“เลิกตีความกันเสียบ้าง จะดีไหม” ใน มุมมองของ วิรัช ทศานนท์

law

เลิกตีความกันเสียบ้าง จะดีไหม

วิรัช ทศานนท์

ในวงการบริหารปกครองประเทศชาติบ้านทุกวันนี้นั้น ดูเหมือนไม่ว่าจะกระทำดำเนินการใดๆลงไปสักอย่างหนึ่ง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมาย หรือบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นๆด้วยแล้ว จักต้องเกิดกรณี “การตีความ”กันขึ้นให้ระเบ็งเซ็งแซ่กันไปทั่ว กระทั่งก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองกันขึ้นอย่างสับสนวุ่นวายไปให้ทั่ว

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเหล่านี้ เท่าที่ได้มีโอกาสประสพพบเห็นอย่างใกล้ชิดทั้งทางตรงและทางอ้อม ในฐานะผู้ประกอบอาชีพทำเสมือนผู้สังเกตการณ์ ตลอกเวลา 50 ปีเศษมานี้ด้วยนั้น กล่าวได้เลยทีเดียวว่า เหตุการณ์ทางการเมืองในชาติบ้านเมืองของเรา ไม่เคยปรากฏมาก่อนเหมือนที่เห็นเป็นอยู่ในปัจจุบันเช่นนั้นเลย

อย่างเช่น กรณี ส.ส. และ ส.ว. ที่กกต.มีมติเห็นว่า ได้กระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่บัญญัติห้ามไว้ในมาตรา 265 (วรรค2)แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550นั้น ก็ได้นำมา “ตีความ” กัน ให้เป็นระเบ็งเซ็งแซ่ทั่วไป ทั้งในหมู่นักวิชาการนักการเมือง ส.ส.ร.นักร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่างๆ ในอดีตตลอดจนกระทั้งทุกวันนี้นั้น ถ้าจะไม่มีพวกประเภท “รู้มากยากนาน-รู้น้อยพลอยรำคาญ” มาเสนอหน้าพิจารณาอภิปราย “ตีความ” กันให้กลุ้มไปทั่วเช่นที่เป็นมาและกำลังเป็นอยู่เช่นนี้แล้ว ความขัดแย้งวุ่นวายทางการเมือง คงจะไม่เป็นเช่นที่เห็นเป็นประจักษ์แทบตลอดเรื่อยมาอย่างแน่นอน

ซึ่งความวุ่นวายสับสนทางการเมืองทุกวันนี้นั้น กระทบถึงเศรษฐกิจ การทำมาหากินของประชาชนไปด้วยในแทบทุกระดับอาชีพขนาดถึงขั้นพูดถากถางกันทำนองว่า ความเดือดร้อนทนทุกข์ในปัญหาเศรษฐกิจของบ้านเมืองทุกวันนั้น ผู้ที่จะไม่ต้องอนาทรทนทุกข์ไปด้วยนั้น ก็ดูเหมือนจะมีแต่ท่านนักการเมืองผู้ทรงเกียรติทั้งหลายเหล่านั้นเท่านั้นแหละ

ปัญหาการพิจารณาวินิจฉัย “ตีความ” ทางกฎหมาย ที่เกิดขึ้นในวงราชการบ้านเมืองของเราทุกวันนี้นั้น มีความเห็นเป็นส่วนตัวว่า น่าจะมอบหรือปล่อยให้ คณะหรือฝ่ายที่มีอำนาจหน้าที่ที่ตั้งขึ้นโดยมีกฎหมายรองรับ เขากระทำการดำเนินการแต่โดยตรงโดยเฉพาะจะเหมาะสมถูกต้องมากกว่า

 ซึ่งการที่จะทำให้ดำเนินไปตามครรลองดังกล่าวนี้ได้นั้น ประการสำคัญอันยิ่งยวดก็อยู่ที่บรรดาท่านสื่อมวลชนทั้งหลาย นับตั้งแต่หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์และวิทยุ ที่ถือว่าเป็นสื่อกระแสหลักนั้นแหละ เพราะถ้าหากจะมีท่านอื่นๆที่ไม่ได้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงโดยเฉพาะ แสดงความคิดอภิปรายใดๆออกมา บรรดาสื่อทั้งหลายไม่นำมากระพือสมทบให้มากหมอมากความต่อไป ชนิดสามเวลาหลังอาหาร ซ้ำร้ายยังมีแถมขนาดก่อนนอนอีกต่างหากเช่นนี้ด้วยแล้ว ความสับสนวุ่นวายในสังคมประเทศชาติบ้านเมือง จะไม่เกิดขึ้นเช่นทุกวันนี้ได้เลย

ข้อห้ามในรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550  ที่เกี่ยวกับปัญหาสถานะภาพของส.ส.และ ส.ว. นี้นั้น ได้บัญญัติไว้ในหมวด 1 2 ว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา265(2) ซึ่งมีความว่า “มาตรา256 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้อง (2) ไม่รับหรือแทรกแซง หรือก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากรัฐ หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม”

ในเมื่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณะอักษรอย่างชัดเจนเช่นนี้แล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะต้องมานั่งตีความอะไรกันอีก เท่าที่ได้มีโอกาสเข้าศึกษาเล่าเรียนวิชากฎหมาย เมื่อสมัยประมาณเกือบ 50 ปีมาแล้วบ้างนั้น ในสมัยก่อนดังกล่าวมีการตีความเป็น 2 นัยยะเท่านั้นนั่นเอง

อาจารย์ท่านสอนไว้ว่า นักเรียนกฎหมายที่อยากจะได้ชื่อว่า เป็น “นักกฎหมายนั้น จักต้องมีความเข้าใจ ในหลักของการตีความกฎหมายอย่างถ่องแท้เป็นประการสำคัญ หลักยึดที่อาจารย์รุ่นก่อนท่านสั่งสอนไว้เช่นนี้กระมัง ที่ทำให้กฎหมายต่างๆที่ที่ตราออกมาบังคับใช้ในชาติบ้านเมือง

 ในยุคสมัยก่อนๆแต่อดีตนั้น จึงไม่ค่อยจะต้องมานั่งตีความกัน “กลางแจ้ง” เท่าที่เห็นเป็นอยู่ในยุคนี้เวลานี้ แม่แต่บรรดาอาจารย์กฎหมายหรือสอนกฎหมายในมหาวิทยาลัย ก็ยังมีที่ท่านต้องขยันมานั่งตีความตามแฟชั่นเช่นนั้นกับเขาด้วย

อาจารย์ที่ท่านสอนกฎหมายในอดีตดังกล่าวข้างต้น ท่ายังอธิบายให้เข้าใจด้วยว่า นักกฎหมายนั้น จะต้องเขียนกฎหมายด้วยศัพท์สำนวนที่รัดกุม อ่านแล้วเข้าใจง่าย เพราะกฎหมายนั้นเขียนขึ้นเพื่อบังคับใช้กับประชาชน ต้องให้ประชาชนอ่านหรือทำความเข้าใจได้ง่าย เพราะกฎหมายนั้นเขียนขึ้นเพื่อบังคับประชาชน ต้องให้ประชาชนอ่านหรือทำความเข้าใจได้ง่ายด้วย ไม่ใช้มีเจตนาจะให้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจหน้าที่ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องในทางไม่ชอบ ส่วนเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้น ก็ทำนองเดียวกัน จะต้องสอดประสานไปกับลายลักษณ์อักษร หรือตัวอักษร เพราะตัวอักษรนั้นเป็นเสมือนสื่อนำทางที่จะบอกว่า บทบัญญัติที่เขียนไว้ในกฎหมายมาตรานั้นๆนั้น ต้องการให้ประชาชนตระหนักว่า รัฐต้องการให้ประชาชนคนในชาติต้อง “กระทำหรือปฏิบัติ” อะไรและอย่างไร และหรือไม่ “ต้องการให้ประชาชาชนกระทำอะไร “เช่นนั้นนั่นเอง

อาจารย์ที่สอนกฎหมายในอดีตดังกล่าวเหล่านั้น ที่ท่านพร่ำสั่งสอนไว้เช่นนี้ ท่านคงไม่ต้องการให้ลูกศิษย์ของท่าน เป็นพวกประเภท “ศรีธนญชัย” อย่างที่เห็นๆเป็นอยู่ในเวลานี้ –เช่นนั้นก็ได้  ท่านจึงจะเน้นหนักว่า การเขียนกฎหมายนั้น อย่าใช้ “ถ้อยคำภาศัพท์แสงให้มันดิ้นได้” เพราะไม่ต้องการให้กฎหมายนั้นๆ กลายเป็นเครื่องมือของพวก “ศรีธนญชัย”

ประโยคสุดท้ายที่กล่าวไว้ในนี้ ถือเป็นความเข้าใจของผู้เขียนเองเท่านั้น .

 

ความเห็น




1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

editor1 เขียน 1561 เรื่องบนเว็บไซต์นี้