท่องเที่ยวกับกับวัฒนธรรมนี่ยังพอไหวนะครับ ตอนนี้การท่องเที่ยวส่วนหนึ่งต้องพึ่งพาโบราณสถาน วัดวาอาราม และศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ส่วนกีฬานั่นไปอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ หรือไม่ก็กระทรวงพัฒนาสังคมและมนุษย์ยังดีกว่านะครับ
เรื่องปรับระบบการบริหารราชการนี่ เอาไว้มีจังหวะดี ๆ ผมมีข้อเสนอให้พิจารณาครับ
แต่งวดนี้ ขอพูดถึงนโยบายการท่องเที่ยวก่อนนะครับ เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่ ๓ เรื่องใหญ่
เรื่องแรกคือเรื่องที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่า ในโครงการไทยเข้มแข็งนั้นมีโครงการติดไปสว่างสองฝั่งแม่น้ำยาวไปถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้เห็นความงดงามของสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนหลาย ๆ ประเทศเขาทำกัน
เรื่องที่สองคือเรื่องสมาคมเกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยวออกมาโอดครวญว่า จนบัดนี้ยังไม่ได้เงินกู้จากธนาคารเอสเอ็มอี.ตามที่ขอไป และ เรื่องที่สาม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.ยังขาดหัวขบวน
เรื่องแรกแนวความคิดของคุณอภิสิทธิ์ ที่จะติดไฟส่องสว่างสองฝั่งเจ้าพระยานั้น ฟังแล้วน่าเคลิบเคลิ้มนะครับ แต่คงทำได้ยากนะครับ ก่อนพูดเรื่องนี้คุณอภิสิทธิ์น่าจะทดลองนั่งเรือทวนน้ำขึ้นไปให้ถึงพระนครศรีอยุธยาก่อนนะครับ จะได้เห็นว่า ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานั้น หากไม่ใช่สถานที่ปลูกสร้างอาคารของส่วนราชการ ก็เป็นบ้านเรือนของราษฏร และไม่เพียงเท่านั้นลำน้ำเจ้าพระยาบางช่วงยังถูกรุกล้ำด้วยเรือแพยานนาวาอีกเพียบ เอาแค่สองฝั่งเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพฯให้ทั่วถึงก็ยากแล้วครับ
หากจะทำจริง ๆ ผมเสนอให้เน้นเฉพาะช่วงคุ้งน้ำหน้าวัดพระแก้วกับวันอรุณ เริ่มจากสะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ ไปถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯก็น่าจะพอแล้วนะครับ ตอนนี้เท่าที่ทราบมาบริเวณ “ท่าเตียน” ที่ “กรมการค้าภายใน”ย้ายออกไปนั้น
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้สนับสนุนให้ปรับภูมิทัศน์ให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้านแล้ว หากรัฐบาลจัดงบประมาณสนับสนุนให้ประดับโคมไฟส่องสว่าง เชื่อว่านักท่องเที่ยวคงมีพื้นที่สำหรับชื่นชมทิวทัศน์ทั้งสองฝั่งได้ตามสมควรนะครับ
ส่วนเรื่องที่สอง ที่สมาคมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวออกข่าวผ่านสื่อว่าทำเรื่องกู้ เอสเอ็มอี.แบงก์ไป ๗๐๕ ราย วงเงินกู้ ๑,๗๐๔ ล้านบาท ได้รับอนุมัติมาเพียง ๒๗๕ รายเป็นเงิน ๕๘๖.๙ ล้านบาท แต่ก็ยังไม่ได้เงินสักรายเดียวนั้น ผมแสดงความชื่นชมผู้บริหาร เอสเอ็มอี.แบงก์ครับ
ผมเคยเขียนถึงเรื่องนี้ตั้งแต่มีการร้องขอผ่าน คุณชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวฯ ให้รัฐบาลตั้งสถาบันการเงินหรือกองทุนอะไรสักอย่าง เพื่อให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวพิจารณาและปล่อยกู้กันเอง และผมก็ค้านมาตลอดว่า ไม่เห็นด้วย ขืนเอาเงินภาษีชาวบ้านไปตั้งกองทุนให้กู้ยืมกันเอง วันหนึ่งคงฉิบหายแน่ ๆ
วันนี้จึงดีใจครับที่ เอสเอ็มอี.แบงก์แสดงความรัดกุมในเรื่องการพิจารณาเงินกู้ เรื่องที่ผมเคยด่า เอสเอ็มอี.แบงก์เอาไว้ ผมขอถอนครับ – ฮา
เรื่องสุดท้าย คือผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯการท่องเที่ยวฯ ที่เถียงกันว่า มีที่มาจากการแต่งตั้งหรือสรรหานั้น
ผมคิดว่าไม่ต้องรีบร้อนหาก็ได้ครับ ตราบใดที่ผู้นำในวงการท่องเที่ยว หมายเลข ๑ ยังเป็น คุณชุมพล ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรี หมายเลข ๒ มี คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานบอร์ด ททท.อยู่ละก้อ แต่งตั้ง รองผู้ว่าฯททท.คนใดคนหนึ่งรักษาการฯไปพลางก่อนก็ได้ครับ
แค่ความคิดในเชิงสร้างสรรค์บางตะเกียงของทั้งสองท่านนี่ ผมว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ในการท่องเที่ยวก็ไม่รู้จะสนองนโยบาย เอ๊ยก็รับสนองนโยบายของใครก่อนหลัง จนบางครั้งแทบทำให้ไม่ทันแล้วละครับ








