พระมหากษัตริย์สมัยกรุงธนบุรี

แบ่งปัน

 

สมัยกรุงธนบุรี

t8

        เหตุการณ์ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา(ก่อนเสียกรุง)พม่าล้อมกรุงครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๓๐๗ – ๒๓๑๐) พระเจ้ามังระขึ้นครองราชย์แล้ว ได้เสด็จยกทัพไปตีหัวเมืองต่างๆ ได้แก่ ตะนาวศรี มะริด และเชียงใหม่ แล้วจึงยกทัพเข้ามาตีไทย ในพ.ศ.๒๓๐๗ พม่ายกทัพเข้ามาสองทางคือ

         ๑. ทางเมืองเชียงใหม่ เนเมียวสีหบดี เป็นแม่ทัพ กำหนดให้ตีหัวเมืองเหนือลงมาจนถึงกรุงศรีอยุธยา

         ๒. ทางด่านเจดีย์สามองค์ มังมหานรธา เป็นแม่ทัพ ตีเมืองกาญจนบุรี เมืองสุพรรณบุรี เข้ากรุงศรีอยุธยา

         ช่วงพ.ศ. ๒๓๐๗ – ๒๓๑๐ เมื่อพม่าส่งทัพเข้ามาตีกระหนาบกรุงศรีอยุธยาสองทางทั้งจากทางเหนือ และทางใต้ เพื่อตัดขาดกรุงศรีอยุธยาจากหัวเมืองที่จะเรียกเกณฑ์กำลังไพร่พลมาป้องกันพระนครตามยุทธวิธีการรบที่ใช้มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวร จึงปรากฏว่าเกณฑ์ทัพหัวเมืองได้เพียงทัพของพิษณุโลก นครราชสีมา และทัพจากปากใต้(คือ หัวเมืองที่อยู่รอบปากอ่าวไทยที่อยู่ทางใต้ของกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ เมืองธนบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ สาครบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี ราชบุรี และนครชัยศรี) เท่านั้น เมื่อการศึกรุนแรงขึ้น ทัพพิษณุโลกได้ยกหนีกลับ และแยกตัวออกจากอำนาจกรุงศรีอยุธยาในท้ายที่สุด อำนาจของกรุงศรีอยุธยาที่มีต่อหัวเมืองเหนือจึงสิ้นสุดลง

         การรับทัพของไทยนั้นคาดการณ์ผิดไม่คิดว่าพม่าจะเข้าถึงกรุง เพียงแต่จะปล้นสะดมริบทรัพย์เชลย การต่อสู้ของไทยอ่อนแอมาก พม่าจึงเดินทัพเข้ามาได้ พวกที่ต่อสู้อย่างเข้มแข็ง  คือ ชาวบ้านบางระจัน ต่อสู้ตีพม่าแตกไปได้บ้าง เนื่องจากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากในกรุงเลย ค่ายบางระจันจึงต้องแตก

30

         หนังสือคำให้การชาวกรุงเก่าได้เล่าถึงพม่าที่ได้ยกทัพเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีจอ พ.ศ.๒๓๐๙ ว่าพม่าได้ตั้งค่ายมั่นเรียงรายโอบไว้ถึง ๑๖ ค่าย ไทยได้จัดกองทัพออกสู้นอกกำแพงรวม ๖ ทัพ ดังนี้

         ๑.ทัพพระยาเพชรบุรี

         ๒.ทัพพระยาตาก(สิน)

         ๓.ทัพพระยานครราชสีมา

         ๔.ทัพศรีโลก

         ๕.ทัพพระยาอภัยราชา

         ๖.ทัพพระยาพระคลัง

         พ.ศ.๒๓๐๙ พม่าสามารถเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา ตั้งค่ายอยู่ที่บ้านโพธิ์สามต้น เข้าล้อมกรุงอยู่ตลอดฤดูฝนจนถึงฤดูแล้ง กองทัพไทยที่ส่งไปสู้รบแพ้กลับมา จึงป็นแค่ตั้งมั่นรักษาเมืองไว้เท่านั้น การป้องกันพระนครศรีอยุธยาอ่อนแอลง พม่าล้อมอยู่นานทำให้พลเมืองอดอยาก  พระเจ้าเอกทัศขอเลิกรบ พม่าไม่ยอมเพราะมีความประสงค์จะตีให้แตก และริบเอาทรัพย์สมบัติกวาดต้อนผู้คนไป พม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ ๑ ปี กับ ๒ เดือน กรุงศรีอยุธยาก็เสียแก่พม่าเป็นครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐

         สภาพความไร้ระเบียบที่กรุงศรีอยุธยาไม่สามารถควบคุมได้นี้ ยังปรากฏขึ้นอีกในหลายกรณี ดังเช่น ข้าราชการที่ออกไปรบแล้วพ่ายแพ้ ต่างไม่หวนกลับเข้าพระนคร พากันหลบหนีไปพึ่งพิงชุมนุมในท้องถิ่นต่างๆ หรือการหลบหนีออกจากกรุงไปก่อนที่พม่าจะเข้าเมืองได้ ดังเช่น พระยาวชิรปราการ(สิน) ที่นำไพร่พลฝ่าวงล้อมพม่าออกจากกรุงมุ่งไปยังหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออก แล้วซ่องสุมผู้คนที่จะต่อสู้กับพม่าเพื่อรื้อฟื้นพระราชอาณาจักรอยุธยาขึ้นมาใหม่ ในนามที่เรียกกันทั่วไปว่า ชุมนุม หรือก๊กพระยาตาก

         ขณะนั้นกรุงศรีอยุธยายังมิได้เสียแก่พม่า การที่พระยาวชิรปราการเข้าตีเอาเมืองระยองได้เช่นนั้น ถือเป็นเหมือนผู้ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง พระยาวชิรปราการจึงระวังมิให้ถูกกล่าวหาว่า ตั้งตัวเป็นกบฎจึงมิได้แต่งตั้งตนเองเป็นกษัตริย์แต่อย่างใด การออกคำสั่งๆต่างๆก็ให้ใช้คำว่า       พระประศาสน์ ซึ่งเป็นคำราชาศัพท์ในปัจจุบันสำหรับ สมเด็จเจ้าพระยา แทน (เข้าใจว่าเบื้องต้นเทียบชั้นกับเจ้าพระยามหานครผู้ครองหัวเมืองชั้นเอก ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่ ส่วนคำว่า“สมเด็จเจ้าพระยา” มีในภายหลัง เกิดขึ้นครั้งแรกสมัยพระเจ้าตากสิน) แต่พวกบริวารใช้คำเรียกว่า เจ้าตาก แต่นั้นมา

         เหตุการณ์หลังเสียกรุงศรีอยุธยา(ครั้งที่ ๒) ภายหลังอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ.๒๓๑๐ ไม่นาน เจ้าตากผู้รวบรวม กำลังไพร่พลตีได้เมืองจันทบุรี และตราด เจ้าตากจึงไปตั้งมั่นอยู่ที่เมืองจันทบุรี จนสามารถรวบรวมกำลังผู้คน อาวุธ และเสบียงอาหารได้พอสมควร และได้นำกำลังทัพออกจากจันทบุรีโดยทางเรือ เข้ามาทางแม่น้ำเจ้าพระยา และสามารถขับไล่กองทัพพม่าออกไปจากกรุงศรีอยุธยาได้

         เจ้าตากได้รับการยกย่องขึ้นเป็นผู้นำ และได้สถาปนาเมืองธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีแทนกรุงศรีอยุธยา เจ้าตากได้ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ปกครองราชอาณาจักร และทรงปฏิบัติ พระราชกรณียกิจ เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับบ้านเมืองต่อไป จนได้รับการถวายพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”

         ภายหลังที่กรุงศรีอยุธยาแตก ครั้งที่ ๒ ถึงแม้ว่าผู้คนจะล้มตายมากมาย และถูกกวาดต้อนไปพม่า ก็ยังมีพวกที่หนีตาย เข้าไปอยู่ในป่าอีกไม่น้อยส่วนเชลยไทยที่ถูกต้อนไปพม่า ปัจจุบันยังตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งคลองชะเวตาชอง หรือคลองทองคำ ห่างจากเมืองมัณฑเลย์ ประมาณ ๑๓ กม. มีวัดระไห่เป็นศูนย์กลางหมู่บ้าน และมีตลาดโยเดีย (เป็นคำที่ชาวพม่าเรียกคนอยุธยา) รวมทั้งมีการรำโยเดีย คล้ายท่าพรหมสี่หน้าแบบไทย ปรากฏอยู่เป็นหลักฐาน

         ส่วนพวกคนไทยที่หนีตายไปอยู่ป่า และได้กลับมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารกับสมเด็จ  พระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น ซึ่งคนฝั่งธนบุรีส่วนใหญ่จะเป็นคนกรุงเก่านั่นเอง นอกจากกลุ่มคนไทยดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีบางส่วนกลับมาทำมาหากินอยู่ในชุมชนเดิมสมัยกรุงศรีอยุธยายังไม่เสียแก่พม่า โดยอาศัยอยู่ทั้งในตัวเกาะเมือง และนอกเกาะเมือง

 

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 

5923-7-8588

         สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระนามเดิมว่า สิน ในจดหมายเหตุโหร บันทึกไว้ว่าเสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันอาทิตย์เดือน ๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีขาล ฉอศก จุลศักราช ๑๐๙๖ ตรงกับวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๗ ในหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ กล่าวถึงพระราชประวัติก่อนขึ้นครองราชย์ว่า บ้านใกล้กำแพงพระนครศรีอยุธยาตั้งบ้านเรือนตรงหน้าบ้านเจ้าพระยาจักรี สมุหนายก พระราชบิดาเดิมชื่อไห(ย)ฮอง มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนพัฒน์(นายอากรบ่อนเบี้ย) พระราชมารดาชื่อ นกเอี้ยง ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นกรมพระเทพามาตย์ (หลักฐานจีนเรียก ลั่วยั้ง หรือนางนกยาง) ซึ่งตรงกับแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เจ้าพระยาจักรีสมุหนายกรับเลี้ยงในฐานะบุตรบุญธรรม

         พระนามที่เรียกขานในเอกสารต่างๆ ได้แก่ พระเจ้าตากสินมีพระนามในพระราชพงศาวดารโดยทั่วไป ดังนี้

                  ๑.สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ เมื่อทรงครองราชย์

                  ๒.สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เรียกกันโดยทั่วไป

                  ๓.พระเจ้าตากสิน ประชาชนเรียก

                  ๔.หลวงยกกระบัตร (ตำแหน่งเดิม)

                  ๕.พระยาวชิรปราการ (ตำแหน่งเดิม)

         ส่วนพระนามอื่นๆ พบบ้าง ทั้งในเอกสารของต่างประเทศ และในบันทึกร่วมสมัย

         เมื่ออายุได้ ๑๓ ปี เจ้าพระยาจักรี ได้นำเข้าถวายตัวรับราชการเป็นมหาดเล็ก ทำราชการอยู่ในบังคับบัญชาของหลวงศักดิ์นายเวร เมื่ออายุได้ ๒๑ ปี เจ้าพระยาจักรี ได้ทำการอุปสมบท ให้ในสำนักพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาสน์ (วัดเชิงท่า) ซึ่งในขณะนั้น สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ หรือนายทองด้วงก็ได้บวชอยู่ในวัดจนมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันกับพระเจ้าตากสินในช่วงที่อุปสมบทอยู่ด้วยกัน ระหว่างที่บวชนั้น ความมีบุญวาสนาสูงของพระภิกษุสิน และพระภิกษุทองด้วงนี้ได้ปรากฏเด่นชัดเมื่อซินแสจีนผู้หนึ่งได้ทำนายทายทักพระภิกษุทั้งสองว่า ทั้งสองท่านนั้นต่อไปภายภาคหน้าจะได้เป็นกษัตริย์ทั้งคู่

         พระภิกษุสินกับพระภิกษุทองด้วงได้ฟังคำนั้นก็นึกขบขันมิได้เชื่อถือแต่อย่างใด เพราะคนที่เป็นสหายกันนั้นจะได้เป็นกษัตริย์เหมือนกันได้อย่างไร

         ครั้นเมื่อพระภิกษุสินอุปสมบทได้สามพรรษาจึงลาสิกขาเข้ารับราชการตามเดิม ในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา เป็นที่โปรดปรานจนกระทั่งได้เลื่อนเป็นมหาดเล็กในสังกัดกรมมหาดไทย และกรมวัง(ในส่วนของการอุปสมบทนี้ รายละเอียดมีความแตกต่างกันในหลายตำรา)

         ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ (สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓) ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นข้าหลวงพิเศษเดินทางไปชำระคดีความตามหัวเมืองฝ่ายเหนือ มีความดีความชอบ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองตาก(ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับกฎหมาย ช่วยราชการพระยาตาก) ต่อมาเมื่อพระยาตากถึงแก่กรรม ก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาตากแทน ในขณะที่ทรงดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตาก ทรงปรับปรุงเมืองตากจนเจริญรุ่งเรือง หลักฐานประวัติศาสตร์บางแห่งกล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าเอกทัศโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งพระยาวิเชียรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นหัวเมืองชั้นเอกในสมัยนั้น พอดีพม่ายกทัพเข้ามารุกรานพระราชอาณาจักรไทย และเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา เจ้าเมืองใหม่จึงต้องยับยั้งการเดินทางไปรับตำแหน่ง เพื่ออยู่ช่วยราชการสงครามที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อปีพ.ศ.๒๓๐๙ เสียก่อน มีผลให้ชื่อเสียงความเป็นนักรบฝีมือเลิศเลื่องลือไป จนสามารถรวบรวมไพร่พลกลับมากอบกู้กรุงศรีอยุธยาในเวลาต่อมา

        สถานการณ์ช่วงเสียกรุง พ.ศ.๒๓๑๐มื่อพม่ายกกำลังเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาก่อนที่  กรุงศรีอยุธยาจะเสียแก่พม่าครั้งที่ ๒ ตาม พระราชพงศาวดารไทย พระยาตาก ซึ่งได้เลื่อนเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร ยังไม่ทันได้ไปครองเมือง ก็ได้เข้ามาช่วยราชการป้องกันกรุงศรีอยุธยาอย่างเข้มแข็ง แต่ในที่สุดเมื่อเห็นว่าการป้องกันกรุงศรีอยุธยาในครั้งนั้น ไม่อำนวยให้กระทำได้อย่างเต็มที่ และอยู่นอกอำนาจหน้าที่ที่พระองค์จะแก้ไขได้ จึงหาทางต่อสู้ใหม่ ตัดสินใจพาสมัครพรรคพวกตีฝ่าวงล้อมออกไปทางหัวเมืองชายทะเลตะวันออก

         โดยได้ถอนตัวจากการป้องกันพระนครพร้อมกับทหารจำนวนหนึ่งเพื่อไปตั้งตัว ได้ต่อสู้กับกองทหารพม่าที่บ้านพรานนก ได้ชัยชนะจากนั้น จึงนำกำลังทัพผ่านบ้านโพสาวหาญ(โพธิ์สังหาร) บ้านบางดง หนองไม้ทรุง เมืองนครนายก เมืองปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง

         พระราชวิเทคโศบายในการยึดจันทบุรี เจ้าตากเดินทัพจากระยอง ผ่านแกลงเข้าบางกระจะ มุ่งยึดจันทบุรี ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในบรรดาหัวเมืองชายทะเลตะวันออก เพื่อใช้เป็นฐาน กำลังฟื้นฟูขวัญของไพร่พล  มีเสบียงอาหารบริบูรณ์และบ้านเมืองยังเป็นปกติดีอยู่ ขั้นต้นจึงทำการเกลี้ยกล่อม โดยเจ้าตากส่งทูตถือศุภอักษรไป พระยาจันทบุรีรับคำเป็นไมตรีด้วยดีในขั้นแรก แต่แล้วต่อมาพระยาจันทบุรีกลับไปร่วมมือด้วยขุนรามหมื่นส้อง กรมการเมืองเก่าระยองที่เคยคิดร้ายกับพระเจ้าตาก เมื่อไม่ยอมสวามิภักดิ์ เจ้าตากจึงต้องใช้จิตวิทยาในด้านการรบ มาใช้กับแม่ทัพนายกอง เพื่อต้องการรบให้ชนะ โดยสั่งให้ทุบหม้อข้าวหม้อแกงหมายไปกินอาหารมื้อเช้า ในเมือง ถ้าตีเมืองไม่ได้ก็ต้องอดตาย ครั้นถึงเวลาค่ำ เจ้าตากจึงได้สั่งให้ทหารไทยจีนลอบเข้าไปอยู่ ตามสถานที่ที่ได้วางแผนไว้ แล้วให้คอยฟังสัญญาณเข้าตีเมืองพร้อมกัน มิให้ส่งเสียงจนกว่าจะเข้าเมือง จึงให้โห่ขึ้นให้พวกอื่นรู้ พอได้ฤกษ์เวลา ๓ นาฬิกา เจ้าตากก็ขึ้นคอช้างพังคีรีบัญชร(บางแห่งว่า คีรีกุญชร) ให้ยิงปืนสัญญาณ บอกพวกทหารเข้าตีเมืองพร้อมกัน ส่วนเจ้าตากก็ไสช้างเข้าพังประตูเมือง ชาวเมืองที่ประจำการอยู่ก็ยิง ปืนใหญ่เข้าใส่ นายท้ายช้างเกรงว่าเจ้าตากจะถูกยิงจึงเกี่ยวช้างให้ถอยออกมา เจ้าตากชักดาบออกมา จะฟัน นายท้ายช้างจึงได้ขอชีวิตไว้ แล้วไสช้างเข้าชนทำให้บานประตูเมืองพังลง ทหารเจ้าตากจึงกรูกัน เข้าเมืองได้ พวกชาวเมืองต่างพากันละทิ้งหน้าที่หนีไป ส่วนพระยาจันทบุรีก็พาครอบครัวลงเรือหนีไปยัง เมืองบันทายมาศ เจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้ ณ วันอาทิตย์ เดือน ๗ แรม ๓ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๒๙ ปีกุน นพศก เพลา ๓ ยามเศษ ตรงกับวันที่ ๑๕ เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๓๑๐ หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว ๒ เดือน 

         เมื่อยึดเมืองจันทบุรีได้แล้ว เจ้าตากเข้าเมืองจันทบุรีแล้ว ก็ให้เกลี้ยกล่อมผู้คนให้กลับคืนมาสู่ภูมิลำเนาตามเดิม ได้แสดงความเมตตาปรานีให้เป็นที่ปรากฏอย่างกว้างขวาง มิได้ถือโทษผู้ที่ได้เป็นศัตรูต่อสู้มาแต่ก่อน ครั้นจัดการบ้านเมืองจันทบุรีเรียบร้อยดังเดิมแล้ว จึงเคลื่อนทัพออกจากเมืองจันทบุรีโดยทางสถลมารคไปเมืองตราด พวกกรมการ และราษฎรเกิดความเกรงกลัวต่างพากันมาอ่อนน้อมโดยดี ที่ปากน้ำเมืองตราด มีเรือสำเภาจีนมาทอดทุ่นอยู่หลายลำ เจ้าตากได้เรียกนายเรือมาพบ แต่พวกจีนนายเรือขัดขืนต่อสู้ เจ้าตากจึงลงเรือรบ คุมกองเรือไปล้อมสำเภาจีนเหล่านั้น ได้ทำการต่อสู้กันอยู่ประมาณครึ่งวัน เจ้าตากก็ยึดสำเภาจีนไว้ได้หมด ได้ทรัพย์สินสิ่งของมา เป็นจำนวนมาก เป็นที่น่าสังเกตว่าเรือรบไทยสมัยนั้น มีขนาดพอๆ กับเรือยาวที่ใช้แข่งตามแม่น้ำ เมื่อสามารถเข้าตียึดเรือสำเภาขนาดใหญ่ที่ใช้เดินทะเล และมีปืนใหญ่ประจำเรือด้วยได้นั้น แสดงว่าแม่ทัพเรือ และทหารเรือ จะต้องมีความสามารถมาก

         เมื่อจัดการเมืองตราดแล้ว พอเข้าฤดูฝนจึงกลับสู่เมืองจันทบุรี รวบรวมฝึกฝนกำลังคน และสะสมเสบียงอาหาร อาวุธ มีการต่อเรือรบได้ถึง ๑๐๐ ลำเศษ เพื่อยกทัพไปกรุงศรีอยุธยาในฤดูแล้ง ซึ่งมีบันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ ระหว่างทางเจ้าตากได้นายทัพนายกอง เพิ่มเติมมากขึ้น เพราะต่างก็ได้เห็นความสามารถของเจ้าตากในการทำศึกแล้ว

         การกอบกู้เอกราช เมื่อพระองค์ทรงรวบรวมกำลังพลยกกำลังตีค่ายทหารพม่าที่โพธิ์สามต้น และค่ายอื่นๆ แตกทุกค่ายเข้ายึดกรุงศรีอยุธยาจากพม่าได้เมื่อเดือน ๑๒ ปี พ.ศ.๒๓๑๐ และทำการกู้เอกราชกรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จในเวลาเพียงเจ็ดเดือน

         หลังจากขับไล่พม่าออกไปแล้วพระองค์ก็ได้ทำพิธีปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ ครองกรุงธนบุรี เมื่อวันพุธ เดือนอ้าย แรม ๔ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก ตรงกับวันที่ ๒๘ เดือนธันวาคม พ.ศ.๒๓๑๑ ขณะมีพระชนมายุได้ ๓๔ พรรษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ หรือสมเด็จพระบรมราชที่ ๔ แต่คนทั่วไปนิยมขนานพระนามพระองค์ว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

         พระองค์ทรงเห็นว่า กรุงศรีอยุธยาที่ถูกฝ่ายพม่าเผาผลาญวอดวาย ทำลายบ้านเมืองไปหมดสิ้น เกินกว่าที่จะบูรณปฎิสังขรณ์ให้กลับเป็นเมืองหลวงได้ จึงได้เลือกเมืองธนบุรี ที่มีความเหมาะสมกว่าขึ้นเป็นราชธานี

         พระราชกรณียกิจของพระองค์ในลำดับต่อมา ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๓๑๐ ไปจนถึงพุทธศักราช ๒๓๒๕ ได้มีการทำศึกสงครามเกือบตลอดเพื่อรวบรวม ป้องกัน และขยายพระราชอาณาเขต สำหรับเหตุการณ์ที่สำคัญๆ อาจจะสรุปได้ดังนี้

         ภายหลังปราบดาภิเษกแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงดำเนินการสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงทันที โดยนอกจากจะทรงทำสงครามขับไล่พม่ากว่า ๑๐ ครั้งแล้ว ยังทรงปราบปรามบรรดาคนไทยที่แยกตัวไปตั้งเป็นชุมนุมต่างๆ เพราะหลังจากกรุงศรีอยุธยาได้เสียแก่พม่าแล้ว บรรดาหัวเมืองก็พากันตั้งตนเป็นเจ้าเมืองหลายเมืองด้วยกัน เกิดการรบรากันไปทั่ว ซึ่งสามารถแยกเป็นชุมนุมได้ดังนี้

         ๑.ชุมนุม “เจ้าตาก” หรือพระยาตาก (สิน) ได้ออกไปตั้งส้องสุมรี้พล อยู่ทางชายทะเลฝั่งตะวันออก โดยตั้งต้นขึ้นเป็น “เจ้าตาก” ซึ่งในขณะที่กำลังรวบรวมกำลังคน น้องชายของหลวงกระบัตรราชบุรี (ทองด้วง) ก็ได้มาสมัครเข้าเป็นพรรคพวกร่วมด้วย ซึ่งเจ้าตาก (สิน) ก็ได้ตั้งให้นายสุจินดา (บุญมา) เป็นที่พระมหามนตรี

         ๒.ชุมนุม “เจ้าพระฝาง” พระสังฆราชเมืองสวางคบุรี นามเดิมชื่อ มหาเรือน มีสมัครพรรคพวกผู้คนนับถือมาก ได้ส้องสุมผู้คนเข้าด้วยเป็นหลายเมืองตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า แต่มิได้สึกออกเป็นคฤหัสถ์ คงอยู่ในสมณเพศ และนุ่งห่มผ้าแดงทั้งปวง จึงเรียกว่า พระเจ้าฝาง มีอาณาเขตตั้งแต่เมืองพิษณุโลกขึ้นไปจนถึงเมืองน้ำปาด กระทั่งแดนลาวกับแควปากน้ำพิง

         ๓.ชุมนุม “เจ้าพระยาพิษณุโลก” โดย เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ได้ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า มีอาณาเขตตั้งแต่เมืองพิษณุโลกลงมาจนถึงนครสวรรค์ กับแควปากน้ำโพ ต่อมาภายหลังเจ้าตาก(สิน) ได้ยกทัพไปตีเมืองแต่ไม่สำเร็จ เจ้าพระยาพิษณุโลกก็มีความกำเริบคิดว่าตัวเองมีบุญญาธิการมาก จึงตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินรับพระราชโองการอยู่ได้ประมาณ ๗ วัน ก็ได้เกิดเป็นวัณโรคขึ้นในคอ ถึงพิราลัย  พระอินทรอากร ผู้น้องก็ขึ้นครองเมืองต่อไป แต่มิได้ตั้งตัวเป็นเจ้าด้วยกลัวว่าจะเป็นจัญไรเหมือนพี่ชาย เมื่อเจ้าพระฝางรู้ข่าว เจ้าพระยาพิษณุโลก(เรือง) ถึงพิราลัยแล้ว ก็ยกกองทัพลงมาตีเมืองพิษณุโลก ทำการรบอยู่ ๓ เดือน เมืองพิษณุโลกก็แตก เจ้าพระฝางจึงให้ประหารชีวิตพระอินทรอากรเจ้าเมืองเสีย แล้วให้เอาศพขึ้นประจานไว้ในเมือง บรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงจึงตกเป็นสิทธิแก่เจ้าพระฝางตั้งแต่นั้นมา

         ๔.ชุมนุม“เจ้าพิมาย” (หรือกรมหมื่นเทพพิพิธพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) หนีไปเข้ากับ พระพิมาย ตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินเรียกว่า เจ้าพิมาย และตั้งพระพิมายเดิมนั้นเป็น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ผู้สำเร็จราชการ มีอาณาเขตตั้งแต่หัวเมืองตะวันออกฝ่ายดอน ไปจนถึงแดนกรุงศรีสัตนาคนหุต และกรุงกัมพูชา ฝ่ายใต้ลงมาถึงเมืองสระบุรี ตลอดลำน้ำแควป่าสัก

         ๕.ชุมนุม “เจ้านคร” (หนู) หลวงนายสิทธิพระปลัด ซึ่งว่าราชการอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ได้ตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าเรียกว่า เจ้านคร มีอาณาเขตแผ่ออกไปตั้งแต่เมืองชุมพร จนต่อแดนถึงเมืองมลายู และขึ้นมาถึงเมืองชุมพร เมืองปทิว

         ๖.ดินแดนส่วนกลาง เป็นอาณาเขต ซึ่งพม่าได้ให้ พระนายกองโพธิ์สามต้น เป็นผู้ปกครองอยู่

         พระองค์ทรงใช้เวลาในการปราบปรามชุมนุมต่างๆ อยู่ ๓ ปีจึงปราบปรามได้เสร็จสิ้น เมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๓ ทำให้พระราชอาณาจักรเป็นปึกแผ่น ส่วนหัวเมืองมลายูได้แก่ เมืองปัตตานี เมืองไทรบุรี เมืองกลันตัน และเมืองตรังกานู ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยามาแต่เดิม และได้แยกตัวเป็นอิสระเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พระองค์เห็นว่ายังไม่พร้อม และยังไม่มีความสำคัญเร่งด่วน ที่จะไปปราบปรามจึงได้ปล่อยไปก่อน

9948837

         ในการทำสงครามกับพม่าในระยะต่อมา พระองค์ได้เปลี่ยนหลักนิยมในการยึดพระนครเป็นที่ตั้งรับข้าศึก มาเป็นการยกกำลังไปยับยั้งข้าศึกที่ชายแดน ทำให้ประชาชนพลเมืองไม่ได้รับอันตรายเสียหายเดือดร้อนจากข้าศึก ในรัชสมัยของพระองค์ ได้มีการทำสงครามขยายพระราชอาณาเขต ของกรุงธนบุรีออกไปอย่างกว้างขวาง โดยได้ทำศึกสงครามกับพม่า และอาณาจักรอื่นๆ ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญในรัชกาล คือ

         พ.ศ.๒๓๑๐ ศึกพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น สามารถยึดครองกรุงศรีอยุธยาคืน เท่ากับเป็นการกอบกู้เอกราชได้สำเร็จ

         พ.ศ.๒๓๑๐ ศึกพม่าที่บางกุ้ง หลังจากตีค่ายโพธิ์สามต้นแตก ทัพพม่าทั้งทางบก ทางเรือ ได้เข้าล้อมค่ายจีนที่บางกุ้ง แขวงเมืองสมุทรสงคราม ขณะที่ค่ายจวนเจียนจะแตก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกทัพเรือขึ้นไปตีทัพพม่าแตกพ่าย เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวไทยให้เลิกหวั่นเกรงพม่าหลังจากเสียกรุง ศึกหนนี้ทำให้ชุมนุมต่างๆที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ ยอมรับในพระราชอำนาจ และเข้าสวามิภักดิ์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

         พ.ศ.๒๓๑๒ ศึกเมืองเขมรครั้งที่ ๑ เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า กัมพูชาซึ่งเป็นประเทศราชของไทยจึงตั้งตัวเป็นอิสระ  อีกทั้งกัมพูชาไม่ยอมรับในตัวพระองค์ที่มิได้เป็นเชื้อพระวงศ์ พระองค์จึงส่งกองทัพไปปราบ ตีได้เมืองเสียมราฐ พระตะบอง และโพธิสัตว์ ระหว่างนั้นเกิดข่าวลือว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งกำลังยกทัพไปตีเมืองนครศรีธรรมราชอยู่ สิ้นพระชนม์ กองทัพไทยในกัมพูชาจึงรีบยกทัพกลับ

         พ.ศ.๒๓๑๔ ศึกเมืองเชียงใหม่ ครั้งที่ ๑ กองทัพพม่ามาจากเชียงใหม่ลงมาตีเมืองสวรรคโลก เจ้าพระยาสุรีสีห์ เจ้าเมืองพิษณุโลก พระยาสีหราชเดโช เจ้าเมืองพิชัย และพระยาท้ายน้ำ เจ้าเมืองสุโขทัย ช่วยกันไล่พม่าได้สำเร็จ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็เสด็จกรีธาทัพไปช่วย แต่ไปถึงกลางทางก็ทรงทราบข่าวว่าเจ้าเมืองทางเหนือช่วยกันรบกับพม่าจนชนะศึกแล้ว จึงยกทัพไปตีพม่าที่เมืองเชียงใหม่ ด้วยเชียงใหม่ตกเป็นของพม่ามาตั้งแต่ก่อนเสียกรุง และถือเป็นฐานใหญ่ทางหัวเมืองเหนือของไทย จึงทรงต้องการช่วงชิงคืน ศึกครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไพร่พลน้อย  พม่ายังคงมีอิทธิพลที่เชียงใหม่ แต่พระเจ้ากรุงธนบุรีก็ได้รู้จักภูมิลำเนาทางเมืองเหนือไว้ สำหรับคิดการข้างหน้า

         พ.ศ.๒๓๑๓ – ๒๓๑๔ ศึกเมืองเขมรครั้งที่ ๒ กัมพูชายกทัพเข้ามาตีชายแดนไทยแถบเมืองจันทบุรี แต่ถูกทหารไทยตีแตกกลับไป ดังนั้นในปีพ.ศ.๒๓๑๔ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงยกทัพไปตีกัมพูชาครั้งที่ ๒ และได้กัมพูชากลับมาเป็นประเทศราชตามเดิม

         พ.ศ.๒๓๑๕ – ๒๓๑๖ ศึกพม่าตีเมืองพิชัย พม่ายกทัพมาตีเมืองพิชัยครั้งแรกเจ้าพระยาสุรสีห์และพระยาสีหราชเดโช ช่วยกันขับไล่พม่าได้สำเร็จ พม่ายกทัพมาตีเมืองพิชัยซ้ำอีก ทัพไทยช่วยกันขับไล่พม่าจนแตกพ่าย สงครามครั้งนี้ เกิดวีรกรรมของ “พระยาพิชัยดาบหัก” ซึ่งท่านเป็นทหารเอกฝีมือดีของพระเจ้าตากสินท่านหนึ่งด้วยเช่นกัน

220px-พระยาพิชัย

         พ.ศ.๒๓๑๗ ศึกเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ ๒ พระเจ้ากรุงธนบุรียกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ครั้งที่ ๒ ได้หัวเมืองล้านนาไทยกลับคืนมาอยู่ในราชอาณาจักร(ยกเว้นเมืองเชียงแสน) เพราะผู้นำท้องถิ่น คือ พระยาจ่าบ้าน และพระยากาวิละ เป็นกำลังสำคัญในการทำศึกภายในร่วมกับทัพของพระองค์

         พ.ศ.๒๓๑๗  ศึกพม่าที่บางแก้ว พม่ายกทัพใหญ่เข้ามาทางเมืองกาญจนบุรีตั้งค่ายที่บางแก้ว ราชบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกทัพจากหัวเมืองเหนือมารับศึก เข้าล้อมค่ายจับพม่าเป็นเชลยจำนวนมากกว่า ๑, ๐๐๐ คน ทำให้คนไทยเลิกครั่นคร้ามพม่า และมั่นใจในการรบมากขึ้น ศึกครั้งนี้พระเทพโยธาถูกประหารชีวิต โทษฐานขัดพระราชโองการห้ามมิให้ผู้ใดแวะระหว่างทางเดินทัพจากหัวเมืองเหนือลงมา

         พ.ศ.๒๓๑๘ ศึกอะแซหวุ่นกี้ตีเมืองพิษณุโลก อะแซหวุ่นกี้เป็นแม่ทัพพม่ายกทัพใหญ่มุ่งโจมตีหัวเมืองเหนือ เข้าล้อมพิษณุโลกถึง ๓๐, ๐๐๐ คน และล้อมสุโขทัยอีก ๕,๐๐๐ คน เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ เป็นแม่ทัพรับศึกพม่าที่พิษณุโลก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกทัพหลวงขึ้นไปช่วย ปะทะกันเป็นศึกใหญ่ ทัพไทยรับศึกไม่ไหวจึงสละเมือง ประจวบกับพม่าเกิดผลัดแผ่นดินอะแซหวุ่นกี้จึงยกทัพกลับ ศึกครั้งนี้อะแซหวุ่นกี้ขอดูตัวเจ้าพระยาจักรี และทำนายว่าจะได้เป็นกษัตริย์ต่อไป (นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า อะแซหวุ่นกี้ ขอดูตัวนี้เป็นการเพิ่มเติมขึ้นมาในภายหลัง)

         พ.ศ.๒๓๑๙ ศึกเมืองนครจำปาศักดิ์ ในระหว่างที่ไทยทำสงครามกับพม่านั้น เจ้าเมืองนางรอง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของนครราชสีมาเอาใจออกห่างไปคบคิดกับเจ้าโอเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ เอาเมืองไปขึ้นกับจำปาศักดิ์ ดังนั้น เมื่อเสร็จศึกอะแซหวุ่นกี้แล้วพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพยกไปปราบ เมื่อตีได้ถ้าเป็นกบฎจริงให้สำเร็จโทษ ส่วนเจ้าจำปาศักดิ์คอยหนุนหลังอยู่เตรียมจะยกมาช่วยเมืองนางรอง เจ้าพระยาจักรีจึงทูลขอทัพทางกรุงไปช่วย โปรดให้เจ้าพระยาสุรสีห์ยกทัพไปช่วยปราบ กองทัพไทยตีจำปาศักดิ์ได้ เจ้าโอหนีไปเมืองสีทันดร เจ้าอิน(อุปรา) หนีไปเมืองอัตปือ ไทยตามจับได้จึงประหารชีวิตเสีย

         ไทยได้อาณาเขตลาวใต้ มีจำปาศักดิ์ สีทันดร อัตปือ และดินแดนที่เรียกว่าเขมรป่าดง แถบเมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ และเมืองขุขันมาไว้ในราชอาณาเขต (ขุขัน และสังขะคือเขตจังหวัดศรีสะเกษ อันรวมเขตเขาพระวิหารไว้ด้วย)

         ชัยชนะครั้งนี้ เจ้าพระยาจักรีได้แสดงความสามารถ ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาล่าวไว้ว่า

         …เจ้าพระยาทั้งสองก็เลิกทัพกลับมาถึงพระนครในเดือน ๖ ปีระกา นพศก ศักราช ๑๑๓๙  จึงทรงพระกรุณาโปรดปูนบำเหน็จเจ้าพระยาจักรี ตั้งให้เป็น เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิลึกมหิมา ทุกนัคราระอาเดช นเรศรราชสุริยวงศ์ องค์อัครบาทมุลิกากร บวรรัตนบรินายก ณ กรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธยา แล้วพระราชทานพานทอง เครื่องยศเหมือนอย่างเจ้าต่างกรม ให้ยิ่งกว่าท้าวพระยาข้าละอองธุลีพะบาท ทั้งปวง 

         พ.ศ.๒๓๒๑ ศึกตีเมืองเวียงจันทน์ พระวอ เสนาบดีเมืองเวียงจันทน์ เกิดวิวาทกับเจ้า  สิริบุญสารยกทัพมาจับพระวอฆ่าเสีย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงส่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์ให้ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ และหลวงพระบาง เจ้าศิริบุญสารสู้ไม่ได้จึงหนีไป ในครั้งนั้นเจ้าผู้ครองนครหลวงพระบางได้เข้าขอสวามิภักดิ์กองทัพไทย ทำให้ไทยได้หัวเมืองล้านช้างเป็นประเทศราชทั้งหมด(กลับมาขึ้นกับไทยอีกครั้งหนึ่ง)

         พ.ศ.๒๓๒๒ กองทัพไทยนำโดยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก กลับจากเวียงจันทน์พร้อมกับได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร(พระแก้วมรกต) และพระบางจากเมืองเวียงจันทน์มาไว้ที่กรุงธนบุรี และในปีเดียวกันหลวงวิชิต(หน)ได้แต่งอิเหนาคำฉันท์

         พ.ศ.๒๓๒๓ ศึกเมืองเขมรครั้งที่ ๓ เกิดจราจลในกัมพูชา พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก เจ้าพระยาสุรสีห์ เจ้าฟ้าขุนอินทรพิทักษ์(เจ้าฟ้าจุ้ย) ยกทัพไปตีกรุงกัมพูชา แต่ไม่ทันสำเร็จเกิดจราจลในกรุงธนบุรีเสียก่อน จึงต้องยกทัพกลับมา

         พ.ศ.๒๓๒๔ ในช่วงปลายรัชกาล สมเด็จพระเจ้าตากสินใฝ่พระราชหฤทัยในการพระศาสนาทำให้เข้าใจพระองค์ว่าบรรลุโสดาบัน เกิดความวุ่นวายทั้งแผ่นดิน ผู้คนถูกลงโทษเพิ่มขึ้นทุกวัน (ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา)ชาวกรุงเก่าบางพวกจึงรวมตัวก่อการกบฏ สมเด็จพระเจ้าตากสิน โปรดให้พระยาสรรค์(สรรคบุรี) ขึ้นไปปราบกบฏ แต่พระยาสรรค์กลับเข้ากับพวกกบฏยกทัพมาตีกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงรับผิด และยอมเสด็จออกผนวช ณ วัดแจ้ง(วัดอรุณราชวนาราม) ในกรุงธนบุรีเกิดความวุ่นวายฆ่าฟันกันไม่เว้นแต่ละวัน เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกรมขุนอนุรักษ์สงคราม(พระเจ้าหลานเธอในสมเด็จพระเจ้าตากสิน)เป็นฝ่ายพระยาสรรค์ กับพระยาสุริยอภัย (สมเด็จพระเจ้าหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก) ซึ่งนำทัพเมืองนครราชสีมามาปราบกบฏ พระยาสุริยอภัยเป็นฝ่ายมีชัยในที่สุด

         ระหว่างเกิดเหตุการณ์ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์ อยู่ระหว่าง ยกทัพไปปราบเขมร

         พ.ศ.๒๓๒๕ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ข่าวการจราจลจึงยกทัพกลับถึงกรุงธนบุรีในวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๓๒๕ ชาวเมืองต่างมาร้องขอให้ช่วยปราบยุคเข็ญ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จึงได้ไต่สวนโทษ จนทราบเหตุการณ์ทั้งปวง และให้บรรดาข้าราชการพิจารณาปรึกษาโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ มติ คือ ให้สำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินเสีย ส่วนพระยาสรรค์ และพวกก็ถูกลงโทษตามกันไป หลังจากนั้น เหล่าไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ จึงอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบต่อมา

         หลังจากขึ้นครองราชย์ทรงฟื้นฟูบ้านเมืองในด้านต่างๆ ดังนี้

         ด้านการปกครอง ในสมัยกรุงธนบุรีนั้น ยืดถือแบบการแบบกรุงศรีอยุธยา โดยแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้

  • ส่วนกลาง กรุงธนบุรีเป็นศูนย์กลาง มีอัครมหาเสนาบดีตำแหน่ง “เจ้าพระยา” จำนวน ๒ ท่าน ได้แก่

         ๑.สมุหนายก เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายพลเรือน เป็นผู้ดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทั้งในราชการฝ่ายทหารและพลเรือน ในฐานะเจ้าเสนาบดีกรมมหาดไทย ผู้เป็นจะมียศเป็น “เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์” หรือที่เรียกว่า “ออกญาจักรี”

         ๒.สมุหพระกลาโหม เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายทหาร เป็นผู้ดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งปวง ยศนั้นก็จะมี “เจ้าพระยามหาเสนา” หรือที่เรียกว่า “ออกญากลาโหม”

  • จตุสดมภ์ นั้นยังมีไว้เหมือนเดิม มีเสนาบดีตำแหน่ง “พระยา” จำนวน 4 ท่าน ได้แก่

         ๑.กรมเวียง หรือนครบาล มีพระยายมราชทำหน้าที่ดูแล และ รักษาความสงบเรียบร้อยภายในพระนคร

         ๒.กรมวัง หรือธรรมาธิกรณ์ มีพระยาธรรมาธิกรณ์ ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตพระราชฐาน

         ๓.กรมคลัง หรือโกษาธิบดี มีพระยาโกษาธิบดี ทำหน้าที่ดูแลการซื้อขายสินค้า ภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลหัวเมืองฝ่ายตะวันออกด้วย

         ๔.กรมนา หรือเกษตราธิการ มีพระยาพลเทพ ทำหน้าที่ดูแลการเกษตรกรรม หรือการประกอบอาชีพของประชาชน

KrungThonburi

         ด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ เศรษฐกิจในสมัยธนบุรี เป็นเศรษฐกิจแบบยังชีพ เช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ พอทำมาหากินในแต่ละครอบครัว การทำนาเป็นอาชีพหลัก นอกจากหนั้นมีการปลูกฝ้าย ยาสูบ อ้อย ผัก และผลไม้กันทั่วไป ครั้นบ้านเมืองพ้นจากสงครามไม่มีข้าศึกมารบกวน ราษฎรได้มีเวลาทำมาหากิน ทำให้ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น บ้านเมืองจึงสามารถกลับฟื้นคืนสู่สภาพปกติได้ภายในเวลาไม่กี่ปี ส่งผลให้เกิดธุรกิจการผลิต และการติดต่อค้าขยายขยายกว้างออกไป เกิดบริเวณชุมชนตามแหล่งผลิตต่างๆ เพิ่มขึ้น และได้ค่อยๆเติบโตเป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่

         มีการส่งเรือสำเภาไปค้าขายยังประเทศจีน อินเดียตอนใต้ และประเทศใกล้เคียง สินค้าที่ส่งออก ได้แก่ ดีบุก พริกไทย ครั่ง ไม้หอม ฯลฯ ซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในสมัยนั้นโปรด

         รัชกาลของพระเจ้าตากสินชาวจีนมีเพิ่มขึ้น และเจริญรุ่งเรืองขึ้น ตูร์แปง เขียนไว้เมื่อ ค.ศ.1770(พ.ศ.๒๓๑๓) ตามหลักฐานประจักษ์พยานเรื่องราวเมื่อต้นรัชสมัยของพระเจ้าตากสิน ความว่า

         “ชุมชนชาวจีนมีเป็นจำนวนมาก และรุ่งเรืองที่สุดเนื่องมาจากการค้า และสิทธิพิเศษที่ได้รับ” 

          ครอเฟริ์ด ซึ่งเป็นชาวยุโรปคนแรกผู้หนึ่งที่มาเยือนสยาม ภายหลังพระเจ้าตากสินเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ แล้วเขียนไว้ว่า

         “ด้วยการที่พระองค์สนับสนุนคนจีนเป็นพิเศษ จึงเท่ากับชักชวนให้พวกเหล่านี้เข้ามาอยู่อาศัยในสยาม และตั้งหลักแหล่งอยู่ได้เป็นจำนวนมากเช่นนี้ การยินยอมพลเมืองชาวจีนเป็นกรณีพิเศษนี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านวัตถุซึ่งเกิดขึ้นในราชอาณาจักรมานานนับศตวรรษๆแล้ว แต่ครั้งนี้เกือบจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

         ตามที่คณะสอนศาสนาคาทอลิกชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในสยามสมัยนั้นกล่าวไว้ว่า การกอบกู้ฐานะทางเศรษฐกิจของสยามได้อย่างรวดเร็ว ภายหลังจากที่พม่าปล้นกรุงศรีอยุธยานั้นเป็นเพราะชาวจีนที่มีอยู่ใน ค.ศ.1768 – 1769(พ.ศ.๒๓๑๑ – ๒๓๑๒) ชาวจีนในอยุธยาได้ไปขุดคุ้ยเมืองอย่างละเอียดถี่ถ้วน และได้พบทรัพย์สมบัติมหาศาลจากซากปรักหักพัง และภายในพระเจดีย์ต่างๆ

         ทรงเอาผิดและลงโทษบุคคลที่บ่อนทำลายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง และเฉียบขาด อย่างเช่นกรณี ขุนอินทรไกรลาศ และนายน้อยชินะ ได้คบคิดกันลักลอบทำเงินพดด้วงจึงให้ประหารชีวิตทันที หรือกรณีหลวงอินทรเทพ เบิกข้าวหลวงที่เตรียมไว้แจกจ่ายแก่ไพร่ในกองทัพ แต่กลับเอาข้าวนั้นไปขาย

         ด้านศิลปกรรมและวรรณกรรม ด้านศิลปกรรม ในสมัยนี้ แม้สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรีจะมีการงานศึกสงครามแทบจะมิได้ว่างเว้นก็ ตาม แต่ก็ทรงหาโอกาสฟื้นฟู และบำรุงศิลปกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านนาฏดุริยางค์ และวรรณกรรม ด้านนาฏดุริยางค์โปรดให้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างบรรยากาศที่รื่นเริงครึกครื้นเหมือนครั้งกรุงเก่านับเป็นวิธี บำรุงขวัญที่ใกล้ตัวราษฎรที่สุด พระราชทานโอกาสให้ประชาชนทั่วไป เปิดการสอนและออกโรงเล่นได้โดยอิสระ เครื่องแต่งกายไม่ว่าจะเป็นเครื่องต้นเครื่องทรงก็แต่งกันได้ตามลักษณะเรื่อง แม้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเองก็คงจะทรงสนพระทัยในกิจการด้านนี้มิใช่น้อย ด้วยมักจะโปรดให้มีละคร และการละเล่นอย่างมโหฬารในงานสมโภชอยู่เนืองๆ

         สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงพระราชนิพนธ์บทละครรามเกียรติ์ไว้ ๔ เล่ม สมุดไทยแบ่งเป็นตอนไว้ ๔ ตอน คือ

         เล่ม ๑ ตอนพระมงกุฎ

         เล่ม ๒ ตอนหนุมานเกี้ยววานรินจนท้าวมาลีวราชมา

         เล่ม ๓ ตอนท้าวมาลีวราชพิพากษา จนทศกรรฐ์เข้าเมือง

         เล่ม ๔ ตอนทศกรรฐ์ตั้งพิธีทรายกรด, พระลักษณ์ต้องหอกกบิลพัสตร์ จนผูกผมทศกรรฐ์กับนางมณโฑ

         ด้านการช่าง โปรดให้รวบรวมช่างฝีมือ และให้ฝึกงานช่างทุกแผนกเท่าที่มีครูสอน เช่น ช่างต่อเรือ ช่างก่อสร้าง ช่างรัก ช่างประดับ ช่างเขียน เป็นต้น สำหรับงานช่างต่อเรือได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเป็นยุคที่มีการต่อเรือรบ และเรือสำเภาค้าขายเป็นจำนวนมากมาย ช่างสมัยกรุงธนบุรีนี้ อาจจะไม่มีเวลาทันสร้างผลงานดีเด่นเฉพาะสมัย แต่ก็ได้เป็นผู้สืบทอดศิลปกรรมแบบอยุธยาไปสู่แบบรัตนโกสินทร์

         พระราชโอรสพระราชธิดา สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดากับสมเด็จพระอัครมเหษี กรมหลวงบาทบริจา และกรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ รวมทั้งพระสนมต่างๆ รวมทั้งสิน ๒๙ พระองค์

4505_1198850454_293

         ตลอดรัชสมัยของพระองค์ได้ทรงทำศึกสงครามมาตลอดเวลา ๑๕ ปี โดยมิได้หยุดหย่อน ได้ขยายพระราชอาณาเขตของกรุงธนบุรีออกไป จนเกือบเท่ากับสมัยกรุงศรีอยุธยาก่อนเสียกรุงแก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยเป็นล้นพ้น โดยเฉพาะได้ทรงกอบกู้เอกราชให้ชาติไทย รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ ๒๘ ธันวาคม ของทุกปี (ตรงกับวันทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์)เป็น วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน” นอกจากนั้นคณะรัฐมนตรียังมีมติให้ถวาย พระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”

         การจะศึกษาประวัติศาสตร์พึงระลึกอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ยึดติดกับอดีตจนเกินความพอดี ดังที่ ผู้เขียนเรื่องราวของพระเจ้าตากสิน ท่านนึง คือ ภาสกร วงศ์ตาวัน กล่าวไว้ว่า

         …ประวัติศาสตร์ ย่อม คือ ประวัติศาสตร์ เรื่องเล่าก็ย่อม คือ เรื่องเล่า หากเกิดไม่ทัน และไม่ได้อยู่ร่วมเหตุการณ์จริงย่อมไม่มีใครรู้จริง กระทั่งกรุงรัตนโกสินทร์ตั้ง และสืบมาจนถึงวันนี้กว่า ๒๐๐ ปี ความนัยสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ยังกลายเป็นความนัยที่ยากยิ่งนักจะสามารถขุดคุ้ยขึ้นมาดูกันได้อย่างชัดเจน…

 

 

อรรถาธิบายกรุงธนบุรี

           ๑.เกี่ยวกับคำว่า พระประศาสน์อย่างเจ้าเมืองเอก ที่พบเห็นได้ทั่วไปในบทความของพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งคำว่า พระประศาสน์ หมายถึงคำสั่ง ระดับสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่ง คำว่าสมเด็จเจ้าพระยา พึ่งมีครั้งแรกในสมัยพระเจ้าตากสิน (แต่เจ้าพระยา นั้นมีมาก่อนแล้วในสมัยอยุธยา) ตำแหน่งเจ้าพระยานั้น เป็นบรรดาศักดิ์ขุนนางที่สูงที่สุด ตามไอยการนาพลเรือน นาทหาร หัวเมืองในสมัยอยุธยา มีเพียง ๕ ตำแหน่ง (หาอ่านได้ใน บรรดาศักดิ์ไทย – วิกิพีเดีย) และพระประศาสน์ของพระเจ้าตากสิน มีต่อท้ายว่า อย่างเจ้าเมืองเอก ก็น่าจะเป็นระดับขั้นต่ำสุดของเจ้าพระยาใน ๕ ตำแหน่ง เทียบได้กับ เจ้าพระยามหานครผู้ครองหัวเมืองชั้นเอก(ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ไร่)

         ๒.เกี่ยวกับ ชื่อบิดาของพระเจ้าตากสิน….สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีขณะทรงผนวช มีพงศาวดารได้กล่าวไว้ว่า ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีชาวจีนแต้จิ๋วคนหนึ่งนามว่า ไห(ย)ฮอง

         …ในหนังสือการเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ระบุว่า “ไหฮอง” ไม่ใช่ชื่อบุคคล แต่เป็นชื่อตำบลในมณฑลกวางตุ้ง

         ๓.พ.ศ.๒๓๑๘ ศึกอะแซหวุ่นกี้ตีเมืองพิษณุโลก ศึกครั้งนี้อะแซหวุ่นกี้ขอดูตัวเจ้าพระยาจักรี และทำนายว่าจะได้เป็นกษัตริย์ต่อไป….(นักวิชาการบางท่าน กล่าวว่า ฉากตอนอะแซหวุ่นกี้ ขอดูตัวนี้เป็นการเพิ่มเติมขึ้นมาในภายหลัง สันนิษฐานว่าโดยพระพิมลธรรม แห่งวัดพระเชตุพน เป็นงานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระพุทธยอดฟ้าฯโดยเนื้อความในพระราชพงศาวดารฉบับนี้(ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ หรือบางสมัยเรียกว่าฉบับหมอบรัดเลย์) ก็ได้ชำระจากฉบับพันจันทนุมาศ ส่วนใหญ่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก และพระพิมลธรรมนี้ได้ชื่อว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ประจำราชสำนัก)

         ๔. วีณา โรจนราธา (นักอักษรศาสตร์ ๗ กองวรรณกรรม และประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร)ได้ค้นคว้า และเรียบเรียงไว้ ในบทความ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ว่า

         …เรื่องการตีฝ่าวงล้อมพม่าไปตั้งตัวเพื่อกลับมากู้ชาติ ของพระเจ้าตากสินมหาราชฯ ปัจจุบันพบหลักฐานขัดแย้ง คือ พงศาวดารชิง บันทึกว่า เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก เจิ้งเจา(พระเจ้าตากสิน) อยู่ระหว่างยกทัพไปรบกับกัมพูชา และเอกสารดัทช์ ซึ่งได้ข้อมูลจากจดหมายพิพัทธโกษา ถึงบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (ค.ศ.1769 หรือ พ.ศ.๒๓๑๒) ระบุว่า ขณะเสียกรุงพระยาตากรับพระบรมราชโองการให้ไปรวบรวมพลที่เมืองจันทบุรี เพื่อมาช่วยกรุงศรีอยุธยา(กล่าวคือ ไม่ได้ตีฝ่าวงล้อม แต่อยู่นอกกรุงศรีอยุธยาแต่ทีแรกแล้วก่อนพม่าจะล้อมกรุง เพื่อรวบรวมพลที่เมืองจันทบุรีตามพระบรมราชโองการ)

          ๕.เกี่ยวกับ การเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าตากสิน ไม่มีหลักฐานปรากฏชัดเจน แต่นักวิชาการส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นปี พ.ศ.๒๓๑๑ สันนิษฐานจากเจ้าตากยึดกรุงศรีอยุธยาคืน ในเดือน ๑๒ ปีพ.ศ.๒๓๑๐ กว่าจะจัดการพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ รวมถึงฟื้นฟูบ้านเมือง และจากบันทึกเอกสารร่วมสมัยต่างๆ อาทิ จดหมายเหตุโหร ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๘  จดหมายเหตุของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ฯลฯ ได้กล่าวถึงเจ้าตาก ว่าในปี พ.ศ.๒๓๑๑ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่แล้ว

 

บรรณานุกรม

กระมล ทองธรรมชาติ และคณะ.ส๓๐๖ ประเทศของเรา ๔. กรุงเทพมหานคร : อักษรเจริญทัศนื, ๒๕๓๘.

กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม.สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช.กรุงเทพมหานคร:มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม, ๒๕๔๓.

ดนัย ไชยโยธา.ประวัติศาสตร์ไทย : ยุคกรุงธนบุรีถึงกรุงรัตนโกสินทร์.กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, ๒๕๔๖.

ปรเมศวร์ วัชรปาณ.พลิกประวัติศาสตร์ รัตนโกสินทร์ 10 ยุค.กรุงเทพ: ฐานบัณฑิต, ๒๕๕๕.

ประทีป ทองคำเปลว.ยอดคนในแผ่นดินไทย. กรุงเทพมหานคร : ไพลิน, ๒๕๔๓.

บ้านจอมยุทธ (ม.ป.ป). พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช(ออนไลน์) สืบค้น ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕.จาก,http://www.baanjomyut.com/library/2552/taksin/index.html ๒๕๔๙.

ภาสกร วงศ์ตาวัน.วีรกรรมพระเจ้าตากสิน มหาบุรุษกู้แผ่นดินสยาม. กรุงเทพมหานคร: สยามบันทึก ๒๕๕๐.

ทศยศ กระหม่อมแก้ว.พระเจ้าตากสิ้นพระชนม์ที่เมืองนคร.กรุงเทพมหานคร: ร่วมด้วยช่วยกัน,๒๕๕๐.

THIS_IS_ANFIELD (ม.ป.ป).บทความ ประวัติพระเจ้าตากสินมหาราช (พระยาตาก)(ออนไลน์)สืบค้น ๑๐ มกราคม ๒๕๕๖,จาก @cloud atcloud.com , http://atcloud.Com/stories/47020

มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา.นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย.กรุงเทพมหานคร : นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์ จำกัด, ๒๕๕๔.

ม.ป.ช.(๒๕๕๕).หลังกรุงแตก (ออนไลน์)สืบค้น ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๕, จากหอมรดกไทย,http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage

/nation/ayutaya/index3.htm๒๕๕๕.จาก, http://www.encyclopediathai.org/thaihis/ayut2307.htm

ม.ป.ช.(ม.ป.ป.)http://tc.mengrai.ac.th/angkana/sara4_files/page2_files/2.htm

ม.ป.ป. (2012).แผนที่กรุงธนบุรี(ออนไลน์) สืบค้น ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖, klongsarn,klongsarn.wordpress.com.wordpress.com

/2012/06/10/แผนที่กรุงธนบุรี/

สุดารา สุจฉายา.สารคดีชุดถาม – ตอบ เสริมความรู้สาระประวัติศาสตร์(ประวัติศาสตร์สมัยธนบุรี).กรุงเทพมหานคร: สารคดี, ๒๕๕๐.

Sunthai75.เหตุการณ์ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา (ออนไลน์) สืบค้น ๑ พฤศจิกายน, http://www.encyclopediathai.org/thaihis/thonburi.htm

จิรภัทร วรรัตน์ (๒๕๔๗).สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช(ออนไลน์)สืบค้น ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๖,Welovethailand เรารักประเทศไทย,http://www.welovethailand.com/Phrachaotaksin.php

 




ความเห็น

  • อุบอิ๊ป wrote on 16 กันยายน, 2010, 11:01

    ข้อมูลละเอียดมาก

  • JAN//fc PPf=PIM poppy FANG wrote on 30 มกราคม, 2011, 21:05

    อยากได้ศึกบางกุ้ง ศึกเชียงใหม่ มากๆ

    ตอบ …. ลองหาในอินเตอร์เน็ต เลยครับ น่าจะมี

  • pimnara wrote on 5 ธันวาคม, 2011, 11:29

    อยากฆ่าพม่ามากที่สุด

  • kai wrote on 31 ธันวาคม, 2011, 12:20

    ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด สวัสดีปีใหม่ครับ



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 35981 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics