ทำไม “อภิสิทธิ์” กล้าขีดเส้นตายใน 6 – 8 เดือน ?

แบ่งปัน

                                               ทำไม “อภิสิทธิ์” กล้าขีดเส้นตายใน 6 – 8 เดือน ?

                                                                                                                    ภาณุมาศ ทักษณา

            คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ที่ให้เกียรติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งไม่ใช่ สภาฯ ที่เป็นของภาครัฐ ทว่าเป็นสภาฯของภาคเอกชน ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมปัญหานานัปการในสังคม ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง และรวบรวมความคิดความเห็นจากบรรดาสมาชิกแล้วนำเสนอเป็นเอกสารไปยังรัฐบาล ส่วนรัฐบาลจะให้ความเชื่อถืออย่างไรหรือไม่ อยู่ที่ดุลพินิจของรัฐบาลนั้น ๆ

ความสำคัญของ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงอยู่ที่มุมมองของนายกรัฐมนตรีแต่ละคนนับตั้งแต่ก่อตั้งสภาฯแห่งนี้มา มีอดีตนายกฯที่เดินทางมารับฟังข้อเสนอแนะแล้ว 3 ท่านคือ อดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุน , อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และ อดีตนายกฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนที่ 4 ยกเว้น อดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวช กับ อดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เท่านั้นที่ไม่เคยไปเยือน

ดังนั้น การไปปรากฏตัว และบรรยายพิเศษเรื่อง “แนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม”  ให้สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซี่งมีสำนักงานอยู่ที่อาคารพญาไท พลาซ่า ถนนพญาไท ใกล้สี่แยกราชเทวี ของ นายกฯอภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา จึงเป็นปรากฎการณ์ที่น่ายินดีสำหรับสภาฯแห่งนี้

และที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ เนื้อหาสาระจากการบรรยายดังกล่าว มีบางตอนอาจกลายเป็นเงื่อนเวลาทางการเมืองของรัฐบาล ที่อาจกลายเป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายค้านนำไปกล่าวอ้างได้ในอนาคต  เนื้อหาห้วงนั้นมีว่า

            “ภายใน 6 – 8 เดือนข้างหน้า สิ่งรัฐบาลต้องเร่งทำคือ เรียกความเชื่อมั่นกลับมาคืนมา วางกรอบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 – 3 ปีข้างหน้า ออกกฎหมายให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นและทำให้เราผ่านพ้นวิกฤตปีนี้ไปให้ได้ ซึ่งต่างประเทศเชื่อว่าปีหน้า วิกฤตเศรษฐกิจจะเบาบางลง แต่ผมเชื่อว่าน่าจะเร็วกว่านั้น ถ้าประเทศใหญ่ ๆ เร่งกวาดบ้านของตัวเองให้เรียบร้อย” และ

            “ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมจะมีความอุ่นใจว่า เราได้ประคับประคองบ้านเมือง ผ่านช่วงนี้ไปแล้ว หลังจากนั้น ถ้าเขาบอกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ หรือยุบสภา ผมก็ไม่มีอะไรขัดข้องอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่คืนความเป็นปกติกลับมา แต่ว่า 6 – 7 – 8  เดือนข้างหน้า ผมคิดว่ายังมีความละเอียดอ่อนอยู่มาก

            ประการหนึ่งคือ ยังมีคนบางฝ่ายที่ยังยืนยันว่าจะต่อสู้ วันนี้พร้อมจะต่อสู้โดยใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรงจะพูดจริงพูดขู่อย่างไรก็แล้วแต่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนที่คิดแบบนี้ ประการที่สอง ยังไม่ชัดเจนว่ากระบวนการฝ่ายนิติบัญญัติ ที่พยายามคลี่คลายเรื่องนี้ ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน”

            คำถามที่ตามมาก็คือ อะไร ? ทำให้ คุณอภิสิทธิ์ กล้าจำกัดเวลาไว้ที่ 6 – 8 เดือน เพราะหากรัฐบาลไม่สามารถ 1. เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา 2. วงกรอบกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับ 2 – 3 ปีข้างหน้า และ 3.ไม่สามารถทำให้ชาติผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจไปให้ได้ในปีนี้ไปได้ รัฐบาลคงหนีไม่พ้นการโจมตีอย่างยับเยินจากฝ่ายค้าน และอาจรวมถึงนักวิชาการ ตลอดจนผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองอย่างแน่นอน

            แต่ทั้งนี้ หากพิจารณาให้ดี จะพบว่ามีปมเงื่อนที่ นายกฯอภิสิทธิ์ “ผูกเผื่อไว้เพื่อในตัวเองแก้” อยู่ปมหนึ่งนั่นก็คือ คำกล่าวที่ว่า “ในขณะนี้มีบางฝ่ายพร้อมจะต่อสู้โดยใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง จะพูดจริงพูดขู่อย่างไรก็แล้วแต่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีคนคิดแบบนี้”

และนั่นอาจเป็นข้ออ้างที่รัฐบาลเตรียมไว้ใช้ หากทุกอย่างไม่บรรลุผล

            อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า นายกฯอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ คงได้ประเมินสถานการณ์แล้วว่า ห้วงเวลา 6 ถึง 8 เดือนนี้ รัฐบาลคงสามารถควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ ให้นิ่งได้ จึงกล้ากำหนดเงื่อนเวลาดังนั้น

            นานมาแล้ว ยังไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใด ที่ได้รับการสรรเสริญเยินยอจาก นักวิชาการ คอลัมนิสต์ หรือนักวิจารณ์การเมืองที่มีใจเป็นธรรมในแง่บวกเยี่ยง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้แต่ เปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์ ที่เคยถูก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมัยที่เป็นโฆษกรัฐบาล”กระชากเสียงใส่” ก็ยังแสดงอาการชมเชยอย่างเต็มที่ ซึ่งจะว่าไปแล้ว มีนักการเมืองน้อยคนที่จะได้รับการยอมรับจากคอลัมนิตส์นามอุโฆษอย่าง  “เปลว สีเงิน

            ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า คุณอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ได้วางหมากการเมืองทั้งเกมรุกเกมรับเอาไว้พร้อมสรรพแล้ว จึงกล้าขีดเส้นตายไว้ที่ 6 – 8 เดือน เพื่อยุบสภาฯ

            ประการแรก การที่พรรคฝ่ายค้านของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตพันตำรวจโท และอดีตนายกรัฐมนตรี คือพรรคเพื่อไทย ยินยอมส่งรายชื่อสมาชิกเข้าไปเป็นกรรมการใน คณะกรรมการแก้ไขปัญหาทางการเมืองเพื่อความปรองดองสมานฉันท์และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับว่า คุณอภิสิทธิ์ สามารถ”ซื้อใจ” นักการเมืองพรรคฝ่ายค้านได้แล้วส่วนหนึ่ง

            ประการที่สอง ภายในห้วง 6 ถึง 8 เดือน ต้นกระตุ้นเศรษฐกิจหลากหลายต้นที่รัฐบาลปลูกลงไปในห้วงเวลานี้  ก็คงจะเริ่มผลิดอกออกผลให้เป็นที่ชื่นใจและเป็นที่กล่าวขานถึงของชาวบ้าน

            ประการที่สาม การวางตัวบรรดาข้าราชการทั้งตำรวจ ทหาร และพลเรือน ครั้งใหญ่ในเดือนตุลาคมตามธรรมเนียมปฏิบัติก็คงจะลงตัวเป็นที่น่าพอใจของพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคแกนนำอย่างประชาธิปัตย์

            ประการที่สี่ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั่วโลกคงจะผ่อนคลายลง ซึ่งคงจะส่งผลดีต่อประเทศไทยในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกสินค้าทางการเกษตร ตลอดจนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่คงจะฟื้นตัวขึ้น

            ประการที่ห้า ความชัดเจนของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่มีปัญหาถูกบุบพรรค จนนักการเมืองแตกกระสานก็คงจะลงตัวและพร้อมที่จะจัดทัพจัดทีมลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งใหม่ได้อย่างครบถ้วน ส่อให้เห็นถึงความใจกว้างของคุณอภิสิทธิ์อีกด้านหนึ่ง

            ดังนั้น การยุบสภาฯ ในห้วง 6 – 8 เดือน จึงเป็นแต้มต่อทางการเมืองที่ประชาธิปัตย์ประเมินแล้วว่า มีแต่ได้กับได้ เพราะในขณะนี้แทบจะไม่มีปัจจัยใด ๆ ที่จะเป็นอุปสรรคทำให้การทำงานของรัฐบาลในข้อต่าง ๆ ต้องสะดุดลง

ยกเว้น จะ “มีคนบางฝ่าย ที่ยังยืนยันว่าจะต่อสู้โดยใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง” ก่อการขัดขวางตามที่ คุณอภิสิทธิ์ดักคอเอาไว้เท่านั้น

            และหากเป็นเช่นนั้นจริง การยุบสภาฯ ด้วยข้ออ้างว่า แก้ปัญหาให้ประเทศชาติไม่ได้ ด้วยปมเงื่อนข้อสุดท้าย ก็จะกลายเป็นความชอบธรรม ที่น่าจะนำคะแนนนิยมมาให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ด้วยเช่นกัน

            การขีดเส้นตาย 6 – 8 เดือน จึงกลายเป็น ดาบสองคม ที่ให้คุณแก่พรรคประชาธิปัตย์อย่างยิ่ง.

           




ความเห็น

  • NightP wrote on 1 พฤษภาคม, 2009, 21:19

    Sound good for thai people ^^

ผู้เขียน

เขียน 3977 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics