พระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยา

แบ่งปัน

 

พระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยา

Image (1)

           เมื่อปลายกรุงสุโขทัย พระเจ้าอู่ทองได้สร้างกรุงศรีอยุธยา ศาสนาพราหมณ์เข้ามามีบทบาทอย่างมากโดยเฉพาะอิทธิพลของขอม และละโว้ ซึ่งถือว่ากษัตริย์ คือ พระผู้เป็นเจ้าอวตารมาเกิด พระเจ้าอู่ทองก็กลายเป็นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ รูปแบบของสถาบันพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยาแตกต่างจากสมัยสุโขทัยอย่างมาก ระบอบการปกครองของอยุธยาเป็นระบอบการปกครองซึ่งพระมหากษัตริย์มีอำนาจเป็นล้นพ้น

         สังคมในสมัยอยุธยาขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์โดยตรง ซึ่งต่างกับสมัยสุโขทัยที่พระมหากษัตริย์ทรงปกครองราษฎรเยี่ยงบิดาปกครองบุตร(ปิตาธิปไตย) แต่ในสมัยอยุธยาเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับข้าโดยแท้ ตำแหน่งพระมหากษัตริย์เป็นตำแหน่งที่ช่วงชิงกันด้วยอำนาจทางทหาร แนวความคิดเกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทวราชและทรงใช้พระราชอำนาจในฐานะที่ทรงเป็นสมมติเทพ

         อาณาจักรอยุธยา เป็นอาณาจักรของไทยในอดีต มีหลักฐานของการเป็นเมืองในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘ โดยมีร่องรอยของที่ตั้งเมือง โบราณสถาน โบราณวัตถุ และเรื่องราวเหตุการณ์ในลักษณะตำนาน พงศาวดารไปจนถึงศิลาจารึก ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานร่วมสมัยที่ใกล้เคียงเหตุการณ์มากที่สุด ว่าก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ.๑๘๙๓ นั้น ได้มีบ้านเมืองตั้งอยู่ก่อนแล้ว มีชื่อเรียกว่า เมืองอโยธยา หรืออโยธยาศรีรามเทพนคร หรือเมืองพระราม มีที่ตั้งอยู่บริเวณด้านตะวันออกของเกาะ เมืองอยุธยาเป็นเมืองที่มีความเจริญทางการเมืองการปกครอง และมีวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองแห่งหนึ่ง

 

อาณาจักรอยุธยามีพระมหากษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาถึง ๓๓ พระองค์ และมีพระราชวงศ์ผลัดเปลี่ยน กันครองรวม๕ ราชวงศ์

untitled 

การแบ่งยุคสมัย

          วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ได้แบ่งยุคการปกครองไว้ ดังนี้ การจัดการปกครองในสมัยอยุธยาสามารถแบ่งออกได้เป็นสามช่วง คือ ช่วงแรกตั้งแต่สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีจนถึงสมัยก่อนการปฏิรูปการปกครองของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (๑๘๙๓-๑๙๙๑) ช่วงที่สองสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจนถึงสมัยสมเด็จพระเพทราชา (๑๙๙๑-๒๒๓๑) และช่วงสุดท้ายการปฏิรูปการปกครองของสมเด็จพระเพทราชาเป็นต้นไป (๒๒๓๑-๒๓๑๐)

          อยุธยาตอนต้น (๑๘๙๓-๑๙๙๑) มีการปกครองคล้ายคลึงกับในช่วงสุโขทัย ในราชธานี พระมหากษัตริย์มีสิทธิ์ปกครองโดยตรง หากก็ทรงใช้อำนาจผ่านข้าราชการและขุนนางเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีระบบการปกครองภายในราชธานีที่เรียกว่า จตุสดมภ์ ตามการเรียกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพอันได้แก่ กรมเวียง กรมวัง กรมคลัง และกรมนา

         การปกครองนอกราชธานี ประกอบด้วย เมืองหน้าด่าน เมืองชั้นใน เมืองพระยามหานคร และเมืองประเทศราช โดยมี รูปแบบกระจายอำนาจออกจากศูนย์กลางค่อนข้างมาก เมืองหน้าด่าน ได้แก่ ลพบุรี นครนายก พระประแดง และสุพรรณบุรี ตั้งอยู่รอบราชธานีทั้งสี่ทิศ ระยะเดินทางจากราชธานีสองวัน พระมหากษัตริย์ทรงส่งเชื้อพระวงศ์ที่ไว้วางพระทัยไปปกครอง หากก็นำมาซึ่งปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติอยู่บ่อยครั้ง เมืองชั้นในทรงปกครองโดยผู้รั้ง ถัดออกไปเป็นเมืองพระยามหานครหรือหัวเมืองชั้นนอก ปกครองโดยเจ้าเมืองที่สืบเชื้อสายมาแต่เดิม มีหน้าที่จ่ายภาษี และเกณฑ์ผู้คนในราชการสงคราม และสุดท้าย คือ เมืองประเทศราช พระมหากษัตริย์ปล่อยให้ปกครองกันเอง เพียงแต่ต้องส่งเครื่องบรรณาการมาให้ราชธานีทุกปี

          อยุธยาตอนกลาง (๑๙๙๑-๒๒๓๑) สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถถึงพระเพทราชา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกเลิกระบบเมืองหน้าด่านเพื่อขจัดปัญหาการแย่งชิงราชสมบัติ และขยายอำนาจของราชธานีโดยการกลืนเมืองรอบข้างเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชธานี สำหรับระบบจตุสดมภ์ ทรงแยกกิจการพลเรือนออกจากกิจการทหารอย่างชัดเจน ให้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสมุหนายกและสมุหกลาโหมตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนชื่อกรมและชื่อตำแหน่งเสนาบดี แต่ยังคงไว้ซึ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเดิม

         ส่วนการปกครองส่วนภูมิภาคมีลักษณะเปลี่ยนไปในทางการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางให้มากที่สุด โดยให้เมืองชั้นนอกเข้ามาอยู่ภายใต้อำนาจของราชธานี มีระบบการปกครองที่ลอกมาจากราชธานี มีการลำดับความสำคัญของหัวเมืองออกเป็นชั้นเอก โท ตรี สำหรับหัวเมืองประเทศราชนั้นส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมากนัก หากแต่พระมหากษัตริย์จะมีวิธีการควบคุมความจงรักภักดีต่อราชธานีหลายวิธี เช่น การเรียกเจ้าเมืองประเทศราชมาปรึกษาราชการ หรือมาร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือถวายพระเพลิงพระบรมศพในราชธานี การอภิเษกสมรสโดยการให้ส่งราชธิดามาเป็นสนม และการส่งข้าราชการไปปกครองเมืองใกล้เคียงกับเมืองประเทศราชเพื่อคอยส่งข่าว ซึ่งเมืองที่มีหน้าที่ดังกล่าว เช่น พิษณุโลก และนครศรีธรรมราช

         อยุธยาตอนปลาย (๒๒๓๑-๒๓๑๐) สมัยสมเด็จพระเพทราขาเป็นต้นมา ในสมัยสมเด็จพระเพทราชา ทรงกระจายอำนาจทางทหาร ซึ่งเดิมขึ้นอยู่กับสมุหกลาโหมแต่ผู้เดียวออกเป็นสามส่วน โดยให้สมุหกลาโหมเปลี่ยนไปควบคุมกิจการทหารในราชธานี กิจการทหาร และพลเรือนของหัวเมืองทางใต้ ให้สมุหนายกควบคุมกิจการพลเรือน ในราชธานี กิจการทหาร และพลเรือนของหัวเมืองทางเหนือ และพระโกษาธิบดี ให้ดูแลกิจการทหาร และพลเรือนของหัวเมืองตะวันออก ต่อมา สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ(๒๒๙๕-๒๓๐๑) ทรงลดอำนาจของสมุหกลาโหมเหลือเพียงที่ปรึกษาราชการ และให้หัวเมืองทางใต้ไปขึ้นกับพระโกษาธิบดีด้วย

        นอกจากนี้ ในสมัยพระมหาธรรมราชา ยังได้จัดกำลังป้องกันราชธานีออกเป็นสามวัง ได้แก่ วังหลวง มีหน้าที่ป้องกันพระนครทางเหนือ      วังหน้า มีหน้าที่ป้องกันพระนครทางตะวันออก และวังหลัง มีหน้าที่ป้องกันพระนครทางตะวันตก ระบบดังกล่าวใช้มาจนถึง สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

________________________________________

 

พระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาที่สำคัญ มีดังนี้

         สยามมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ ซึ่งแต่ละพระองค์มีพระราชกรณียกิจ และคุณูปการหลากหลายด้าน ในที่นี้จะนำเสนอบางพระองค์โดยย่อ และนำมาในส่วนที่โดดเด่น สำหรับผู้ที่สนใจสามารถหาอ่านพระราชกรณียกิจอย่างละเอียดเพิ่มเติมได้ในหนังสือวิชาการที่มีผู้สนใจค้นคว้าโดยทั่วไป

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) 

05062-9

        สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง จดหมายเหตุโหร ว่าเสด็จพระราชสมภพ พ.ศ.๑๘๕๗ ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับพระเจ้าอู่ทอง มีดังนี้

        ๑.พระเจ้าอู่ทองเสด็จมาจากหัวเมืองเหนือ ปรากฏข้อความในเอกสารของลาลูแบร์ ซึ่งเป็นผู้แทนพิเศษของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เข้ามาในอยุธยาเมื่อพ.ศ.๒๒๓๐ และเอกสารสายสงฆ์ เช่นใน จุลยุทธการวงศ์ พงศาวดารของสมเด็จพระพนรัตน์ แลพในพระราชพงศาวดารสังเขปของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส กล่าวว่าพระเจ้าอู่ทองอพยพลงมาจากเมืองเชียงแสน ลงมาที่เมืองไตรตรึงษ์ กำแพงเพชร แล้วจึงอพยพต่อมาที่อยุธยา

        ๒.เอกสารประวัติศาสตร์ พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาของวันวลิต พ.ศ.๒๑๘๒ กล่าวถึงการอพยพของ   พระเจ้าอู่ทองว่ามาจากเมืองเพชรบุรี แล้วจึงอพยพต่อมาที่อยุธยา

        ๓.หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ และพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ว่าพระเจ้าอู่ทองมาจากเมืองละโว้

        ในที่นี้จะนำข้อสันนิษฐานข้อที่ ๒ มานำเสนอ คำให้การชาวกรุงเก่า กล่าวว่า พระอู่ทองได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาในพระนครเพ็ชรบุรีต่อมาเกิดโรคภัยแก่ประชาราษฎร์จึงทรงย้าย และก่อตั้งพระนครให้เป็นไปตามพุทธพยากรณ์ ณ ตำบลหนองโสน ภายหลัง พระองค์จึงทรงตั้งพระนามพระนคร ให้เรียกว่า กรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธยา มหาดิลกบวรรัตนราชธานีบุรีรมย์ ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา ทรงสถาปนาอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อจุลศักราช ๗๑๒ ปีขาล โทศก วันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือนห้า เวลา ๓ นาฬิกา ๙ บาท ตรงกับวันศุกร์ที่ ๔ มีนาคม พ.ศ.๑๘๙๓ ได้รับการถวายพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรบรมบพิตร พระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยาฯ ทรงครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. ๑๘๙๓-๑๙๑๒ สมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงตั้งกรุงศรีอยุธยา ณ ชัยภูมิที่เอื้ออำนวยใน ด้านความปลอดภัยจากข้าศึก

         สาเหตุการสร้างกรุงศรีอยุธยา

         ๑.เพราะแม่น้ำจะเข้สามพันตื้นเขิน เนื่องจากสายน้ำเปลี่ยนทางเดิน(วกออกมาทางลำน้ำสุพรรณใหม่ หรือเดิมเรียกพันธุมบุรี)เมืองอู่ทองกันดารน้ำจนถึงกับมีการขุดกระพัง(แอ่ง,หนอง)ขังน้ำไว้ มีปรากฏเรื่องราวในตำนานสุพรรณ

         ๒.อยุธยาเป็นที่รวมของแม่น้ำหลายสาย อยู่ใกล้ปากอ่าว และอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร เพราะที่เป็นที่ราบลุ่ม

         ๓.เกิดโรคห่าที่เมืองอู่ทองเดิม ตามที่กล่าวไว้ในพงศาวดารเหนือ

         ๔.กรุงสุโขทัยเสื่อมอำนาจ เป็นการคิดรวมกลุ่มไทยทางใต้ขึ้นเห็นได้จากการที่หลังสร้างเมืองหลวง ไม่มีสงครามจากเมืองใกล้เคียง

         ด้านการศาสนา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงสถาปนา พระอารามแห่งแรกขึ้น ที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร คือ วัดพุทไธศวรรย์ ซึ่งมีพระปรางค์เป็นประธานหลักของวัด ตามความในพระราชพงศาวดารว่า

         ̏ศักราชได้ ๗๑๕ ปีมะเส็งเบญศก วันพฤหัสบดี เดือน ๔ ขึ้น ๑ ค่ำ เพลาเช้า ๒ นาฬิกา ๕ บาท ทรงพระกรุณาตรัสว่า ที่พระตำหนักเวียงเหล็กนั้น ให้สถาปนาพระวิหาร พระมหาธาตุเป็นพระอาราม แล้วให้นามชื่อวัดพุทไธศวรรย์ ̋

Phra-Nakhon-Si-Ayutthaya-wat-buddhaisawan1

         ต่อมาพระราชพงศาวดารว่าโปรดให้ขุดศพเจ้าแก้ว เจ้าไทย ขึ้นมาถวายพระเพลิง จากนั้นให้สถาปนา พระอารามขึ้นบริเวณนั้นเรียกว่า      วัดป่าแก้ว ซึ่งเชื่อกันว่าคือบริเวณวัดใหญ่ชัยมงคล นอกจากนั้น ยังสันนิษฐานได้ว่าทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก ดังที่พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวัน วลิตว่าทรงสร้างวัดหน้า พระธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดเดิมขึ้น

         ด้านวรรณกรรม ในรัชกาลของพระองค์ยังมีงานวรรณคดีชิ้นสำคัญคือ ลิลิตโองการแช่งน้ำ ซึ่งเป็นวรรณคดีสมัยอยุธยาตอนต้นที่บ่งบอกความสืบเนื่องของวรรณคดีในลุ่มน้ำภาคกลาง ที่ผสานกับความเชื่อท้องถิ่น ลิลิตโองการแช่งน้ำหรือโองการแช่งน้ำเป็นวรรณคดีสำหรับพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา เพื่อสร้างความชอบธรรม และการแสดงความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ ลักษณะการประพันธ์ประกอบโคลงห้า และร่าย มีศัพท์ภาษาไทย บาลีสันสกฤต และเขมรปนอยู่ เนื้อหาเป็นการสดุดีเทพ แช่งผู้ที่ไม่จงรักภักดี และให้พรผู้ที่จงรักภักดี

         ด้านการค้าและเกษตรกรรม ความอยู่ดีกินดีของชาวอยุธยา พื้นที่เหมาะแก่การเกษตรกรรม เป็นศูนย์กลางทางการค้า

         ด้านการปกครอง และการคมนาคม อันเนื่องจากมีแม่น้ำสามสาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี ไหลมาบรรจบ ควบคุมเส้นทางคมนาคมทางน้ำของบ้านเมืองที่อยู่เหนือขึ้นไปที่จะออกสู่ทะเล สมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงนำลักษณะการปกครองทั้งของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งของกรุงสุโขทัย และของขอม มาประยุกต์ใช้กับกรุงศรีอยุธยา

         การแผ่ขยายพระราชอาณาเขต ในปี พ.ศ.๑๘๙๕ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพไปตีนครธม ราชธานีของขอมได้สำเร็จ นับว่าเป็นการทำสงครามครั้งแรกของกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในปี พ.ศ.๑๘๙๗ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพไปยึดเมืองชัยนาท ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของอาณาจักรสุโขทัย เป็นผลให้พระเจ้าลิไท ได้ส่งราชทูตมาขอเป็นไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา และขอเมืองชัยนาทคืน

         การขยายอาณาเขตนี้ปรากฏความในจุลยุทธการวงศ์ว่าพญาประเทศราชทั้ง ๑๖ หัวเมือง ได้มาถวายบังคมได้แก่ มะละกา(ดินแดนแหลมมลายู) ชวา(ดินแดนลาวหลวงพระบาง) ตะนาวศรี นครศรีธรรมราช ทวาย เมาะตะมะ เมาะลำเลิง สงขลา จันทบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย พิชัย สวรรคโลก พิจิตร กำแพงเพชร และนครสวรรค์ หลังจากนั้นปรากฏว่ามีสงครามกับเมืองกัมพูชา จึงโปรดให้พระเจ้าลูกเธอพระราเมศวรซึ่งไปครองเมืองลพบุรี ลงมาตั้งทัพยกออกไปถึงกรุงกัมพูชา แต่ทัพอยุธยาเกิดเสียทีเพลี่ยงพล้ำ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ โปรดให้ขุนหลวงพะงั่วลงมาจากเมืองสุพรรณบุรี แล้วกรีธาทัพไปช่วยสมเด็จพระราเมศวร ทำให้ทัพอยุธยาสามารถเอาชนะได้ และกวาดต้อน  เทครัวชาวกัมพูชามายังพระนครศรีอยุธยา

         ด้านกฎหมาย ในช่วงต้นรัชกาลนั้น นอกจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ จะทรงทำสงครามเพื่อขยายพระราชอาณาเขต และสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่อาณาจักรแล้ว ยังทรงตรากฏหมายต่างๆ ขึ้นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในอีกหลายฉบับ คือ พระอัยการลักษณะพยาน     พระอัยการลักษณะอาญาหลวง พระอัยการลักษณะรับฟ้อง พระอัยการลักษณะลักพา พระอัยการลักษณะอาญาราษฎร์ พระอัยการลักษณะโจร พระอัยการลักษณะเบ็ดเสร็จ พระอัยการลักษณะผัวเมีย กฎหมายเหล่านี้เป็นที่มาของกระบวนการยุติธรรมที่สร้างความสงบสุขให้แก่อาณาประชาราษฎร์ได้เป็นอย่างดี

        สมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงครองราชย์ได้ ๒๐ ปี เสด็จสวรรคต เมื่อจุลศักราช ๗๓๑ ปีระกาเอกศก ตรงกับพ.ศ.๑๙๑๒ พระชนมายุได้ ๕๕ พรรษา

สมเด็จพระราเมศวร 

         สมเด็จพระราเมศวร ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นพระราชโอรสสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) เสด็จพระราชสมภพ พ.ศ.๑๘๘๒

         พระราชพงศาวดารระบุว่าได้ทรงครองราชย์ ๒ ครั้ง ครั้งแรกมีพระชนมายุได้ ๓๐ พรรษา คือ เมื่อพระราชบิดา คือสมเด็จพระรามาธิบดี ที่ ๑ สวรรคต เมื่อพ.ศ.๑๙๑๒ ทรงขึ้นครองราชย์โดยตำแหน่งองค์รัชทายาท ขณะที่ทรงตำแหน่งอุปราช นั้น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ โปรดให้ทรงครองเมืองลพบุรี ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของอยุธยาที่มีความเกี่ยวพันทางการเมืองอย่างมาก แต่ทรงครองราชย์ครั้งที่ ๑ ได้เพียงปีเดียวเท่านั้น กองทัพของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑(ขุนหลวงพะงั่ว)ได้ยกมาจากสุพรรณบุรี สมเด็จพระราเมศวรจึงต้องทรงมอบพระนครศรีอยุธยาให้แก่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ แล้วเสด็จกลับไปครองเมืองลพบุรีดังเดิม

         ในพ.ศ.๑๙๓๑ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ สวรรคต พระเจ้าทองลันโอรสทรงขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ได้ ๗ วัน สมเด็จพระราเมศวรจึงยกพลจากเมืองลพบุรีเข้ากรุงศรีอยุธยา จับพระเจ้าทองลันสำเร็จโทษ แล้วขึ้นครองราชย์เป็นครั้งที่ ๒ ขณะพระชนมายุได้ ๔๙ พรรษา

         การขยายพระราชอาณาเขต เมื่อสมเด็จพระราเมศวรเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาระบุว่า โปรดให้ยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ ครั้งนั้นพระเจ้าเชียงใหม่ยอมอ่อนน้อมต่อพระองค์ หลังจากได้ชัยชนะแล้วได้เสด็จกลับลงมาแวะนมัสการพระพุทธชินราชที่เมืองพิษณุโลก ทรงเปลื้องเครื่องต้นออกถวายเป็นพุทธบูชา สมโภช ๗ วัน ก่อนเสด็จกลับลงมาพระนคร

         นอกจากสงครามที่เมืองเหนือแล้ว สมเด็จพระราเมศวรได้ทรงยกทัพไปปราบข้าศึกแถบหัวเมืองตะวันออก คือที่ ชลบุรีอีกด้วย ดังที่ปรากฏความว่า เมื่อพระยากัมพูชายกทัพลงมาถึงชลบุรี กวาดต้อนชายหญิงในเมืองชลบุรี และจันทบูรณ์ ประมาณ ๖-๗ พันคนไปเมืองกัมพูชา สมเด็จพระราเมศวรโปรดให้พระยาชัยณรงค์ยกทัพไป ทั้งสองฝ่ายรบพุ่งกันด้วยความสามารถ กองทัพของสมเด็จพระราเมศวรสามารถตีกัมพูชาได้ พระยากัมพูชาหลบหนีไป จับได้แต่บุตรชายของพระยากัมพูชาเท่านั้น

         ด้านการศาสนา ปรากฏความในพระราชพงศาวดารว่าเสด็จออกทรงศีล ณ พระที่นั่งมังคลาภิเษก ทอด พระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุเสด็จเป็นปาฏิหาริย์ จึงโปรดให้เจ้าพนักงานกรุยหมายปักไว้เป็นเครื่องหมาย แล้วทรงก่อพระมหาธาตุสูง ๑๗ วา ยอด ๓ วา ณ บริเวณนั้น โดยพระราชทานชื่อว่าวัดมหาธาตุ

         พงศาวดารฉบับวันวลิต เพิ่มเติมข้อมูลไว้ว่าสมเด็จพระราเมศวรประทับอยู่ที่ลพบุรีถึง ๑๘ ปี ซึ่งไม่ตรงกับเอกสารฝ่ายไทย แต่ให้รายละเอียดขณะทรงขึ้นครองราขย์นั้น พระชนมายุได้ ๕๑ พรรษา ครองราชย์อยู่ ๖ ปี

         สมเด็จพระราเมศวร สวรรคตเมื่อ พ.ศ.๑๙๓๘ ขณะพระชนมายุได้ ๕๖ พรรษา ทรงครองราชย์ได้ ๗ ปี

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพ่องั่ว)

        สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพ่องั่ว หรือขุนหลวงพะงั่ว) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงศรีอยุธยา เสด็จพระราชสมภพ พ.ศ.๑๘๕๓ เมื่อสมเด็จ พระรามาธิบดีที่ ๑ สวรรคตใน พ.ศ.๑๙๑๒ สมเด็จพระราเมศวร ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์โตเสด็จขึ้นครองราชย์ หากแต่ปีรุ่งขึ้นสมเด็จพระบรมราชาธิราชเสด็จยกทัพมาจากเมืองสุพรรณบุรี สมเด็จพระราเมศวรจึงมอบราชสมบัติให้แล้วเสด็จไปประทับที่เมืองลพบุรี ขณะที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ขึ้นครองราชย์นั้น มีพระชนมายุได้ ๖๐ พรรษา ตามที่ปรากฏในคัมภีร์จุลยุทธการวงศ์ซึ่งเป็นพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับภาษาบาลี และพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ เสวยราชย์เมื่อปีจอ จุลศักราช ๗๓๒(พ.ศ.๑๙๑๓) ครองราชย์ ๑๒ ปี สวรรคตเมื่อจุลศักราช ๗๔๔(พ.ศ.๑๙๒๕) แต่ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ว่าสวรรคตปีมะโรงจุลศักราช ๗๕๐   (พ.ศ.๑๙๓๑)รวมเวลาที่ครองราชย์ ๑๘ ปี

         พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์อธิบายความช่วงการเปลี่ยนแผ่นดินจากรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑(พระเจ้าอู่ทอง)ไปยังรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ และสมเด็จพระราเมศวรไว้ว่า

         ศักราช ๗๓๑ ระกาศก(พ.ศ.๑๙๑๒) แรกสร้างวัดพระราม ครั้งนั้นสมเด็จพระรามาธิบดีเจ้าเสด็จนฤพาน จึงพระราชกุมารท่านสมเด็จพระ (ราม)ศวรเจ้าเสวยราชสมบัติ ครั้นเถิงรัชกาล ๗๓๒ จอศก(พ.ศ.๑๙๑๓)สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า เสด็จมาแต่เมืองสุพรรณบุรี ขึ้นเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา และท่านจึงให้สมเด็จพระราเมศวรเจ้าเสด็จไปเสวยราชสมบัติเมืองลพบุรี

         พระนามขุนหลวงพ่องั่ว หรือขุนพลวงพะงั่วนั้น ทำให้สันนิษฐานได้ว่าทรงเป็นพระราชโอรสในลำดับที่ ๕ เพราะการนับลำดับลูกชายในเอกสารโบราณเรียงลำดับ คือ อ้าย ยี่ สาม ไส งั่ว ลก เจ็ด แปด เจ้า จ๋ง ความสัมพันธ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ขุนหลวงพะงั่วนี้พระราชพงศาวดาร ว่าเป็นพี่พระมเหสีของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ด้วย จึงโปรดให้ไปครองเมืองสุพรรณบุรี และได้มีบทบาทในการสู้รบกับข้าศึกในรัชกาลพระเจ้าอู่ทองมาแต่ก่อน ครั้นสิ้นแผ่นดินแล้วจึงเสด็จยกทัพมาขึ้นครองราชย์ที่อยุธยา

         ด้านการปกครอง พระราชพงศาวดารบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ไว้ว่า ก่อนขึ้นครองราชย์นั้นเคยไปครองเมืองชัยนาท(พิษณุโลก)อยู่ระยะหนึ่ง เมื่อครั้งที่อยุธยารบชนะสุโขทัย ได้ทรงยกทัพไปตีเมืองนครธมแห่งกัมพูชาเพื่อช่วยกองทัพของสมเด็จพระราเมศวร เมื่อครองราชย์แล้วได้ยกทัพไปรบเมืองเหนือหลายครั้ง โดยเฉพาะการยึดเมืองชากังราว และเมืองพิษณุโลก

         ด้านการขยายพระราชอาณาเขต ในพ.ศ.๑๙๑๖ ทรงยกทัพจากอยุธยาไปตีเมืองชากังราว ครั้งนั้นพระยาไสแก้ว และพระยาคำแหงเจ้า  เมืองออกรบ พระยาไสแก้วเสียชีวิต ส่วนพระคำแหงหลบหนีกลับเข้าเมืองได้ อีก ๓ ปี ต่อมาทรงยกทัพหลวงขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ระบุว่า

         ศักราช ๗๓๘ มะโรงศก(พ.ศ.๑๙๑๙) เสด็จไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้น พญาคำแหงท้าวผ่าคอง คิดด้วยกันว่าจะยอทัพหลวง และจะทำมิได้ แลท้าวผ่าคองเลิกทัพหนี แลจึงเสด็จทัพหลวงตาม แลท้าวผ่าคองนั้นแตก แลจับได้ตัวท้าวพระยา แลเสนาขุนหมื่นครั้งนั้นมาก แลทัพหลวงเสด็จกลับคืน

         จากนั้น ๒ ปี สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ทรงยกทัพไปตีเมืองกำแพงเพชร พระมหาธรรมราชาที่ ๒ แห่งสุโขทัยทรงออกรบด้วย แต่เพลี่ยงพล้ำต่อทัพกรุงศรีอยุธยา จึงออกถวายบังคมเป็นการยอมรับในอำนาจทางทหารของกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ทรงให้พระมหาธรรมราชาปกครองเมืองสุโขทัยต่อไป แต่ให้ขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาในฐานะเมืองประเทศราช ในพ.ศ.๑๙๓๑ ทรงยกทัพขึ้นไปชากังราวอีกครั้ง และเสด็จสวรรคตระหว่างเดินทัพกลับ

         นอกจากเมืองชากังราวแล้ว สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ทรงยกทัพไปล้านนาเพื่อจะยึดเอาเมืองเชียงใหม่ แต่ทรงได้เพียงเมืองลำปางที่ยอมอ่อนน้อมเท่านั้น

         ด้านการศาสนา พระราชกรณียกิจที่สำคัญทางฝ่ายพระพุทธศาสนาของพระองค์ คือ การสถาปนาพระศรีรัตนมหาธาตุขึ้นเมื่อ พ.ศ.๑๙๑๗ ร่วมกับพระมหาเถระรูปสำคัญ คือ พระมหาเถรธรรมากัลญาณ โดยทรงสร้างพระศรีรัตนมหาธาตุสูง ๑๙ วา และยอดนพศูล สูง ๓ วา เป็นพระอารามสำคัญกลางพระนคร

pic_31

         สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ สวรรคตเมื่อ พ.ศ.๑๙๓๑ ทรงครองราชย์ได้ ๑๘ ปี(ยึดตามพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์)

 สมเด็จพระเจ้าทองลัน

         สมเด็จพระเจ้าทองลันหรือที่ปรากฏในเอกสารบางฉบับ ว่าพระเจ้าทองจันทร์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงศรีอยุธยาที่ครองราชย์สั้นที่สุด คือ เพียง ๗ วัน พระเจ้าทองลันเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ซึ่งเสด็จสวรรคตในขณะเสด็จไปรบกับหัวเมืองเหนือเมื่อ พ.ศ.๑๙๓๑ เมื่อแผ่นดินว่างลงนั้น พระเจ้าทองลัน พระราชโอรสได้ขึ้นสืบราชสมบัติขณะพระชนมายุได้ ๑๕ พรรษา ความช่วงนี้ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ว่า

         ศักราชได้ ๗๕๐ มะโรงศก(พ.ศ.๑๙๓๑) เสด็จไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้นสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าทรงพระประชวรหนัก และเสด็จกลับคืน ครั้นเถลิงกลางทาง สมเด็จพระบรมราชเจ้านฤพาน และจึงเจ้าทองลันพระราชกุมาร ท่านได้เสวยราชสมบัติ พระนครศรีอยุธยาได้  ๗ วัน จึงสมเด็จพระราเมศวร ยกพลมาแต่เมืองลพบุรี ขึ้นเสวยราชสมบัติพระนครศรีอยุธยา และท่านจึงได้พิฆาตเจ้าทองลันเสีย

         อย่างไรก็ดีพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิตระบุว่าขณะขึ้นครองราชย์มีพระชนมายุได้ ๑๗ พรรษา หลังจากนั้นได้ ๗ วัน สมเด็จพระราเมศวรซึ่งครองเมืองลพบุรีได้ยกทัพเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา จับพระเจ้าทองลันประหารชีวิตที่วัดโคกพระยา และขึ้นครองราชย์สืบต่อมา

         พระนามของพระเจ้าทองลัน นี้เอกสารพงศาวดารเขียนหลายแบบ ทั้งทองจัน ทองจันทร์ ทองลัน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่าที่ถูกควรเป็นทองลันดังที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์

         สมเด็จพระเจ้าทองลัน ทรงครองราชย์ได้ ๗ วัน

 สมเด็จพระเจ้ารามราชา

         สมเด็จพระเจ้ารามราชา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงครองราชย์ ณ  กรุงศรีอยุธยาเป็นระยะเวลา ๑๕ ปี ซึ่งนับได้ว่าเป็นรัชกาลที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะปกติสุข

         สมเด็จพระเจ้ารามราชาเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระราเมศวร และเป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง)เสด็จพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ.๑๘๙๙

         พ.ศ.๑๙๓๘ สมเด็จพระเจ้ารามราชาได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดา ขณะเมื่อพระชนมายุประมาณ ๒๑ พรรษา(ดังที่ปรากฏหลักฐานของวัน วลิต) ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้ารามราชา หรือสมเด็จพระเจ้ารามราชาธิราช บางครั้งเรียกพระนามว่า สมเด็จพระยาราม หรือสมเด็จพระราม ปรากฏว่าในช่วงระยะเวลาที่ทรงครองราชย์อยู่นั้น กรุงศรีอยุธยาอยู่ในภาวะปกติสุข

         ด้านการต่างประเทศ ได้ทรงริเริ่มส่งราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีกับอาณาจักรจีนเมื่อ พ.ศ.๑๙๔๐ และในระยะเวลาต่อมายังได้ส่งทูตไปแลกเปลี่ยนสัมพันธไมตรีกันอยู่เสมอ เช่น ในพ.ศ.๑๙๔๗ ทรงส่งคณะทูตจีนไป เพื่อเจรจาความด้านการค้า จักรพรรดิจีนส่งมอบของกำนัลตอบแทน และพระราชทานหนังสือประวัติสตรีสุจริตให้ ๑๐๐ เล่ม ราชทูตสยามทูลขอกฎหมายจากเมืองจีนเพื่อนำไปเป็นแบบอย่างสำหรับประเทศ จักรพรรดิจีนก็พระราชทานให้ การที่ทางพระเจ้ากรุงจีนทรงให้ความสนิทสนมกับเจ้านครอินทร์ เจ้าผู้ครองเมืองสุพรรณบุรี และเป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑(ขุนหลวงพะงั่ว) ถึงกับทรงยกย่องว่าเป็นกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง ก็ทำให้สมเด็จพระเจ้ารามราชาทรงระแวง ไม่ไว้วางพระทัยเจ้านครอินทร์มากยิ่งขึ้น

         ด้านการขยายพระราชอาณาเขต และการแผ่ขยายอำนาจของกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้ารามราชาได้ทรงพยายามขยายอำนาจไปยังอาณาจักรล้านนา และอาณาจักรสุโขทัย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ยิ่งกว่านั้นตอนปลายรัชกาล ทรงมีข้อพิพาทกับเจ้าเสนาบดี ซึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดี เจ้าเสนาบดีได้หนีไปอยู่ฟากปทาคูจามซึ่งอยู่ตรงคลองคูจามหรือคลองบ้านข่อยตรงข้ามกับเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา เป็นที่ตั้งชุมชนไทยเชื้อสายจาม ต่อมาเจ้าเสนาบดีได้ร่วมกับเจ้านครอินทร์ยกกำลังจากเมืองสุพรรณบุรีมายึดกรุงศรีอยุธยา หลังจากนั้นได้กราบทูลเชิญ  เจ้านครอินทร์ขึ้นครองราชสมบัติ ณ กรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่าสมเด็จพระนครินทราธิราช หรือสมเด็จพระอินทราชาแห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ส่วนสมเด็จพระเจ้ารามราชาให้ไปครองเมืองปทาคูจามและเสด็จสวรรคตในเวลาต่อมาโดยไม่ปรากฏวัน เดือน ปีที่สวรรคต อย่างไรก็ดี เมื่อนับปีที่สมเด็จพระเจ้ารามราชาครองราชสมบัติ ณ กรุงศรีอยุธยาจาก พ.ศ.๑๙๓๘ จนถึง พ.ศ.๑๙๕๒ ซึ่งเป็นปีแรกแห่งการครองราชย์ของสมเด็จพระนครินทราธิราช ณ กรุงศรีอยุธยา รวมเป็น ๑๕ ปี สังคีติยวงศ์ ระบุว่า สมเด็จพระเจ้ารามราชผู้ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระราเมศวรนี้ มีพระบุญญาธิการมากเช่นเดียวกับพระราชบิดา

         เกี่ยวกับการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้ารามราชาตามที่กล่าวมาข้างต้นปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับ พระราชหัตถเลขา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์อธิบายประกอบ และพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ แต่พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาภาษามคธแลคำแปลกับสังคีติยวงศ์ได้กล่าวขัดแย้งกับเอกสารทั้ง ๒ เรื่องข้างต้น โดยกล่าวความว่า

         ̏ ในกาลต่อมานั้น พระเจ้าลุงของพระเจ้ารามราชา ทรงพระนามว่าพระเจ้านครอินทร์ เปนเจ้าเมืองสุวรรณภูมิ(เมืองสุพรรณ) เปนญาติของพระเจ้าพงุมหานายก ยกพลมาแย่งชิงเอาราชสมบัติในกรุงศรีอยุธยานั้นได้แล้ว จับพระเจ้ารามราชานั้นได้สำเร็จโทษเสีย… ̋

          แม้ไม่ปรากฏปีสวรรคตของสมเด็จพระรามราชาแต่อนุมานจากปีที่สมเด้จพระนครินทราธิราช ทรงขึ้นครองราชย์ พ.ศ.๑๙๕๒ สมเด็จพระเจ้ารามราชาจึงทรงครองราชย์ได้ ๑๔ ปี

 สมเด็จพระอินทราธิราช(สมเด็จพระนครินทราธิราช)

         สมเด็จพระอินทราธิราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๖ แห่ง กรุงศรีอยุธยา และพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๓ แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิ ทรงครองราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยาเป็นเวลา ๑๕ ปี เฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระนครินทราธิราช(สมเด็จพระอินทราธิราช หรือสมเด็จพระอินทราชาธิราช หรือเจ้านครอินทร์)นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ราชวงศ์สุพรรณภูมิจะได้ครองอำนาจอย่างเด็ดขาด ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้งหมด ภายใต้พระมหากษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิซึ่งได้ครองราชสมบัติที่กรุงศรีอยุธยาสืบต่อมาอีกหลายพระองค์

         สมเด็จพระนครินทราธิราชเสด็จพระราชสมภพ เมื่อพ.ศ.๑๘๘๒ เป็นพระราชนัดดาในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิที่ครองราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยา พระนามเดิมขณะครองเมืองสุพรรณบุรีก่อนขึ้นครองราชย์ที่กรุงศรีอยุธยา คือ เจ้านครอินทร์

         ด้านการต่างประเทศ ทรงมีความสัมพันธ์กับจีนอย่างสนิทสนมถึงกับเคยเสด็จฯไปเฝ้าจักรพรรดิจีน เมื่อพ.ศ.๑๙๒๐ เพื่อถวายเครื่องราชบรรณาการ ได้แก่ ช้างขอ(ช้างที่ฝึกแล้ว) เต่า และของพื้นเมือง เมื่อเสด็จกลับจักรพรรดิจีนได้พระราชทานเครื่องผ้านุ่งห่มเป็นชุดและผ้าแพรพรรณต่างๆกลับมาด้วย ความสัมพันธ์ในระบบการทูตบรรณาการอย่างใกล้ชิดกับราชสำนักจีน เช่นนี้ เอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายที่มีสัมพันธไมตรีด้วย คือ ในทางการเมือง เนื่องจากจีนเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ การรับทูตจากเจ้าเมืองใดถือว่าเจ้าเมืองนั้นได้รับสิทธิธรรมในการเป็นผู้ปกครอง ส่วนในทางเศรษฐกิจ ระบบการทูตบรรณาการเปิดโอกาสให้มีการค้าขายกับจีนมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าเจ้านครอินทร์เป็นเพียงเจ้าเมืองสุพรรณบุรี จักรพรรดิจีนก็ทรงให้ความสนิทสนม และทรงยกย่องว่าเป็นกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งในระดับเดียวกับสมเด็จพระเจ้ารามราชา

         ต่อมาสมเด็จพระเจ้ารามราชาทรงมีข้อพิพาทกับเจ้าพระยามหาเสนาบดี อัครมหาเสนาบดี จนถึงกับเจ้าพระยามหาเสนาบดีต้องหนีไปขึ้นกับเจ้านครอินทร์ และยกกำลังจากสุพรรณบุรีมายึดพระราชวัง แล้วกราบทูลเชิญเจ้านครอินทร์ขึ้นครองราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ.๑๙๕๒ เฉลิมพระนามว่าสมเด็จพระนครินทราธิราช ขณะมีพระชนมายุได้ ๗๐ พรรษา

         ด้านเศรษฐกิจ ตามหลักฐานของวันวลิต ส่วนสมเด็จพระเจ้ารามราชาก็ไดรับการโปรดเกล้าฯ ให้ไปครองเมืองปทาคูจาม เมื่อสมเด็จพระนครินทราธิราชขึ้นครองราชย์แล้วก็ยังคมส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับจีนต่อไป ด้วยการส่งราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีกับจีนอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลต่อความเจริญรุ่งเรืองทางการค้า เศรษฐกิจ และศิลปกรรมของไทยในช่วงต้นสมัยอยุธยา นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ปูพื้นฐานความเจริญรุ่งเรืองให้แก่กรุงศรีอยุธยาในระยะเวลาต่อมา

         ผลของความมั่งคั่งทำให้มีการซื้อสินค้าอันงดงามประณีตและมีราคาสูงจากต่างประเทศเข้ามา ที่สำคัญ ได้แก่ ผ้าแพรพรรณหลากสี ผ้าต่วน เครื่องประดับ เครื่องใช้สอย และเครื่องปั้นดินเผาเคลือบชนิดต่างๆ ที่สวยงามจากจีนในสมัยราชวงศ์เหม็ง ซึ่งมีใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในราชสำนักและตามบ้านผู้มีฐานะของกรุงศรีอยุธยา

         การติดต่อค้าขายกับภายนอกโดยเฉพาะกับจีนทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางของการค้าขายทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีการรับและการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ มีการผลิตสินค้าเครื่องสังคโลก และเครื่องปั้นดินเผาส่งไปค้าขายกับต่างประเทศตามหมู่เกาะที่ใกล้เคียง เช่น มลายู ชวา และฟิลิปปินส์ นับเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่นอกเหนือไปจากการส่งสินค้าป่าประเภทต่างๆเป็นสินค้าออกตามแบบเดิม ในระยะนี้เมืองบางเมืองในราชอาณาจักรได้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมในการผลิตเครื่องสังคโลกและเครื่องปั้นดินเผา เช่น เมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และพิษณุโลก   สมเด็จพระนครินทราธิราชได้ทรงขอช่างปั้นจีนมาสอน และทำเครื่องถ้วยชามในเมืองไทย และเนื่องจากพระองค์ทรงมีอำนาจเหนืออาณาจักรสุโขทัยด้วย ก็คงทรงเลือกเมืองสุโขทัย และศรีสัชนาลัยเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องสังคโลก เพราะเป็นแหล่งที่มีดินที่เหมาะแก่การทำเครื่องสังคโลก

         ด้านงานศิลปกรรม มีการสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามที่สำคัญตามเมืองต่างๆที่อยู่ภายในราชอาณาจักร เช่น ที่เมืองสุพรรณภูมิหรือสุพรรณบุรีมีการสร้างพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ การสร้างพระปรางค์เป็นพระเจดีย์ประธานคงเกิดขึ้นสมัยอยุธยาตอนต้นนี่เอง และแพร่หลายไปทั่วทั้งในเขตพระนครศรีอยุธยาและหัวเมืองสำคัญ เช่น ราชบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี สวรรคโลกฯลฯ การนำเครื่องปั้นดินเผาเคลือบมาใช้เป็นเครื่องประดับทางสถาปัตยกรรมทางศาสนา เช่น กระเบื้องมุงหลังคา ช่อฟ้าบราลี รวมทั้งกระเบื้องปูพื้นโบสถ์วิหารที่พบตามวัดสำคัญต่างๆดังในเมืองสุโขทัยและศรีสัชนาลัยก็เกิดขึ้นระยะนี้ รวมทั้งงานจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นตามผนังในโบสถ์วิหารและในพระสถูปเจดีย์ก็เริ่มแพร่หลาย ซึ่งล้วนได้รับอิทธิพลทางการช่างและศิลปกรรมจากจีน

         ด้านการปกครอง นอกจากสมเด็จพระนครินทราธิราชได้ทรงสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่กรุงศรีอยุธยาในด้านการค้าขายกับต่างประเทศและด้านความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวิทยาการดังกล่าวมาแล้ว พระองค์ยังทรงเริ่มสร้างความมั่นคงและความยิ่งใหญ่ในทางการเมืองให้แก่อาณาจักรอยุธยาด้วย ดังทรงพยายามผนวกกรุงสุโขทัย และสุพรรณบุรีให้เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ เมื่อ พ.ศ.๑๙๖๒ พระมหาธรรมราชาที่ ๓ แห่งสุโขทัยเจ้าเมืองพิษณุโลก(เมืองชัยนาทบุรี)เสด็จสวรรคต เมืองเหนือทั้งปวงเป็นจลาจลอันเนื่องมาจากพระยาบาลเมือง และพระยารามพระราชโอรสของพระมหาธรรมราชาที่ ๓(บางท่านว่าเป็นพระราชโอรสของพระมหาธรรมราชาที่ ๒)ทรงแย่งชิงราชสมบัติแห่งกรุงสุโขทัยกัน เป็นเหตุให้สมเด็จพระนครินทราธิราชต้องเสด็จฯ ขึ้นไปถึงเมืองพระบาง(เมืองนครสวรรค์)แล้วทรงไกล่เกลี่ยให้พระยาบาลเมืองเป็นกษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัยครองเมืองพิษณุโลกอันเป็นเมืองหลวง และให้พระยารามเป็นเจ้าเมืองสุโขทัยอันเป็นเมืองเอก โดยต่างมีสถานะเป็นประเทศราชขึ้นต่ออยุธยา ในครั้งนี้คงจะแยกเขตแดนเมืองสุโขทัยกับเมืองพิษณุโลกให้ปกครองเป็นต่างอาณาเขตกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตอนนี้สุโขทัยยอมรับอำนาจของอยุธยา อยุธยาเข้ามาไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทภายในได้ และยังมีอำนาจแต่งตั้งกษัตริย์ของสุโขทัย ตลอดจนจัดแบ่งการปกครองภายในให้แก่สุโขทัยด้วย

         ในช่วงนี้เองยังได้เกิดปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าอยุธยาได้เปลี่ยนยุทธวิธีจากการใช้สงคราม เป็นเครื่องมือในการขยายอำนาจขึ้นไปทางเหนือ เป็นการพยายามแทรกซึมเข้าไปในราชวงศ์สุโขทัยเพื่อควบคุมอย่างเด็ดขาด กล่าวคือ เจ้าสามพระยาพระราชโอรสองค์หนึ่งของสมเด็จพระนครินทราธิราชได้เสกสมรสกับเจ้าหญิงสุโขทัย ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางด้านราชวงศ์ระหว่างอาณาจักรเหนือ คือสุโขทัย และอาณาจักรใต้ คืออยุธยา ทั้งสองพระองค์ได้ให้กำเนิดสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งต่อมาจะทรงเป็นผู้รวมอาณาจักรเหนือและอาณาจักรใต้เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

         นอกจากนี้ สมเด็จพระนครินทราธิราชยังได้โปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรสไปครองเมืองลูกหลวงต่างๆเพื่อความมั่นคงของราชอาณาจักร ได้แก่ เจ้าอ้ายพระยาครองเมืองสุพรรณบุรีซึ่งเป็นเมืองลูกหลวง เจ้ายี่พระยาครองเมืองแพรกศรีราชา(เมืองสรรค์ คือบริเวณอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ในปัจจุบัน) และเจ้าสามพระยาครองเมืองชัยนาท(เมืองพิษณุโลก) ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านทางด้านเหนือ ในช่วงระหว่าง พ.ศ.๑๙๖๒-๑๙๖๗

         สมเด็จพระนครินทราธิราชครองราชย์ได้ ๑๕ ปี ก็เสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.๑๙๖๗

 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา)

        สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๓ ของสมเด็จพระนครินทราธิราช ทรงครองราชย์ พ.ศ.๑๙๖๗-๑๙๙๑ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเจ้าสามพระยาประสูติเมื่อใด แต่พงศาวดารฉบับวันวลิต(Van Vliet) ว่าเมื่อครองราชสมบัติมีพระชนมายุ ๓๕ พรรษา เหตุที่ทำให้พระองค์ได้ราชสมบัติก็เพราะพระเชษฐา คือ เจ้าอ้ายพระยาผู้ครองเมืองสุพรรณบุรีกับเจ้ายี่พระยาผู้ครองเมืองแพรกศรีราชา(เมืองสรรค์) แย่งชิงราชสมบัติกันเมื่อพระราชบิดาสวรรคต โดยการทำยุทธหัตถีที่เชิงสะพานป่าถ่าน ในพระนครศรีอยุธยาแล้วสิ้นพระชนม์ด้วยกันทั้งคู่ ขุนนางผู้ใหญ่จึงไปอัญเชิญเจ้าสามพระยา ซึ่งขณะนั้นครองเมืองชัยนาท หรือเมืองพิษณุโลกขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระนามสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒

         การขยายพระราชอาณาเขต พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ซึ่งถือว่ามีความถูกต้องทั้งเหตุการณ์ และศักราช ได้กล่าวถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ ไว้ดังนี้

         ๑.มีชัยชนะเหนืออาณาจักรจักรขอม พ.ศ.๑๙๗๔ สามารถยึดเมืองพระนคร หรือนครธม(Angkor Thom) ซึ่งเป็ยชัยชนะอย่างเด็ดขาด เป็นที่ยอมรับของนักประวัติทั้งหลาย ไม่เหมือนชัยชนะของอยุธยากับเมืองพระนคร  ครั้งก่อนหน้านั้น คือ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง และสมเด็จขุนหลวงพะงั่ว ซึ่งเป็นที่โต้แย้งกันอยู่ว่ามีจริงหรือไม่ ชัยชนะในครั้งนี้ โปรดให้ ̏พระนครอินทร์ ̋ราชโอรสครองที่เมืองพระนครด้วย และมีการกวาดต้อน ̏พระยาแก้ว พระยาไท ̋ เชื้อพระวงศ์ และขุนนางขอมพร้อมรูปประติมากรรมเข้ามา การได้เชื้อพระวงศ์ และขุนนางขอมมาในครั้งนี้น่าจะมีผลต่อการปฏิรูปการปกครองในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ.๑๙๙๑-๒๐๓๑)ทำให้อิทธิพลของเขมรด้านการปกครอง ประเพณี ตลอดจนงานศิลปะมาปรากฏชัดในอยุธยา นักประวัติศาสตร์บางท่านตีความว่าอิทธิพลของเขมรในราชสำนักอยุธยา เช่น เรื่องลัทธิเทวนิยม พิธีเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ราชาศัพท์ (ซึ่งเต็มไปด้วยภาษาเขมรนั้น) เป็นผลอันเนื่องมาจากสงครามทั้งสามครั้งในตอนต้นอยุธยานี้เอง แต่ก็น่าเชื่อว่าอิทธิพลเขมรนั้นมีอยู่ในตอนกลางของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้วัฒนธรรมของอยุธยาแตกต่างกับกลุ่มไทยอื่นๆ

         นอกจากนี้ ทรงตั้งพระราชโอรสเป็นสมเด็จพระราเมศวรที่พระมหาอุปราช ซึ่งโปรดให้ตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกไปครองเมืองพิษณุโลก เมื่อ      พ.ศ.๑๙๘๑ แทนผู้ครองเมืองแต่เดิม ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์สุโขทัย การตั้งสมเด็จพระราเมศวร* ไปครองเมืองพิษณุโลกมีความสำคัญมาก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นในการรวมอาณาจักรสุโขทัยให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอาณาจักรอยุธยา เพราะสมเด็จพระราเมศวรมีพระราชมารดาเป็นเจ้าหญิงสุโขทัย ต่อมาพระราเมศวรขึ้นครองราชสมบัติที่กรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. ๑๙๙๑ มีพระนามว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงเห็นความสำคัญของเมืองพิษณุโลกมาก ถึงกับเสด็จไปประทับที่เมืองพิษณุโลกเมื่อ พ.ศ.๒๐๐๖ จนเสด็จสวรรคต เมื่อพ.ศ.๒๐๓๑

         ๒.การโจมตีอาณาจักรล้านนา พ.ศ.๑๙๘๕ และพ.ศ.๑๙๘๗ ทรงยกทัพไปตีเชียงใหม่ หลังจากส่งพระราเมศวรไปปกครองพิษณุโลก แต่การตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรกไม่สำเร็จเพราะทรงประชวร ๒ ปีต่อมา(พ.ศ.๑๙๘๗)ทรงยกทัพไป ̏ปราบพรรค ̋ ซึ่งน่าจะเป็นเชียงใหม่ตามพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา คราวนี้มีชัยชนะได้เชลยถึง ๑๒๐,๐๐๐ คน หลักฐานจีนหมิงสือลู่ หรือจดหมายเหตุสมัยราชวงศ์หมิง ได้กล่าวยืนยันการตีเมืองเชียงใหม่โดยกองทัพของกรุงศรีอยุธยาไว้ด้วย และว่าทางเชียงใหม่ได้ขอพระราชลัญจกรแทนของเก่า เพราะถูกทำลายจากการสงครามในครั้งนี้ ซึ่งจักรพรรดิจีนก็พระราชทานให้

         ด้านกฎหมาย ทรงตรากฎหมายลักษณะอาญาศึก (ลักษณะกบฏศึก)

         ด้านการต่างประเทศ การส่งฑูตไปจีน สมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ มีการส่งฑูตนำบรรณาการไปถวายจักรพรรดิจีนในลักษณะ     ̏ จิ้นกิ้ง ̋ หรือ ̏ จิ้มก้อง ̋ เพื่อประโยชน์ในการค้าหลายครั้ง และค่อนข้างถี่ ซึ่งอาจจะสอดคล้องกับการที่จีนส่งกองเรือมหาสมบัติมายังน่านน้ำของเอเชียตะวันออกฉียงใต้ และมหาสมุทรอินเดียก็ได้ หลักฐานจากจดหมายเหตุสมัยราชวงศ์หมิงได้กล่าวถึงว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ ทรงส่งทูตไปถวายบรรณาการประมาณ ๑๐ ครั้ง บางครั้งส่งไปติดๆกันปีต่อปี บางปี ๒ ครั้ง ซึ่งนับว่าผิดปกติ แต่อาจแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองทางการค้าของ ๒ ประเทศก็ได้ บางครั้งมีการฟ้องจีนว่าทูตไทยถูกจามปาขัดขวาง และกักตัว ให้จีนตักเตือนว่ากล่าวจามปา และปล่อยตัวคณะทูตด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งไทยขอพระราชลัญจกรซึ่งมีความสำคัญในการติดต่อแทนของเก่าเพราะถูกไฟไหม้พระราชมณเทียร(พ.ศ.๑๙๘๓) และไหม้พระที่นั่งตรีมุข(พ.ศ.๑๙๘๔)

         ด้านการศาสนา พระราชกรณียกิจแรกของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ คือ การถวายพระเพลิงพระศพพระเชษฐาทั้ง ๒ พระองค์ สถานที่นั้น โปรดให้สร้างพระมหาธาตุ และพระวิหารเพื่อเป็นวัด พระราชทานนามว่า วัดราชบูรณะ ซึ่งภายหลังปี พ.ศ.๒๕๐๐ มีการลักลอบขุดกรุวัดราชบูรณะ จนค้นพบเครื่องทองราชูปโภคสิ่งของมีค่าอุทิศถวายพระบรมธาตุ และที่พระเชษฐาทรงทำยุทธหัตถี โปรดให้ก่อพระเจดีย์ ๒ องค์ ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศานา ทรงสร้างวัดราชบูรณะ(พ.ศ.๑๙๖๗) และวัด มเหยงคณ์(พ.ศ.๑๙๘๑)ที่พระนครศรีอยุธยา

re_exposure_of_resize_of_paragraph_423-horz

         วัน วลิต(เยเรเมียส ฟอนฟลีต)ผู้จัดการสำนักการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา(V.O.C) สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ได้กล่าวถึงสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒(เจ้าสามพระยา) ในหนังสือพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิต พ.ศ.๒๑๘๒ ว่า

          …พระองค์เป็นนักรบโดยกำเนิด ทรงเฉลียวฉลาด มีโวหารดี รอบคอบ มีความเมตตากรุณา พระองค์เอาใจใส่ดูแลทหาร และข้าราชบริพารเป็นอย่างดี พระองค์ทรงเป็นนักเสรีนิยม ทรงสร้างและบูรณะวัดหลายแห่ง ทรงให้ความช่วยเหลือทั้งพระและคนยากจน พระองค์ทรงเป็นกษัตริยที่มีความเมตตามากที่สุดเท่าที่ประเทศสยามเคยมี ทุกๆ ๑๐ ถึง ๑๕ วัน พระองค์จะเสด็จไปในเมืองและถามทุกข์สุขประชาชนว่า ทุกคนได้รับสิ่งของที่เขามีสิทธิ์ที่จะได้และได้รับความช่วยเหลือหรือไม่เพียงไร…

         สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒(เจ้าสามพระยา) ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของสมัยกรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงรวมอาณาจักรสุโขทัยเข้ากับอาณาจักรอยุธยา ทรงแผ่อำนาจครอบคลุมอาณาจักรขอมที่รุ่งเรืองและมีอำนาจมากที่เมืองพระนคร(Angkor) ทรงมีชัยชนะต่ออาณาจักรล้านนาทรงติดต่อค้าขายกับจีน ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และทรงตั้งธรรมเนียมการมีพระมหาอุปราช

         สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ เสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ.๑๙๙๑ ครองราชย์ได้ ๒๔ ปี

         (*คนละพระองค์กับสมเด็จพระราเมศวรพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยาขึ้นครองราชย์ ๒ หน ในที่นี้หมายถึงพระบรมไตรโลกนาถเมื่อยังทรงเป็นเพียงเจ้าฟ้า)

 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

        สมเด็จพระไตรโลกนาถ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๘ ของกรุงศรีอยุธยา เสด็จพระราชสมภพ เมื่อปี พ.ศ.๑๙๗๔ พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒(เจ้าสามพระยา) พระราชชนนีเป็นพระราชธิดาพระมหาธรรมราชาที่ ๓ หรือพระยาไสลือไท(บางแห่งว่าเป็นพระราชธิดาพระมหาธรรมราชาที่ ๒)ในพระราชวงศ์สุโขทัย แต่เสวยราชสมบัติอยู่ที่เมืองพิษณุโลก

         เมื่อพระองค์พระชนมายุได้ ๙ พรรษา สมเด็จพระราชบิดาได้พระราชทานพระนามตามพระราชประเพณีว่า “สมเด็จพระราเมศวรบรมไตรโลกนาถบพิตร” ครั้นถึงพ.ศ.๑๙๘๔ สมเด็จพระราเมศวรเจริญพระชนมายุ ๑๐ พรรษา สมเด็จพระราชบิดาโปรดให้สถาปนาพระอิสริยยศตั้งขึ้นไว้เป็นที่พระมหาอุปราช พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อปี พ.ศ.๑๙๙๑ พระชนมายุได้ ๑๗ พรรษา

         ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงมีพระราชสมัญญาอีกพระนามว่า พระเจ้าช้างเผือก เนื่องจากเมื่อปี       พ.ศ.๒๐๑๔ พระองค์ได้ทรงรับช้างเผือก ซึ่งนับเป็นช้างเผือกช้างแรกของกรุงศรีอยุธยา

         การขยายพระราชอาณาเขต ทรงปกครองแผ่นดินแห่งกรุงศรีอยุธยานาน ๑๕ ปี และได้รวมแคว้นสุโขทัยเข้ามาร่วมเป็นแผ่นดินเดียวกับกรุงศรีอยุธยา ทรงปกครองได้เป็นปึกแผ่นต่อมาอีก ๒๕ ปี นับว่ายาวนานยิ่งในสมัยอยุธยา

         ด้านการปกครอง การปกครองบ้านเมืองในราชอาณาจักรก่อนแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นการปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจในการปกครอง โดยได้มอบสิทธิและหน้าที่ในอำนาจที่บุคคลในราชสกุลควรได้รับไปจัดการปกครองบ้านเล็กเมืองน้อยตามฐานะและขนาด ครั้นมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงตระหนักถึงความสำคัญ จึงเลิกส่งพระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าหลานเธอไปกินเมือง คงให้มีตำแหน่งอยู่ในราชธานี เพื่อป้องกันมิให้พระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าหลานเธอมีโอกาสซ่องสุมผู้คนเป็นกำลังก่อเหตุขึ้นในแผ่นดินเหมือนดังในกาลที่ ผ่านมาการปฏิรูปการปกครองจึงเริ่มด้วยการจัดฐานะเมืองตามขนาด และความสำคัญ จัดตั้งเป็นเมืองเอก เมืองโท และเมืองตรี

         สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงปฏิรูปการปกครอง โดยทรงรวมอำนาจการปกครองเข้าสู่ศูนย์กลางคือ ราชธานี และแยกฝ่ายทหารกับฝ่ายพลเรือนออกจากกัน มีการแต่งตั้งตำแหน่งข้าราชการให้มีบรรดาศักดิ์ตามลำดับจากต่ำสุดไปสูงสุดคือ ทนาย พัน หมื่น ขุน หลวง พระ พระยา และเจ้าพระยา มีกำหนดศักดินาเพื่อเป็นค่าตอบแทนการรับราชการ ทรงตั้งกฎมณเฑียรบาลขึ้น เป็นกฎหมายสำหรับการปกครอง

         สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดให้มีการปฏิรูประบบการบริหาราชการแผ่นดินขึ้นให้เป็นระเบียบใหม่ พลเมืองฝ่ายทหารตั้งอธิบดีเป็นผู้บริหารราชการเป็น ̏ สมุหกลาโหม ̋ และพลเมืองฝ่ายพลเรือนตั้งอธิบดีผู้บริหารราชการเป็น ̏สมุหนายก ̋ ทั้งสองตำแหน่งนี้ให้มีตำแหน่งเป็น ̏ อัครมหาเสนาบดี ̋ รับสนองพระราชกิจเหนือขุนนางลงไป

         ต่อมาโปรดให้ตั้งบุคคลขึ้นรับสนองพระราชกิจสำคัญสำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน ๔ ฝ่ายอันเปรียบเป็นเสาหลักสำหรับค้ำจุนความมั่นคงและมั่งคั่งแก่บ้านเมือง เรียกว่า ̏จัตุสดมภ์ ̋ คือ ตำแหน่งอธิบดีกรมวัง อธิบดีกรมคลัง อธิบดีกรมเมือง(เวียง) และอธิบดีกรมนา

         ด้านกฎหมาย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดให้ตราพระราชกำหนดกฎมณเฑียรบาล เป็นกฎระเบียบในการปฏิบัติราชการมิให้เป็รความผิดต่อพระเจ้าแผ่นดิน มิให้บกพร่องแก่ราชการ มิให้เป็นเหตุแก่พระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์ มิให้ทำความชั่วให้เป็นที่เสียพระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดินเป็นต้น อนึ่งกฎมณเฑียรบาล ซึ่งสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถให้ตราขึ้นครั้งแรกเป็นพระราชกำหนดในแผ่นดินของพระองค์นั้น ได้ถือเป็นพระราชกำหนด เป็นกฎหมายสำหรับราชการในพระราชสำนักแห่งกรุงศรีอยุธยาต่อมาเป็นลำดับ ทั้งยังได้รับสืบต่อมาเป็นกฎมณฑียรบาลสำหรับพระราชสำนักแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย

         ในแผ่นดิน สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีกฎหมายว่าดวยการรักษาความมั่นคง ซึ่งโปรดให้ตราขึ้น คือ พระไอยการอาชญาหลวงกับพระไอยการลักษณะขบถศึก

         ด้านการศึก เมื่อ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เสด็จขึ้นครองราชย์ ณ กรุงศรีอยุธยาได้ ๓ ปี ระหว่างนั้นทรงจัดการบริหารราชการให้เป็นปกติเรียบร้อย ดังการสร้างพระราชวังใหม่ การปฏิรูประบบข้าราชการ เป็นต้น ในการศึกสงคราม พระเจ้าติโลกราชแห่งนครเชียงใหม่ ได้ยกทัพมาตีเมืองพิษณุโลกเมื่อ พ.ศ.๑๙๙๔

         ต่อมา พ.ศ.๑๙๙๘ เมืองมะละกาซึ่งเป็นเมืองขึ้นแก่กรุงศรีอยุธยามาแต่ก่อน เจ้าเมืองตั้งตัวเป็นขบถ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถโปรดให้ส่งกองทัพลงไปปราบและได้เมืองมะละกาคืนมาดังเดิม อนึ่งในช่วงระยะเวลาของพระองค์ ปรากฏว่าทรงแผ่พระบรมเดชานุภาพเหนือดินแดนลาว กัมพูชา และทวายด้วย นอกจากนั้น ยังทรงทำสงครามอีกหลายครั้งกับเชียงใหม่ เพื่อป้องกันเมืองกำแพงเพชร เมืองศรีสัชนาลัย และเมืองสุโขทัย หลังจากที่มีศึกสงครามกับฝ่ายล้านนานี้เอง ทำให้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จไปเสวยราชย์ที่เมืองพิษณุโลกและคอยบัญชาการรบ พระองค์เสด็จออกผนวชที่วัดจุฬามณี เมืองพิษณุโลกเมื่อ พ.ศ.๒๐๐๘ ทรงพระผนวชเป็นเวลานานถึง ๘ เดือน หลังจากทรงลาพระผนวชแล้ว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงครองราชย์อยู่ต่อไปที่เมืองพิษณุโลก

        ด้านวรรณกรรม ในรัชสมัยของพระองค์ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งหนังสือมหาชาติคำหลวง นับว่าเป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาเรื่องแรกของกรุงศรีอยุธยา และเป็นวรรณคดีชั้นเยี่ยมที่ใช้เป็นแนวทางในการศึกษาภาษา และวรรณคดีของไทย

        สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ.๒๐๓๑ ขณะพระชนมายุได้ ๕๖ พรรษา ครองราชย์ได้ ๔๐ ปี

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓

         สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงศรีอยุธยา และเป็นรัชกาลที่มีปัญหาไม่น้อยในประวัติศาสตร์ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม) พระราชพงศาวดารกรุงสยามจากต้นฉบับของบริติชมิวเซียม และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ไม่ได้กล่าวถึงรัชกาลนี้ไว้ ขณะที่พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาไม่ได้กล่าวถึงรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓  แต่กล่าวถึงรัชกาลสมเด็จพระอินทราชาธิราชที่ ๒ เช่นเดียวกับพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิตที่กล่าวถึงรัชกาลสมเด็จพระอินทราชา อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่ารัชกาลสมเด็จพระอินทราธิราชที่ ๒ นั้นที่ถูกควรเรียกว่า รัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ ส่วนชื่ออินทราชานั้นเป็นพระนามของพระราชโอรสองค์หนึ่งของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แต่คงสิ้นพระชนม์ในการสู้รบเมื่อคราวที่พระเจ้าติโลกราชเจ้าเมืองเชียงใหม่ยกทัพมาตีเมืองสุโขทัยเมื่อพ.ศ.๒๐๐๖

         พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ให้ข้อมูลว่าเมื่อ พ.ศ.๒๐๐๖ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นไปเสวยราชย์ที่เมืองพิษณุโลกเพื่อตั้งรับทัพพระเจ้าติโลกราชเจ้าเมืองเชียงใหม่ และพระยายุทธิษเฐียรเจ้าเมืองเชลียงที่ยกทัพมาตีเมืองสุโขทัย พิษณุโลก และกำแพงเพชร ทรงให้สมเด็จพระบรมราชาธิราชเป็นกษัตริย์ครองที่อยุธยา ดังนั้นในช่วงเวลาดังกล่าวอาณาจักรอยุธยาจึงเสมือนกษัตริย์ ๒ พระองค์ คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถปกครองเมืองพิษณุโลกองค์หนึ่ง และสมเด็จพระบรมราชาธิราชครองพระนครศรีอยุธยาอีกพระองค์หนึ่ง การมีกษัตริย์ ๒ พระองค์ปกครองพร้อมกันนี้ดำเนินต่อมาถึง พ.ศ.๒๐๓๑ เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จสวรรคตที่พิษณุโลกองค์หนึ่ง และสมเด็จพระบรมราชาธิราชจึงเป็นกษัตริย์เพียงพระองค์เดียว พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พระองค์ครองราชย์ต่อมาอีก ๓ ปี และเสด็จสวรรคต เมื่อ พ.ศ.๒๐๓๔ ดังนั้นถ้าหากจะนับช่วงเวลาครองราชย์จริงของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ โดยไม่นับช่วงที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถยังคงมีอำนาจอยู่ที่พิษณุโลก คือ ๓ ปี ระหว่างพ.ศ.๒๐๓๑-๒๐๓๔

         พระราชประวัติของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ ที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารแต่ละฉบับไม่สอดคล้องกันนัก พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม) พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ และพระราชพงศาวดารกรุงสยามจากต้นฉบับของบริติชมิวเซียมระบุว่า

         พ.ศ.๑๙๙๗ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีพระราชโอรส

         พ.ศ.๒๐๐๙ พระบรมราชาผู้เป็นพระราชโอรสทรงผนวช

         พ.ศ.๒๐๑๐ สมเด็จพระราชโอรสเจ้าลาผนวชและตั้งเป็นพระมหาอุปราช

         พ.ศ.๒๐๑๓ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสวรรคต

         พ.ศ.๒๐๑๖ สมเด็จพระบรมรนาชาธิราชเจ้าขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒

         ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีพระราชโอรสทรงพระนามว่า บรมราชา ซึ่งต่อมาขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แต่ช่วงเวลาระหว่างพ.ศ.๒๐๑๓- ๒๐๑๖ ก่อนได้ขึ้นครองราชย์ สมเด็จพระบรมราชาทรงทำอะไรไม่มึข้อมูลแน่ชัด รวมทั้งไม่ได้กล่าวถึงการที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถขึ้นไปครองราชย์ที่พิษณุโลก และมีกษัตริย์อีกองค์ปกครองที่พระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ช่วงเวลาต่างๆดูสับสนต่างจากพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ เช่น เรื่องปีสวรรคตของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ฯลฯ

         เมื่อพิจารณาพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ อย่างละเอียดก็จะพบว่าไม่มีเนื้อความตอนใดกล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ชัดเจนของสมเด็จพระบรมราชาและสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ นักวิชาการบางคนเห็นว่าพระบรมราชาธิราชที่ ๓ น่าจะเป็นพระอนุชาสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยยกข้อมูลจากพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ตอนที่กล่าวถึงเหตุการณ์พ.ศ.๒๐๒๗ ที่ว่า

          “สมเด็จพระเชถถาทีราชเข้าแลสมเด็จพระราชโอรสสมเด็จพระบรมราชาทีราชเจ้าทรงพระผนวชทั้ง ๒ พระองค์ ̋

         ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่สมเด็จพระเชษฐาธิราชพระราชโอรสสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่พระราชสมภพเมื่อ พ.ศ.๒๐๑๕ ตามข้อมูลพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์จะผนวชพร้อมกันกับพระนัดดา(ในกรณีที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชเป็นพระราชโอรสสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) อย่างไรก็ดี นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าสมเด็จพระบรมราชาธิราชเป็นพระราชโอรสองค์หนึ่งของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เช่นเดียวกับ พระเชษฐาธิราช แต่คงจะมีอายุต่างกันมาก สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่าน่าจะมีอายุต่างกัน ๒๐ ปีขึ้นไป สมเด็จพระเชษฐาธิราชนี้ในพ.ศ.๒๐๒๘ ได้รับการสถาปนาเป็นพระมหาอุปราช แต่ไม่ได้บอกแน่ชัดว่าเป็นมหาอุปราชเฉพาะหัวเมืองเหนือหรือทั่วราชอาณาจักร และในพ.ศ.๒๐๓๔ หลังจากสมเด็จพระบรมราชาธิราชเสด็จสวรรคตแล้วได้ขึ้นเสวยราชสมบัติที่พระนครศรีอยุธยา ทรงพระนามว่าสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒

         สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีความสามารถยิ่งอีกพระองค์หนึ่ง พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ให้ข้อมูลว่าในช่วงปลายรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถราว พ.ศ.๒๐๓๑ เสด็จไปตีเมืองทวาย ส่วยพระราชกรณียกิจก่อนหน้านี้ที่มีการกล่าวถึงไว้คือการเสด็จไปวังช้างที่ตำบลไทรย้อย ในพ.ศ.๒๐๒๖ และที่ตำบสำฤทธ์บุรณในพ.ศ.๒๐๒๙ เมื่อเป็นกษัตริย์อย่างสมบูรณ์แล้ว พระราชกรณียกิจที่สำคัญคือ การก่อกำแพงเมืองพิชัยในพ.ศ.๒๐๓๓

         สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ เสด็จสวรรคตเมื่อพ.ศ.๒๐๓๔ ครองราชย์นาน ๓ ปี ส่วนพระราชโอรสของพระองค์ที่ผนวชพร้อมกับสมเด็จพระเชษฐาธิราชในพ.ศ.๒๐๒๗ ไม่ได้รับการกล่าวถึงในพระราชพงศาวดารอีกเลย

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พระเชษฐาธิราช) 

         สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงอยู่ในราชวงศ์สุพรรณภูมิ ครองราชสมบัติระหว่าง พ.ศ.๒๐๓๔-๒๐๗๒ รวมระยะเวลา ๓๘ ปี สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ประสูติ เมื่อพ.ศ.๒๐๑๕ ทรงพระนามเดิมว่า พระเชษฐาธิราชเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระชนนีของพระองค์มีเชื้อสายราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย ต่อมาในพ.ศ.๒๐๒๗ ขณะพระชนมายุ ๑๒ พรรษา ทรงบรรพชาพร้อมกับพระราชโอรสในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ ซึ่งรักษากรุงศรีอยุธยามาตั้งแต่ พ.ศ.๒๐๐๖(เมื่อครั้งที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จไปประทับที่เมืองพิษณุโลกเป็นการถาวร)ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อมาจนกระทั่งเสด็จสวรรคตในพ.ศ. ๒๐๓๔ สมเด็จพระเชษฐาธิราชพระมหาอุปราชจึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติปีต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมหาสถูป ๒ องค์ เพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓

         พระราชกรณียกิจที่สำคัญในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ สรุปได้ดังนี้

         ด้านการปกครองและการสงคราม สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ โปรดเกล้าฯให้ทำพิธีปฐมกรรม คือพิธีพราหมณ์เบื้องต้นของการคล้องช้าง เมื่อ พ.ศ.๒๐๔๐ ต่อมาทรงให้ยกกองทัพไปตีนครลำปางได้ใน พ.ศ.๒๐๕๘ และในพ.ศ.๒๐๖๑ โปรดเกล้าฯ ให้แต่งตำราพิชัยสงครามขึ้นเพื่อใช้เป็นแบบแผนในการทำศึกสงคราม การจัดกองทัพ กระบวนเดินทัพ การตั้งทัพ และวิธีการสู้รบ อีกทั้งในปีเดียวกันนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้มีการสำรวจ และทำบัญชีผู้คนเป็นครั้งแรก เรียกว่า “สารบาญชี” นอกจากนี้ยังมีการขุดลอกคูคลองศีรษะจะเข้และคลองทับนางไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย

         อนึ่ง ถ้าพิจารณาจากพงศาวดารโยนกแล้ว อาจกล่าวได้ว่าในระหว่างที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ครองราชย์นั้น มีการทำสงครามกับอาณาจักรล้านนาอยู่หลายครั้ง จนกระทั่งใน พ.ศ.๒๐๖๕ ทางกรุงศรีอยุธยาได้ขอเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรล้านนา สงครามระหว่างอาณาจักรอยุธยากับอาณาจักรล้านนาจึงสิ้นสุดลง

         ด้านศาสนา ในพ.ศ.๒๐๔๒ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารในวัดพระศรีสรรเพชญ์ และในปีต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ สูง ๘ วา หนัก ๕๓,๐๐๐ ชั่ง และหุ้มด้วยทองคำหนัก ๒๘๖ ชั่ง แล้วเสร็จในพ.ศ.๒๐๔๖ ซึ่งโปรดเกล้าฯให้มีพิธีฉลองพระและถวายพระนามพระพุทธรูปว่าพระศรีสรรเพชญ์

         ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ในรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ มีการติดต่อค้าขายและเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ เช่น มีการส่งทูตไปยังประเทศจีนหลายครั้ง ได้แก่ ในพ.ศ.๒๐๓๔ พ.ศ.๒๐๕๘ และ  พ.ศ.๒๐๖๙ ส่วนประเทศตะวันตกนั้น ในรัชสมัยนี้มีชาติตะวันตกชาติแรกเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา คือ โปรตุเกส ซึ่งเข้ามาใน พ.ศ.๒๐๕๔ โดยอัลฟองโซ เดอ อัลบูแกร์เกอ(Alfonso de Albuquerqe) ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่คุมกองเรือโปรตุเกสและเป็นข้าหลวงต่างพระองค์พระเจ้ามานูเอลแห่งโปรตุเกสมาประจำที่เมืองมะละกา ได้ส่งทูตเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาหลายครั้ง คือใน พ.ศ.๒๐๕๔ พ.ศ.๒๐๕๕ พ.ศ.๒๐๕๙ และพ.ศ.๒๐๖๑ จนกระทั่งมีการทำสัญญาพระราชไมตรีกับต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ทรงอนุญาตให้โปรตุเกสเข้ามาตั้งสถานีการค้าที่กรุงศรีอยุธยาและเมืองปัตตานี รวมทั้งให้เข้ามาค้าขายและอาศัยอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราช ทวาย และมะริดได้

         นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นในรัชกาลอีก เช่น ในพ.ศ.๒๐๖๗ มีการทอดบัตรสนเท่ห์และมีการประหารขุนนางหลายคน ในปีต่อมาเกิดแผ่นดินไหว ในพ.ศ.๒๐๖๙ ก็เกิดข้าวยากหมากแพง และในปีเดียวกันนี้สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จหน่อพุทธางกูรเจ้าเป็นพระมหาอุปราชและให้เสด็จไปครองเมืองพิษณุโลก

         เยเรเมียส ฟาน ฟลีต กล่าวถึงสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ว่าพระองค์ทรงทำให้พระราชอาณาจักรร่มเย็นเป็นสุข รุ่งเรืองและสมบูรณ์พูนสุขยิ่งกว่าในรัชกาลของพระเจ้าแผ่นดินสยามทุกพระองค์

         สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ เสด็จสวรรคต เมื่อ พ.ศ.๒๐๗๒ เมื่อพระชนมายุ ๕๗ พรรษา ทรงอยู่ในราชสมบัติรวม ๓๘ ปี

 สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ (หน่อพุทธางกูร)

         สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ (หน่อพุทธางกูร) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลแห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระนามเดิมสมเด็จพระอาทีตยเจ้า เป็นพระราชโอรสสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ที่คงจะประสูติแต่พระอัครมเหสี ตำแหน่งหน่อพุทธางกูรระบุในกฎมณเฑียรบาลว่า พระราชกุมาที่เกิดด้วยพระอัครมเหสีคือสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งสูงสุดที่พระราชโอรส(เพียงพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง)ของอัครมเหสีมีโอกาสได้รับในประวัติศาสตร์ไทยมีสมเด็จหน่อพุทธางกูรขึ้นเป็นกษัตริย์เพียงพระองค์เดียว คือ สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรก่อนขึ้นเป็นกษัตริย์ที่อยุธยาทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก

         สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรครองราชย์อยู่ประมาณ ๔-๕ ปี(พ.ศ.๒๐๗๒-๒๐๗๖) เสด็จสวรรคตด้วยโรคไข้ทรพิษ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ขึ้นครองราชย์พระราชพงศาวดารให้ข้อมูลไม่ตรงกันนัก พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม) พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียม และพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวไว้ตรงกันว่า พ.ศ.๒๐๔๙ สมเด็จพระอาทีตยวงศ์ได้เป็นที่พระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก พ.ศ.๒๐๕๒ ขึ้นเสวยราชย์เป็นกษัตริย์ที่อยุธยา พ.ศ.๒๐๕๖ เสด็จสวรรคต ขณะที่พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ระบุว่า พ.ศ.๒๐๖๙ ได้เป็นที่อุปราชครองเมืองพิษณุโลก ขึ้นเสวยราชย์ที่อยุธยาในพ.ศ. ๒๐๗๒ และเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.๒๐๗๖ คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยเห็นว่าข้อมูลพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ค่อนข้างน่าเชื่อถือ จึงเห็นพ้องกันว่ารัชกาลของสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรมีระยะเวลา ๔ ปี คือระหว่างพ.ศ.๒๐๗๒-๒๐๗๖

         พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรไม่ปรากฏในพระราชพงศาวดารของไทย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะช่วงเวลาครองราชย์ค่อนข้างสั้น

         ด้านการปกครอง พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิต ให้ข้อมูลว่าพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่โปรดการสงคราม มีพระปรีชาสามารถ ทรงแต่งตั้งผู้ใจบุญและซื่อสัตย์ให้ดำรงตำแหน่งทางศาล เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ทรงทำสงครามกับล้านช้างและพะโคแต่ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์บ้านเมืองเต็มไปด้วยความยุ่งยากไม่มีเวลาสงบ

         เมื่อสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรเสด็จสวรรคต สมเด็จพระรัฏฐาธิราชพระโอรสขึ้นเสวยราชสมบัติต่อ แต่อยู่ในตำแหน่งไม่นานราชสมบัติก็ตกแก่สมเด็จพระไชยราชาธิราช

 สมเด็จพระรัษฎาธิราช

         สมเด็จพระรัษฎาธิราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา อยู่ในราชวงศ์สุพรรณภูมิ สมเด็จพระรัษฎาธิราชหรือสมเด็จพระรัษฎาธิราชกุมารเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ (หน่อพุทธางกูรหรือสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ ครองราชย์ พ.ศ.๒๐๗๒-๒๐๗๖)

         เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราช ที่ ๔ ประชวรพระโรคไข้ทรพิษสวรรคต สมเด็จพระรัษฎาธิราชกุมารมีพระชนมายุเพียง ๕ พรรษา ได้เสด็จเสวยราชย์อยู่ ๕ เดือน พระไชยราชาก็ทรงชิงราชสมบัติและจับสมเด็จพระรัษฎาธิราชกุมารสำเร็จโทษเมื่อ พ.ศ.๒๐๗๗

         หลักฐานพระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ กล่าวตรงกันเรื่องพระชนมายุของสมเด็จพระรัษฎาธิราชและระยะเวลาอันสั้นที่ทรงครองราชย์ แต่ในส่วนเรื่องความสัมพันธ์ของพระไชยราชากับสมเด็จพระรัษฎาธิราชนั้นแตกต่างกันไปบ้าง สังคีติยวงศ์ระบุว่าพระไชยราชาเป็นพระภาคิไนยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ ดังนั้นถ้านับตามภาษาสามัญ คือ เป็นลูกพี่ลูกน้องของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับเยเรเมียส ฟาน ฟลีต ว่าเป็นพระญาติห่างๆ และปกครองพระราชอาณาจักรในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าเป็นราชวงศ์ของสมเด็นพระรามาธิบดี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า พระไชยราชาน่าจะเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ต่างพระชนนีกับสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ และทรงครองเมืองพิษณุโลกก่อนที่จะเสด็จมาชิงราชสมบัติ ณ กรุงศรีอยุธยา ในส่วนของการครองราชย์นี้ บางตำราว่าครองราชย์ ปีพ.ศ.๒๐๗๖-๒๐๗๖ (ครองราชสมบัติเพียง ๔ เดือน)

 สมเด็จพระไชยราชาธิราช

         สมเด็จพระไชยราชาธิราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๓ แห่งกรุงศรีอยุธยา ครองราชสมบัติ ระหว่าง พ.ศ.๒๐๗๗-๒๐๘๙ สมเด็จพระไชยราชาธิราชเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ที่ประสูติแต่พระสนม เมื่อราวพ.ศ.๒๐๔๒ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ สวรรคต สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ (เจ้าหน่อพุทธางกูรพระเชษฐาต่างพระมารดาของสมเด็จพระไชยราชาธิราช)เสด็จขึ้นครองราชย์(พ.ศ.๒๐๗๒-๒๐๗๖) ต่อมาสมเด็จพระรัษฎาธิราชพระราชโอรสเสด็จขึ้นครองราชย์(พ.ศ.๒๐๗๖-๒๐๗๗)เป็นเวลาเพียง ๕ เดือน สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงชิงราชสมบัติจากสมเด็จพระรัษฎาธิราชและให้สำเร็จโทษเสีย

         สมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ ทรงส่งเสริมการค้ากับต่างประเทศ เสริมสร้างความั่นคงของอาณาจักร

         ด้านการศึก มีการทำสงครามกับอาณาจักรใกล้เคียงหลายครั้ง การสงครามระหว่างไทยกับพม่าเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในสมัยนี้ ในช่วงเวลานั้นอาณาจักรข้างเคียงมีกษัตริย์ที่เข้มแข็งปกครอง คือ พม่ามีพระเจ้าตะเบงชะเวงตี้  (พ.ศ.๒๐๗๔-๒๐๙๔) ล้านช้างมีพระเจ้าโพธิสารราช หรือที่ชาวลาวออกพระนามว่าโพธิสาละราช(พ.ศ.๒๐๖๓-๒๐๙๓) เขมรมีพระเจ้าจันทราชาหรือนักองค์จัน(พ.ศ.๒๐๕๙ ถึงราว พ.ศ.๒๑๐๙) มีเพียงอาณาจักรล้านนาที่มีความยุ่งยากภายในเพราะการแย่งชิงราชสมบัติจึงอ่อนแอ ดังนั้น สมเด็จพระไชยราชาธิราชจึงต้องทรงสงครามกับเพื่อนบ้านหลายครั้ง ทั้งเพื่อปกป้องราชอาณาจักรและขยายอำนาจ นอกจากนี้ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ พระองค์ยังทรงเผชิญกับการกบฏของพระยานารายณ์ที่เมืองกำแพงเพชรแต่พระองค์ทรงสามารถปราบลงได้ พระยานารายณ์ถูกจับ และถูกประหารชีวิตเมื่อ พ.ศ.๒๐๘๑ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการยกทัพไปขับไล่พม่าที่เมืองเชียงไกรเชียงกราน หรือเรียกสั้นๆว่า เชียงกราน(ปัจจุบันเรียกว่าเมืองอัตรัน Attaran) ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับเมืองมะละแหม่งในพม่าตอนล่าง

         สงครามระหว่างไทยกับพม่าครั้งแรกเกิดขึ้นจากการสิ้นสุดของอาณาจักรพุกาม และเกิดการแตกแยกชิงอำนาจกันทั้งจากพวกพม่า มอญ และไทยใหญ่ ต่อมาพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ทรงรวบรวมพม่าขึ้นใหม่ที่เมืองตองอูต่อจากพระเจ้ามหาสิริชัยสุระพระราชบิดาที่ทรงสถาปนาราชวงศ์ตองอูขึ้นมา พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ทรงเริ่มขยายอำนาจลงมาทางใต้เพื่อปราบอาณาจักรมอญที่เมืองพะโคหรือหงสาวดี ซึ่งมั่งคั่งร่ำรวยจากการค้าและมีกำลังผู้คนมาก ทำให้พวกมอญหลบหนีลงมาที่เมืองเชียงกราน เมืองนี้อยู่ภายใต้การปกครองของไทย พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ได้ยกทัพกองทัพตามลงมาเมื่อพ.ศ.๒๐๘๑ ทั้งนี้ตามที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐาน จากข้อความในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ที่ว่า สมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จไปเชียงไกรเชียงกราน

         สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงทราบข่าวจึงเสด็จยกกองทัพไปขับไล่ ในจำนวนทหารที่ยกไปนี้ มีทหารอาสาโปรตุเกสหรือนักเผชิญโชคชาวโปรตุเกสร่วมไปด้วย ๑๒๐ คน ทั้งนี้ตามความเห็นของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งอ้างหลักฐานจากข้อเขียนของเฟอร์นาว เมนเดส ปินโต(Fernao Mendes Pinto) นักเดินทางชาวโปรตุเกสที่เข้ามากรุงศรีอยุธยาและที่อื่นๆในเวลานั้น แต่ถ้าพิจารณาข้อเขียนดังกล่าว ปินโตกล่าวถึงทหารอาสา ๑๒๐ คน ในขณะที่กรุงศรีอยุธยาไปรบกับล้านนาในตอนปลายรัชกาล อย่างไรก็ดี น่าจะมีทหารอาสาในกองทัพของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ผลของสงครามไทย-พม่า ครั้งแรกนี้คือ ไทยสามารถขับไล่พม่าออกไปจากเมืองเชียงกรานได้

        หลังจากเสร็จศึกพม่าได้ ๒ ปี(พ.ศ.๒๐๘๓)อยุธยาได้ส่งกองทัพไปตีกัมพูชา ซึ่งขณะนั้นมีราชธานีอยู่ที่กรุงละแวก ภายใต้การปกครองของนักองค์จันหรือพระเจ้าจันทราชา ผู้เคยได้รับการชุบเลี้ยงที่กรุงศรีอยุธยาก่อนที่จะไปครองกัมพูชา แต่กองทัพไทยพ่ายแพ้ต่อกองทัพกัมพูชา ทหารไทยถูกจับเป็นเชลยจำนวนมาก

         อาณาจักรที่สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงให้ความสำคัญมากเพราะมีผลต่อความมั่นคงของกรุงศรีอยุธยา คือ ล้านนา ในช่วงเวลานั้น ล้านนามีปัญหาภายในจากการแย่งชิงราชสมบัติกัน โดยเจ้าชายคำหรือท้าวชายคำได้แย่งชิงราชสมบัติจากพระราชบิดาคือพระเมืองเกศเกล้า(พ.ศ.๒๐๖๙ – ๒๐๘๑) แล้วตั้งตนเป็นผู้ปกครองเชียงใหม่ แต่การปกครองของเจ้าชายคำทำราษฎเดือดร้อนมาก ขุนนางกับราษฎรจึงร่วมกันจับเจ้าชายคำ ปลงพระชนม์แล้วทูลเชิญพระเมืองเกศเกล้ามาปกครองเมืองเชียงใหม่เป็นครั้งที่ ๒ เมื่อพ.ศ.๒๐๘๖ แต่ปกครองได้เพียง ๒ ปี ถึงพ.ศ.๒๐๘๘ ก็ถูกขุนนางลอบปลงพระชนม์เพราะราษฎรยังคงได้รับความเดือดร้อน หลังจากนี้อาณาจักรล้านนามีความวุ่นวายมากขึ้น เพราะขุนนางแบ่งเป็นฝักฝ่าย และมีความเห็นแตกแยกกันว่าใครจะเป็นผู้ครองเมืองเชียงใหม่ต่อไป เพราะเชื้อพระวงศ์ของพระเมืองเกศเกล้าเป็นเพียงเหลือเพียงพระธิดา คือพระนางจิรประภา ขุนนางบางคนเห็นว่าควรทูลเชิญเจ้าเมืองเชียงตุงมาปกครอง บางคนเห็นว่าควรเชิญเจ้าฟ้าเมืองนาย ส่วนหนึ่งเห็นว่าควรเชิญพระเจ้าไชยเชษฐาโอรสพระเจ้าโพธิสารราชแห่งอาณาจักรล้านช้างที่เกิดจากเจ้าหญิงเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพระธิดาของพระเมืองเกศเกล้าคือ พระนางยอดคำทิพย์หรือพระนางหอสูงให้มาปกครอง โดยฝ่ายที่จะให้พระไชยเชษฐาเป็นผู้ครองเป็นฝ่ายชนะ และระหว่างการดำเนินการจึงทูลเชิญพระนางจิรประภาเป็นผู้ปกครองเชียงใหม่ไปก่อน

         การที่อาณาจักรล้านช้างมีอำนาจแผ่ขยายมาปกครองอาณาจักรล้านนา ทำให้สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงเห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาได้ชัดเจนขึ้น เพราะถูกกระหนาบจากอาณาจักรที่เข้มแข็งหลายอาณาจักร นอกจากนี้ เมื่อครั้งพระนารายณ์ก่อการกบฏ ทางล้านช้าง ยังให้ความช่วยเหลือพระนารายณ์ด้วย ดังนั้นในขณะที่สถานการณ์ของล้านนายังไม่มั่นคง สมเด็จพระไชยราชาธิราชจึงเสด็จนำกองทัพที่มีพระยาพิษณุโลกเป็นแม่ทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ในกลาง พ.ศ.๒๐๘๘ แต่ไม่สำเร็จ

         ด้วยความไม่วางพระทัยในสถานการณ์ สมเด็จพระไชยราชาธิราชจึงเสด็จนำทัพที่มีพระยาพิษณุโลกเป็นแม่ทัพไปตีเมืองเชียงใหม่เป็นครั้งที่ ๒ ในปลาย พ.ศ. ๒๐๘๙ ด้วยกำลังทหาร ๔๐๐,๐๐๐ คน ในจำนวนนี้เป็นทหารรับจ้างจากชาติต่างๆ ๗๐,๐๐๐ คน ทั้งนี้ตามข้อมูลของปินโตซึ่งน่าจะเกินความจริงไปมากและเป็นไปได้มากว่าในครั้งนี้มีทหารอาสาโปรตุเกส ๑๒๐ คน ร่วมในกองทัพด้วย ในคราวนี้ตีได้ลำพูน เชียงใหม่ พระนางจิรประภายอมอ่อนน้อม อย่างไรก็ดี เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จกลับและสวรรคตในปลายปีนั้น ทางล้านนาก็ได้ทูลเชิญพระไชยเชษฐาจากล้านช้างมาปกครอง ซึ่งได้ทรงปกครองอยู่ ๒ ปี ก็เสด็จกลับไปปกครองอาณาจักรล้านช้างเพราะพระเจ้าโพธิสารพระราชบิดาสิ้นพระชนม์

         พระราชกรณียกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่งของสมเด็จพระไชยราชาธิราช คือ

         การส่งเสริมการค้าต่างประเทศ เป็นไปได้ว่าการทำสงครามกับเพื่อนบ้านหลายครั้ง ทำให้กรุงศรีอยุธยาลดความสำคัญทางการค้าระหว่างประเทศลง หลักฐานจีนสมัยราชวงศ์หมิง(พ.ศ.๑๙๑๑-พ.ศ.๒๑๘๗) แสดงให้เห็นว่าการทูตในระบบบรรณาการหยุดชะงัก ไม่มีการส่งทูตไปยังราชสำนักจีนเลย นอกจากนั้น หลักฐานโปรตุเกสแสดงให้เห็นว่าความสนใจของพ่อค้าโปรตุเกสที่มีต่อสินค้า และการค้าที่กรุงศรีอยุธยาก็ลดลง โดยโปรตุเกสให้ความสำคัญในการค้ากับพม่ามากกว่า เพราะมะละกาซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสสามารถติดต่อกับเมืองท่าของพม่าได้สะดวกกว่าที่กรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้ การเกิดเพลิงไหม้พระนครศรีอยุธยา เมื่อปลาย พ.ศ.๒๐๘๘ เป็นเวลาถึง ๓ วัน มีบ้านเรือนถูกไฟไหม้ ๑๐,๐๕๐ หลัง ย่อมมีผลกระทบอย่างมากต่อการค้าการค้าระหว่างประเทศ

         ด้านเศรษฐกิจการค้า แม้ว่าสถานการณ์จะไม่เอื้ออำนวยต่อการค้านัก สมเด็จพระไชยราชาธิราชก็ยังทรงหาวิธีการส่งเสริมการค้าและทำให้การเดินเรือสะดวกรวดเร็ว โดยโปรดให้ขุดคลองลัดเพื่อร่นระยะทางของแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อยปัจจุบันไปถึงปากคลองบางกอกใหญ่ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมคือคลองบางกอกน้อย

         เพื่อให้การค้ามีความยุติธรรม สมเด็จพระไชยราชาธิราชจึงโปรดให้จัดระบบตราชั่ง โดยใช้เครื่องชั่งตวง ที่ทางราชการรับรองมาตรฐานในการซื้อขายข้าวปลาอาหาร

         จากบันทึกของวันวลิตหรือเยเรเมียส ฟาน ฟลีต ซึ่งเป็นผู้จัดการสำนักการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาที่กรุงศรีอยุธยาได้กล่าวว่า สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงรักความยุติธรรม ทรงเกลียด และขจัดความชั่วร้าย มีพระทัยกว้างขวาง สนพระทัยในวิทยาการสมัยใหม่ ทรงจ้างนักเผชิญโชคชาวโปรตุเกสเป็นองครักษ์ ๑๒๐ คน และให้สอนทหารไทยใช้ปืนไฟ ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา แม้จะทำสงครามหลายครั้ง แต่พระองค์ก็ทรงทำให้บ้านเมืองรุ่งเรือง และราษฎร์ร่ำรวย

         หลังจากเสด็จกลับจากเชียงใหม่ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ สมเด็จพระไชยราชาธิราชก็เสด็จสวรรคตในปลาย พ.ศ.๒๐๘๙ โดยถูกท้าวศรีสุดาจันทร์พระสนมเอกวางยาพิษผสมในนมโคให้เสวย พระองค์ไม่มีพระราชโอรสธิดาที่เกิดจากพระมเหสี แต่มีพระราชโอรสที่เกิดแตท้าวศรีสุดาจันทร์ ๒ องค์ คือ พระยอดฟ้ากับพระศรีศิลป์ เมื่อพระองค์สวรรคต พระยอดฟ้าพระชนมายุ ๑๑ พรรษา ได้ครองราชสมบัติต่อโดยมีท้าวศรีสุดาจันทร์เป็นผู้สำเร็จราชการ

 สมเด็จพระแก้วฟ้า (สมเด็จพระยอดฟ้า)

        สมเด็จพระยอดฟ้าหรือสมเด็จพระยอดฟ้า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๔ แห่งกรุงศรีอยุธยา ในราชวงศ์สุพรรณภูมิ เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระไชยราชาธิราช(ที่ครองราชย์ พ.ศ.๒๐๗๗-๒๐๘๙) กับท้าวศรีสุดาจันทร์พระสนมเอกฝ่ายซ้าย ประสูติประมาณ พ.ศ.๒๐๗๙ มีพระอนุชาพระองค์หนึ่งพระนามว่าพระศรีศิลป์ พระชันษาอ่อนกว่าพระองค์ ๖ ปี

         เมื่อได้ครองราชย์สืบต่อจากสมเด็จพระราชบิดาใน พ.ศ.๒๐๘๙ นั้น สมเด็จพระแก้วฟ้ามีพระชนมายุเพียง ๑๑ พรรษา พระราชพงศาวดารบันทึกว่า

         “นางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ผู้เป็นสมเด็จพระชนนีช่วยทำนุบำรุงประคองราชการแผ่นดิน”

         สถานการณ์การเมืองในราชสำนักขณะนั้น คงจะไม่มั่นคงนัก พระเฑียรราชาเชื้อพระวงศ์ฝ่ายสมเด็จพระไชยราชาธิราชซึ่งน่าจะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยว่าราชการแผ่นดินได้ กลับเกรงราชภัย เสด็จไปทรงผนวชที่วัดราชประดิษฐานตลอดรัชกาลของสมเด็จพระแก้วฟ้า

         พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับเยเรเมียส ฟาน ฟลีต ว่า สมเด็จพระแก้วฟ้าโปรดการล่าสัตว์

         “ทรงม้าไปตามป่าตามทุ่งและไร่นา ชนช้าง ทรงพระแสงฝึกหัดขัตติยวิชา”

          นอกจากนี้ยังบันทึกว่า

         “ในรัชกาลของพระองค์บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ทุกแห่งหน มิได้อดอยากแห้งแล้ง”

          แต่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับต่างๆ ระบุสอดคล้องต้องกันว่า เมื่อทรงครองราชย์ได้ไม่นาน เกิดนิมิตร้าย หลายประการ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระแก้วฟ้าเสด็จออกสนาม ทรงให้ชนช้าง งาช้างพระยาไฟหักเป็น ๓ ท่อน เวลาค่ำช้างต้นพระฉัททันต์ต้องเป็นเสียงคนร้องไห้ ประตูไพชยนต์ร้องเป็นอุบาทว์เสมือนหนึ่งเป็นลางร้ายที่บอกเหตุที่จะบังเกิดขึ้นแก่ยุวกษัตริย์พระองค์นี้

         เหตุเกิดเนื่องจากท้าวศรีสุดาจันทร์พระชนนีผู้สำเร็จราชการภายในพระราชวังไปมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับพันบุตรศรีเทพผู้เฝ้าหอพระ ท้าวศรีสุดาจันทร์เลื่อนพันบุตรศรีเทพให้เป็นขุนชินราชรักษาหอพระข้างใน และต่อมาก็ให้เป็นขุนวรวงศาธิราช เมื่อพระนางทรงครรภ์กับขุนวรวงศาธิราชแล้ว จึงได้คิดอ่านยกขุนวรวงศาธิราชเป็นพระเจ้าแผ่นดิน โดยอ้างว่าสมเด็จพระแก้วฟ้าพระโอรสนั้นยังทรงพระเยาว์นึก สนพระทัยแต่จะเล่น พระสติปัญญาไม่พอที่จะว่าราชการแผ่นดิน

         “เราคิดว่าจะให้ขุนวรวงศาธิราชว่าราชการแผ่นดิน กว่าราชบุตรเราจะจำเริญวัยขึ้น”

        เมื่อขุนวรงศาธิราชเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ใน พ.ศ.๒๐๙๑ ขุนวรวงศาธิราชก็สำเร็จโทษสมเด็จพระแก้วฟ้า ณ วัดโคกพระยา ส่วนพระศรีศิลป์  พระอนุชามีพระชนมายุเพียง ๗ พรรษา จึงไม่ได้ถูกประหารไปในคราวนั้นจดหมายเหตุโหรระบุว่า พระแก้วฟ้าถูกสำเร็จโทษ วันอาทิตย์ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีจอ จ.ศ. ๙๑๐ ตรงกับวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๐๙๑ ทรงอยู่ในราชสมบัติ ๒ ปีเศษ พระชนมายุได้ ๑๓ พรรษาเศษ

ขุนวรวงศาธิราช

        ขุนวรวงศาธิราชเป็นขุนนางไทยสมัยอยุธยา ในรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช(พ.ศ.๒๐๗๗-๒๐๘๙) และรัชกาลสมเด็จพระยอดฟ้า(แก้วฟ้า)(พ.ศ.๒๐๘๙-๒๐๙๑)ได้เลื่อนยศและตำแหน่งด้วยการสนับสนุนของท้าวศรีสุดาจันทร์และสนมเอกของพระไชยราชาธิราช และเป็นพระมารดาของสมเด็จพระยอดฟ้า ขุนวรวงศาธิราชครองราชสมบัติอยู่เพียงไม่นานก็ถูกเจ้านาย และขุนนางกลุ่มหนึ่งจับตัวประหารชีวิตพร้อมกับท้าวศรีสุดาจันทร์และธิดา

         ประวัติของขุนวรวางศาธิราชปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาทุกฉบับ เช่น ฉบับพระราชหัตเลขา ฉบับจันพันทนุมาศ(เจิม) ฉบับจักรพรรดิพงศ์(จาด) ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพนฯ ฉบับของบริติชมิวเซียม ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ฯลฯ รวมทั้งปรากฏในจดหมายเหตุโหร และบันทึกของชาวต่างชาติ เช่น เฟอร์นาว เมนเดส ปินโต(Fernao Mendes Pinto) ชาวโปรตุเกสที่เดินทางท่องเที่ยวผจญภัยเข้ากรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช เยเรเมียส ฟานฟลีต (Jeremias van Vliet) ซึ่งเข้ามาประจำอยู่ที่สถานทีการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาในกรุงศรีอยุธยา รัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ.๒๑๗๒-๒๑๙๙) ซึ่งเนื้อความในเอกสารดังกล่าวจะแตกต่างกันในรายละเอียดและวันเวลา

         ขุนวรวงศาธิราชเดิมเป็นพนักงานรักษาหอพระข้างหน้าในพระราชวังกรุงศรีอยุธยา มีบรรดาศักดิ์เป็นพันบุตรศรีเทพ เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชสวรรคต ใน พ.ศ.๒๐๘๙ พระยอดฟ้า พระราชโอรสของพระองค์กับท้าวศรีสุดาจันทร์พระสนมเอก เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ

         ขณะมีพระชนมายุเพียง ๑๑ พรรษา ยังไม่ทรงสามารถว่าราชการได้ ท้าวศรีสุดาจันทร์พระชนนีจึงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน เรียกกันทั่วไปว่า แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์

         ท้าวศรีสุดาจันทร์กบกับพันบุตรศรีเทพที่หอพระข้างหน้า เกิดพอใจรักใคร่ จึงมีพระเสาวนีย์ให้พระยาราชภักดีสับเปลี่ยนตำแหน่งราชการให้ขุนชิราชรักษาหอพระข้างใน เพราะเหตุว่าเป็นข้าหลวงเดิมจะได้รับราชการใกล้ชิดพระองค์ยิ่งขึ้น ต่อมาเมื่อทรงครรภ์กับขุนชินราช จึงดำริจะยกราชสมบัติให้ แล้วเลื่อนให้ขุนชินราชขึ้นเป็นขุนวรวงศาธิราช ปลูกจวนให้อยู่ที่ริมศาลาสารบัญชีใกล้กำแพงพระราชวังในสิทธิ์ในการเกณฑ์และคุมกำลังคน รวมทั้งให้นั่งว่าราชการที่จวนในวังตรงประตูดินริมต้นหมัน เพื่อให้ขุนนางทั้งหลายรับรู้และเกรงกลัวในอำนาจ เมื่อขุนนางผู้ใหญ่ คือ พระยามหาเสนา เป็นห่วงราชการแผ่นดิน จึงถูกท้าวศรีสุดาจันทร์กำจัด แล้วมีพระเสาวนีย์ให้ตั้งขุนวรวงศาธิราชว่าราชการแผ่นดินแทน โดยอ้างเหตุว่าพระยอดฟ้ายังทรงพระเยาว์และเหตุการณ์ทางหัวเมืองเหนือยังไม่สงบ

         ความในพระราชพงศาวดารระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อท้าวศรีสุดาจันทร์ตรัสสั่งให้ปลัดวังนำราชยานเครื่องสูงออกไปรับขุนวรวงศาธิราชแห่เข้าวังแล้วนั้น จึงให้ตั้งการ

          “…พระราชพิธีราชาภิเษกยกขุนวรวงศาธิราชขึ้นเป็นเจ้าพิภพกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา จึงเอานายจันทร์   ผู้น้องขุนวรวงศาธิราชอยู่บ้านมหาโลกเป็นมหาอุปราชา… ”

          หลังจากนั้นพระยอดฟ้าก็ทรงถูกสำเร็จโทษ

         เมื่อขุนวรวงศาธิราชอยู่ในราชสมบัติ ซึ่งพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาส่วนใหญ่ระบุว่า ๕ เดือน แต่ปินโตว่า ๖๖ วัน ฟาน ฟลีตว่า ๔๐ วัน และฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ว่า ๔๒ วันนั้น ไม่ได้ประกอบกรณียกิจสำคัญแต่อย่างใด นอกจากให้สับเปลี่ยนตำแหน่งเจ้าเมืองในหัวเมืองเหนือที่กระด้างกระเดื่อง เพือประโยชน์ในการปกครอง และสนใจเรื่องช้างสำคัญ คือ เมื่อ สมุหนายกกราบทูลข่าวว่าพบช้างสำคัญที่เมืองลพบุรี หรือเมื่อพนักงานกรมช้างไล่ต้อนโขลงช้างเถื่อนเข้ามาทาง วัดแม่นางปลื้ม มาเข้าเพนียดวัดซอง(เป็นเพนียดเดิมก่อนย้ายไปที่ทุ่งทะเลหญ้า)ขุนวรวงศาธิราชสนพระทัยจะออกไปจับช้างด้วยพระองค์เองทั้ง ๒ ครั้ง แต่ที่เมืองลพบุรีนั้นได้สั่งให้กรมการเมืองไปจับสุดท้ายเมื่อขุนวรวงศาธิราชออกไปจับช้างที่เพนียดวัดซอง จึงเป็นสาเหตุให้เจ้านายและขุนนางกลุ่มหนึ่งคบคิดกันกำจัดด้วยการล้อมจับขุนวรวงศาธิราชและท้าวศรีสุดาจันทร์กับธิดา ขณะที่ขบวนเรือประทับไปถึงคลองสระบัวและฆ่าเสียทั้ง ๓ คน

         หลังจากกำจัดขุนวรวงศาธิราชสำเร็จแล้ว กลุ่มเจ้านายและขุนนาง ได้แก่ ขุนพิเรนทรเทพ เชื้อพระวงศ์(ต่อมา คือ สมเด็จพระมหาธรรมราชา) ขุนอินทรเทพ(ต่อมาคือเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช) หลวงศรียศ(ต่อมา คือ พระยามหาเสนา) หมื่นราชเสน่หาในราชการ(ต่อมา คือ เจ้าพระยามหาเทพ) และหมื่นราชเสน่หานอกราชการ(ต่อมาคือพระยาภักดีนุชิต) จึงได้ถวายราชสมบัติแก่พระเฑียรราชา เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

         พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาส่วนใหญ่ไม่ยกย่องและไม่นับขุนวงศาธิราชอยู่ในลำดับพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยา แม้จะมีระบุว่ามีทั้งบรมราชาภิเษกและพิธีอุปราชาภิเษกด้วยก็ตาม และต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จารึกพระนามพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ ที่ฐานพระพุทธรูปปางต่างๆจำนวน ๓๗ องค์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้หล่อไว้ด้วยทองแดง แล้วตั้งไว้ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่หอราชกรมานุสรและหอพระราชพงศานุสร ตรงกำแพงแก้ว หลังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ไม่ปรากฏว่ามีพระพุทธรูปจารึกนามขุนวรวงศาธิราชอยู่ด้วย หรือแม้แต่ในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงวิจารณ์“เรื่องราชประเพณีการตั้งพระมหาอุปราช” ก็ไม่ทรงกล่าวถึงการอุปราชาภิเษกนายจันทร์น้องชายของขุนวรวงศาธิราชเป็นวังหน้า เพราะไม่ได้ทรงนับขุนวรวงศาธิราชเป็นกษัตริย์

         ส่วนสมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ “อธิบายรัชกาลครั้งกรุงเก่า” ในประชุมพงศาวดารกาคที่ ๕ และ“อธิบายเรื่องในสมัยขุนวรวงศาธิราช” ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา โดยทรงเรียงรัชกาลพระยอดฟ้าเป็นพระมหากษัตริย์อยุธยาลำดับที่ ๑๔ และรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเป็นลำดับที่ ๑๕ ไม่ทรงนับรัชกาล ขุนวรวงศาธิราช เพราะเหตุว่า“เรื่องพงศาวดารตอนนี้เป็นเรื่องของความชั่วไม่น่าอธิบาย” อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงวินิจฉัยเรื่องพระเฑียรราชาได้ราชสมบัติ ไว้อย่างละเอียดเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายตามพระที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสสั่ง เมื่อพ.ศ.๒๔๕๗ นั้น สรุปพระมติที่ทรงวินิจฉัยไว้ว่า ก่อนที่สมเด็จพระไชยราชาธิราชจะสวรรคตในพ.ศ.๒๐๘๙ นั้น พระองค์ตรัสสั่งให้พระยอดฟ้าเป็นรัชทายาทขึ้นครองราชสมบัติ ให้พระเฑียรราชาอนุชาต่างพระมารดาเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน มีท้าวศรีสุดาจันทร์พระชนนีเป็นผู้สำเร็จราชการฝ่ายใน ต่อมาเมื่อท้าวศรีสุดาจันทร์สมัครรักใคร่กับพันบุตรศรีเทพผู้เป็นญาติและพนักงานเฝ้าหอพระ จึงสั่งให้ย้ายไปเป็นตำแหน่งขุนชินราช พนักงานเฝ้าหอพระของพระชนนี เพื่อให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น แล้วอ้างว่าเป็นราชนิกุลจึงเลื่อนเป็นที่ขุนวรวงศาธิราชอยู่ในกรมวัง เมื่ขุนนางผู้ใหญ่ เช่น พระยามหาเสนา ที่สมุหเสนากลาโหมทราบเรื่องความสัมพันธ์ ขุนวรวงศาธิราชจึงทูลแนะนำให้ท้าวศรีสุดาจันทร์กำจัดเสีย รวมททั้งคิดกำจัดพระเฑียรราชาจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินด้วย จึงทำให้พระเฑียรราชาทูลลาไปผนวช ท้าวศรีสุดาจันทร์จึงได้อำนาจทั้งหมดเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน จากนั้นก็แต่งตั้งให้ขุนวรวงศาธิราชเป็นผู้บังคับการล้อมพระราชวัง มีไพร่พลพรรคพวกเป็นกำลังอยู่ประจำในพระราชวัง

         ใน พ.ศ.๒๐๙๐ ท้าวศรีสุดาจันทร์ ทรงครรภ์กับขุนวรวงศาธิราช ไม่สามารถออกว่าราชการได้ จึงสร้างศาลาในพระราชวังอยู่ริมประตูดินใกล้ต้นหมัน ให้ขุนวรวงศาธิราชอยู่ประจำเป็นผู้รับรับสั่งในราชกิจทั้งปวง ทำให้มีอำนาจเสมือนเป็นผู้สำเร็จราชการทั่วทั้งพระราชวัง ต่อมาสมเด็จพระยอดฟ้าถูกขุนวรวงศาธิราชสำเร็จโทษ โดยที่ท้าวศรีสุดาจันทร์ไม่ทราบมาก่อน และต้องยอมราชาภิเษกให้ขุนวรวงศาธิราชขึ้นครองราชย์ มีพระศรีศิลป์พระอนุชาของสมเด็จพระยอดฟ้าซึ่งมีพระชนมายุเพียง ๗ พรรษา เป็นรัชทายาท และแต่งตั้งนายจันทร์ บ้านมหราโลก น้องชายของขุนวรวงศาธิราชเป็นเข้าพระยามหาอุปราช หัวหน้าข้าราชการ

         ส่วนบรรดาเจ้านายและขุนนางที่เข้ากับพระยอดฟ้านั้น เมื่อขุนวรวงศาธิราชปลงพระชนม์สมเด็จพระยอดฟ้าแล้ว จึงตกลงกันว่าหากกำจัดขุนวรวงศาธิราช และท้าวศรีสุดาจันทร์ได้ ก็จะถวายราชสมบัติแก่พระเฑียรราชา ซึ่งขณะนั้นยังทรงผนวชอยู่ และร่วมกันเสี่ยงเทียนพิสูจน์ให้เห็นเป็นนิมิต เมื่อขุนวรวงศาธิราชประสงค์จะออกไปจับช้างที่เพนียดวัดซองโดยกระบวนเรือ ขุนพิเรนทรเทพและพรรคพวกจึงจับขุนวรวงศาธิราชและท้าวศรีสุดาจันทร์ฆ่าเสีย แล้วอัญเชิญพระศรีศิลป์รัชทายาทกลับพระราชวัง ส่วนธิดาของขุนวรวงศาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์ต่อมาก็ถูกกำจัดด้วย แล้วจึงทูลเชิญพระเฑียรราชาให้ลาผนวช เสด็จขึ้นครองราชย์พระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จากนั้นจึงปูนบำเหน็จความชอบให้บรรดาผู้ร่วมดำเนินการทั้งหลายโดยทั่วกัน

 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พระเฑียรราชา)

         สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทรงพระนามเดิมว่า พระเฑียรราชา(พระเธียรราชา)ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ และทรงเป็นพระอนุชาต่างพระชนนี ในสมเด็จพระไชยราชาธิราช ทรงมีพระนามเดิมว่า พระเยาวราช ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินคู่กันกับท้าวศรีสุดาจันทร์ ในรัชสมัยสมเด็จพระยอดฟ้า ต่อมาได้เสด็จออกผนวช ณ วัดราชประดิษฐาน

         เมื่อขุนพิเรนทรเทพ และคณะ ได้กำจัดขุนวรวงศาธิราชและท้าวศรีสุดาจันทร์เสร็จสิ้นแล้ว จึงได้อัญเชิญพระเฑียรราชา ให้ลาผนวช และขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช เมื่อปี พ.ศ.๒๐๙๑ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๑๕ ของกรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้สถาปนาพระมเหสีเป็นพระสุริโยทัย ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดา ๔ พระองค์ คือ พระราเมศวร พระมหินทร พระวิสุทธิกษัตรีย์ และพระเทพกษัตรีย์

         เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์แล้ว ได้ทรงแต่งตั้งให้ขุนพิเรนทรเทพ เป็นพระมหาธรรมราชา ครองเมืองพิษณุโลก แล้วพระราชทานพระวิสุทธิกษัตรีย์ให้เป็นพระมเหสี ขุนอินทรเทพ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช ผู้สำเร็จราชการเมืองนครศรีธรรมราช หลวงศรียศ เป็นเจ้าพระยามหาเสนาที่สมุหกลาโหม หมื่นราชเสน่หา เป็นเจ้าพระยามหาเทพ หมื่นราชเสน่หานอกราชการ เป็นพระยาภักดีนุชิต พระยาพิชัย เป็นเจ้าพระยาพิชัย พระยาสวรรคโลก เป็นเจ้าพระยาสวรรคโลก

         ในปี พ.ศ.๒๐๙๑ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ได้เพียงเจ็ดเดือน พระเจ้าหงสาวดี (พระเจ้าตะเบงชะเวตี้) ทรงทราบว่า ทางกรุงศรีอยุธยาผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน เห็นเป็นโอกาสที่จะแผ่อำนาจมายังราชอาณาจักรไทย จึงได้ยกกองทัพมาทางเมืองกาญจนบุรี สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เสด็จออกไปดูลาดเลากำลังศึก ณ ทุ่งภูเขาทอง พร้อมกับพระสุริโยทัย พระราเมศวร และพระมหินทราธิราช สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้กระทำยุทธหัตถีกับพระเจ้าแปรช้างพระที่นั่งเสียที สมเด็จพระสุริโยทัยจึงทรงไสช้างเข้าขวางช้างข้าศึก เพื่อป้องกันสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระเจ้าแปรได้ทีจึงฟันสมเด็จพระสุริโยทัยด้วยของ้าว สิ้นพระชนม์บนคอช้าง พระราเมศวรและพระ มหินทราฯ ได้ขับช้างเข้ากันพระศพกลับเข้าพระนคร

         ด้านการปกครอง ในปี พ.ศ.๒๐๙๒-๒๑๐๖ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดให้ปรับปรุงกิจการทหารและเสริมสร้างบ้านเมืองให้มั่นคงกว่าเดิม

         ด้านการคมนาคม ขุดคลองมหานาคเป็นคูเมืองออกไปถึงชายทุ่งภูเขาทอง โปรดให้จับม้า และช้างให้เข้ามาในราชการ ในรัชสมัยของพระองค์ สามารถจับช้างเผือกได้ถึงเจ็ดเชือก จึงได้รับการขนานพระนามว่า พระเจ้าช้างเผือก อีกพระนามหนึ่ง(ซึ่งภายหลังเป็นสาเหตุให้พระเจ้าบุเรงนองทำสงครามช้างเผือก)

         ด้านการการศึก พระเจ้าบุเรงนอง ผู้ครองราชย์ต่อจากพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ทราบเรื่องช้างเผือก จึงส่งราชทูตเชิญพระราชสาส์นมาขอพระราชทานช้างเผือก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงให้เหตุผลเชิงปฏิเสธ พระเจ้าบุเรงนองจึงถือสาเหตุนั้น ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีพ.ศ.๒๑๐๖ ด้วยกำลังพลสองแสนคน จัดเป็นทัพกษัตริย์หกทัพ ได้เตรียมทัพเรือพร้อมปืนใหญ่กับจ้างชาวโปรตุเกสอาสาสมัคร ให้เมืองเชียงใหม่สนับสนุนเสบียงอาหาร โดยลำเลียงมาทางเรือ เปลี่ยนเส้นทางเดินทัพมาทางด่านแม่ละเมา เข้าตีหัวเมืองเหนือของไทยมาตามลำดับเพื่อตัดกำลังที่จะยกมาช่วยกรุงศรีอยุธยา

         ฝ่ายไทยเตรียมตัวป้องกันพระนคร แต่ฝ่ายไทยต้านทานไม่ได้ต้องถอยกลับเข้ากรุงศรีอยุธยา กองทัพพม่าได้เข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้แล้วระดมยิงปืนใหญ่เข้าในพระนครทุกวัน จนราษฎรได้รับความเดือดร้อน และเสียขวัญ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ต้องเสด็จเจรจากับพระเจ้าบุเรงนอง ที่พลับพลาบริเวณตำบลวัดพระเมรุการามกับวัดหัสดาวาส ยอมเป็นไมตรี โดยได้มอบช้างเผือกสี่เชือก พร้อมกับพระราเมศวร พระยาจักรี และพระยาสุนทรสงครามให้แก่พม่า จากพงศาวดารได้กล่าวไว้ว่า ถึงแม้บุเรงนองจะเก่งในการศึกแต่ไม่ เคยรบชนะไทยด้วยการนำทหารเข้าประจัญบานเลย แต่จะใช้เล่ห์เหลี่ยมและอุบายให้ได้ซึ่งชัยชนะ

         ในปี พ.ศ.๒๑๑๑ พม่าได้ยกกองทัพใหญ่เจ็ดกองทัพ เดินทัพมาทางด่านแม่ละเมาเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ทั้งสี่ด้าน พระเจ้าบุเรงนองได้ทำอุบายให้พระยาจักรีที่พม่าขอไปพม่าในสงครามครั้งก่อน ลอบเข้ากรุงศรีอยุธยา เป็นไส้สึกให้พม่า จนทำให้การป้องกันกรุงศรีอยุธยาอ่อนแอลงไปตามลำดับ หลังจากพม่าล้อมกรุงอยู่ ๙ เดือนก็เสียกรุงแก่พม่า เมื่อปี พ.ศ.๒๑๑๒

         หลักฐานในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา และพงศาวดารพม่าระบุต้องกันว่า เหตุที่พระเจ้าบุเรงนองทรงกรีธาทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกคำรบหนึ่งในพ.ศ.๒๑๑๒ นั้น เนื่องด้วยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งได้กระทำสัตย์สาบานว่าจะจงรักภักดียอมตนเป็นเจ้าประเทศราชต่อกรุงหงสาวดีได้คิดแข็งข้อเป็นกบฏ และยังหักหาญขึ้นไปเทครัวเมืองพิษณุโลกซึ่งเป็นเมืองประเทศราชต่อกรุงหงสาวดีภายใต้การปกครองของ “เจ้าฟ้าสองแคว” ซึ่งเป็นพระยศที่พระเจ้าบุเรงนองทรงสถาปนาให้กับพระมหาธรรมราชาเจ้าเมืองในขอบขัณฑสีมาหงสาวดี การกระทำดังกล่าวนี้เท่ากับเป็นการท้าทายพระเจ้าบุเรงนอง จึงจำเป็นที่พระองค์จะต้องเปิดศึกกับอยุธยาอีกครั้ง

         หากยึดหลักฐานข้างพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาก็มีความเป็นไปได้ว่า ก่อนเกิดศึกสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงสละราชสมบัติไปแล้วในราวพ.ศ.๒๑๐๘ หลังเหตุการณ์ชิงตัวพระเทพกษัตรีย์ ๑ ปี หลังจากนั้นก็เสด็จไปประทับที่วังหลัง ขณะนั้นพระชนมายุได้ ๕๙ พรรษา ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าพระองค์ออกผนวชที่วัดใด และออกผนวชเมื่อไร แต่หลักฐานในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุว่า

         “พระเจ้าช้างเผือก เวณราชสมบัติแล้ว ถึงเดือน ๓ ก็เสด็จขึ้นเมืองลพบุรี ตรัสให้บูรณะอารามพระศรีรัตนมหาธาตุให้บริบูรณ์ และต่างปะขาวนางชี ๒๐๐ กับข้าพระให้อยู่รักษาพระมหาธาตุ แล้วก็เสด็จลงมายังกรุงพระมหานครศรีอยุธยา”

         เป็นไปได้ว่าจะทรงผนวชอยู่จนถึงปีพ.ศ.๒๑๑๐ หรือต้น พ.ศ.๒๑๑๑ เป็นอย่างช้า แล้วจึงเสด็จลาพระผนวชเพื่อขึ้นครองแผ่นดินอีกคำรบหนึ่งตามการอัญเชิญของสมเด็จพระมหินทราธิราช ในปีถัดมา คือ ใน พ.ศ.๒๑๑๑ พระเจ้าบุเรงนองก็กรีธาทัพใหญ่เข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง ครั้งนี้ทางกรุงศรีอยุธยาเตรียมการตั้งรับเข้มแข็ง พระเจ้าบุเรงนองไม่อาจตีหักพระนครได้โดยง่าย แต่แล้วสมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็เสด็จสวรรคตระหว่างศึกพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ระบุว่า

          ศักราช ๙๓๐ มะโรงศก(พ.ศ.๒๑๑๑) ในเดือน ๑๒ นั้น พระเจ้าหงสายกพลมาแต่เมืองหงสา ครั้นเถิงวันศุกร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑ พระเจ้าหงสามาเถิงกรุงพระนครศรีอยุธยา ตั้งทัพตำบลหล่มพลี และเมื่อเศิกหงสา เข้าล้อมพระนครศรีอยุธยานั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้าทรงพระประชวรนฤพาน

         สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ.๒๑๑๑ ครองราชย์ได้ ๒๐ ปี ส่วนพงศาวดารที่ชำระในสมัยหลังระบุว่า

         “ทรงประชวนหนัก ประมาณ ๒๕ วัน ก็เสด็จสวรรคต”

         หลักฐานในพงศาวดารพม่าระบุว่า ภายหลังจากพระเจ้าหงสาวดีล้อมกรุงศรีอยุธยาแล้วเป็นเวลา ๔ เดือน

         “พระเจ้าอยุธยาพระนามว่าพระสาธิราชา(เธียรราชา)ที่ทรงผนวชและเป็นขบถนั้น สิ้นพระชนม์ ในวันศุกร์ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๖ จุลศักราช ๙๓๑(พ.ศ.๒๑๑๒)”

 สมเด็จพระมหินทราธิราช

         สมเด็จพระมหินทราธิราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๖ แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับสมเด็จพระสุริโยทัย เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิสวรรคต สมเด็จพระมหินทราธิราชทรงขึ้นครองราชย์ รัชกาลของสมเด็จพระมหินทราธิราช อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงที่อยุธยาเกิดความระส่ำระสายทั้งเหตุการณ์ภายในประเทศและศึกสงครามกับพม่า

         เมื่อสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสด็จออกผนวชหลังจากสิ้นศึกสงครามกับพม่าใน พ.ศ.๒๑๐๖ แล้ว สมเด็จพระมหินทราธิราชไม่ทรงวางพระทัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้าเมืองพิษณุโลกว่าจะไปฝักใฝ่พม่า จึงลอบติดต่อ   พระไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต(ล้านช้าง) ให้ยกทัพมาตีเมืองพิษณุโลก ต่อมาในปีพ.ศ.๒๑๑๑ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงลาผนวช แต่ต้องเผชิญกับศึกพม่าที่นำโดยพระเจ้าบุเรงนอง ในระหว่างสงครามนั้นเอง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิสวรรคต

         ด้านการสงคราม กรุงศรีอยุธยาถูกพม่าปิดล้อมนานกว่า ๕ เดือน พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ระบุความในช่วงรัชกาลสมเด็จพระมหินทราธิราชไว้ว่า

         ศักราช ๙๓๐ มะโรงศก(พ.ศ.๒๑๑๑) ในเดือน ๑๒ นั้น พระเจ้าหงสายกพลมาแต่เมืองหงสา ครั้นเถิงวันศุกร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑ พระเจ้าหงสาเถิงกรุงพระนครศรีอยุธยา ตั้งทัพตำบลหล่มพลี และเมื่อเศิกหงสาเข้าล้อมพระนครศรีอยุธยานั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้าทรงพระประชวรนฤพาน และครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระมหินทราธิราช ตรัสมิได้นำพาการเศิก แต่พระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวนั้นตรัสเอาพระทัยใส่ และเสด็จไปบัญชาการที่จะรักษาพระนครทุกวัน ครั้นแลสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าตรัสรู้ว่า พระเจ้าลูกเธอ   พระศรีเสาวเสด็จไปบัญชาการเศิกทุกวันดังนั้นก็มิได้ไว้พระทัย ก็ให้เอาพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวนั้นไปฆ่าเสีย ณ วัด พระราม ครั้งนั้นการเศิกซึ่งจะรักษาพระนครนั้นก็คลายลง

         ครั้นเถิงศักราช ๙๓๑ มะเส็งศก(พ.ศ.๒๑๑๒) ณ วันอาทิตย์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๙ เพลารุ่งแล้ว ประมาณ ๓ นาฬิกา ก็เสียกรุงพระนครศรีอยุธยาแก่พะระเจ้าหงสา ครั้นเถิงวันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๑๒ ทำการปราบดาภิเษกสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าเสวยราชสมบัติกรุงพระนครศรีอยุธยา อนึ่งเมื่อพระเจ้าหงสาเสด็จกลับคืนไปเมืองหงสานั้น พระเจ้าหงสาเอาสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าขึ้นไปด้วย

         สมเด็จพระมหินทราธิราชทรงครองราชย์ ๒ ครั้ง รวมเวลาได้ ๗ ปี คราวแรกเสวยราชสมบัติเมื่อ พ.ศ.๒๑๐๖ พระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา เสด็จสวรรคตใน พ.ศ.๒๑๑๒ พระชนมายุได้ ๓๔ พรรษา เอกสารล้านนากล่าวว่าเป็นสิ้นวงศ์ที่สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าพรหมแห่งเชียงรายเชียงแสน

สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๑)

         สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๗ แห่งกรุงศรีอยุธยา เสด็จพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ.๒๐๕๗ เดิมรับราชการมีบรรดาศักดิ์เป็นขุนพิเรนทรเทพ เจ้ากรมพระตำรวจขวา ซึ่งมีส่วนร่วมในการปราบขุนวรวงศาธิราชและแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ แล้วอัญเชิญพระเฑียรราชาให้ลาผนวชขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

         หลังจากที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสวยราชย์ เมื่อพ.ศ.๒๐๙๑ แล้ว ทรงสถาปนาขุนนางสำคัญที่มีส่วนช่วยเหลือให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ที่สำคัญดังนี้ ขุนพิเรนทรเทพเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าให้ครองเมืองพิษณุโลก และพระราชทานพระวิสุทธิกษัตริย์พระราชธิดาให้เป็นพระมเหสีขุนอินทรเทพให้เป็นเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราชเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช หลวงศรียศเป็นเจ้าพระยามหาเสนา ที่สมุหกลาโหม หมื่นราชเสน่หาในราชการเป็นเจ้าพระยาพิชัย พระยาสวรรคโลกเป็นเจ้าพระยาสวรรคโลก

         เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าไปครองเมืองพิษณุโลกนั้น ต่อมาพระวิสุทธกษัตรีย์ มีพระราชธิดาและพระราชโอรสเป็นลำดับ คือ   พระสุพรรณกัลยา สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถ เมื่อเกิดสงครามช้างเผือกระหว่างอยุธยากับพม่าในพ.ศ.๒๑๐๖ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าได้พยายามป้องกันเมืองพิษณุโลก และหัวเมืองเหนือไว้ด้วยความสามารถ แต่เมื่อจวนจะเสียมือง สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้ายอมอ่อนน้อมต่อพม่า พม่าเห็นการปฏิบัติของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าแล้ว จึงตั้งให้เป็นเจ้าเมืองพิษณุโลก แต่ขึ้นอยู่ภายใต้อาณัติของพม่า ภายหลังที่เสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ.๒๑๑๒ แล้ว จึงได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๑ ขณะนั้นมีพระชนมายุได้ ๕๔ พรรษา

         ในรัชกาลของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้ามีเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้น ดังนี้

         ในพ.ศ.๒๑๑๓ พระยาละแวกยกทักมาตีกรุงศรีอยุธยา แต่สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าสามารถป้องกันเมืองไว้ได้ โดยขับไล่กองทัพระยาละแวกไป ต่อมาอีก ๓ ปี กองทัพพระยาละแวกยกเข้ามาโจมตีอยุธยาอีก แต่สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าก็ป้องกันเมืองไว้ได้ การที่ข้าศึกสามารถขึ้นมาประชิดพระนครได้ง่ายดังนี้ ทำให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าโปรดให้ขุดคูขื่อหน้าทางด้านทิศตะวันออกของเกาะเมืองให้กว้างขึ้น ทรงสร้างป้อมมหาชัยขึ้นที่บริเวณแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำลพบุรีมาบรรจบกัน และทรงสถาปนาพระราชวังหน้าขึ้นเพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระมหาอุปราช

         ใน พ.ศ.๒๑๒๔ เกิดกบฏญาณพิเชียรขึ้นแถบเมืองลพบุรี แต่สามารถปราบปรามให้สงบเรียบร้อยลงได้

         ใน พ.ศ.๒๑๒๙ และพ.ศ.๒๑๓๐ สามารถขับไล่กองทัพพระเจ้าหงสาวดีที่มาล้อมกรุงศรีอยุธยาให้พ่ายแพ้กลับไป และในการปราบปรามหัวเมืองต่างๆที่กระด้างกระเดื่องเช่นหัวเมืองเขมรให้อยู่ในอำนาจกรุงศรีอยุธยานั้น สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถทรงออกรบทุกครั้ง ทำให้กองทัพอยุธยาสามารถยับยั้งการรุกรานของเมืองอื่นๆ ได้อีกระยะหนึ่ง ครั้นต่อมาจุลศักราช ๙๕๒ ปีขาล สัมฤทธิศก พ.ศ.๒๑๓๓ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าสวรรคต พระชนมายุได้ ๗๖ พรรษาอยู่ในราชสมบัติได้ ๒๒ ปี

 สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒)

KSN1

         สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชากับพระวิสุทธิกษัตรีย์ เสด็จพระราชสมภพ เมื่อปี พ.ศ.๒๐๙๘ ที่เมืองพิษณุโลก พระนามของพระองค์ปรากฏในลายลักษณ์อักษรหลายฉบับ เช่น พระนเรศ วรราชาธิราช, พระนเรสส, องค์ดำ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าพระนาม นเรศวรได้มาจากที่ใด สันนิษฐานเบื้องต้นว่า เพี้ยนมาจาก สมเด็จพระนเรศ วรราชาธิราช มาเป็น สมเด็จพระนเรศวร ราชาธิราช ในจดหมายเหตุของวัน วลิต ได้กล่าวถึงพระสมัญญา “ราชาแห่งไฟ” ของสมเด็จพระนเรศวร พระองค์มีพระพี่นางคือ พระสุวรรณกัลยา หรือพระสุพรรณกัลยา และมีพระอนุชาคือ สมเด็จพระเอกาทศรถ หรือพระองค์ขาว สมเด็จพระนเรศวรทรงสืบเชื้อสายทั้งราชวงศ์สุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา ทรงใช้ชีวิตในวัยเยาว์ที่เมืองพิษณุโลก ก่อนจะถูกนำพระองค์ไปพม่า เมื่อพระชนมายุได้ ๙ พรรษา และประทับที่พม่าจนพระชน   มายุได้ ๑๖ พรรษา(ในเรื่องของพระชนมายุนี้ ตำราหลายเล่ม เขียนไว้ต่างกัน) ดังนั้น พระองค์จึงทรงเจริญวัยขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม ที่ไทยต้องเป็นฝ่ายตั้งรับจากการจู่โจมของพม่า ท่ามกลางความขัดแย้ง

         หลังจากเสียกรุงแก่พม่า เมื่อปี พ.ศ.๒๑๑๒ สมเด็จพระมหาธรรมราชาได้ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา เขมรเห็นเป็นโอกาสที่ไทยอ่อนแอ จึงได้ยกทัพมาปล้นสดมภ์ และกวาดต้อนผู้คนบริเวณชายพระนคร สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงได้ขอตัวสมเด็จพระนเรศวรจากหงสาวดีกลับมาช่วยป้องกันบ้านเมือง

         ด้านการปกครอง สมเด็จพระมหาธรรมราชาได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนเรศวรเป็นพระมหาอุปราชา ปกครองหัวเมืองทางทิศเหนือ และประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก ในระยะที่ประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก คือ ในพ.ศ. ๒๑๑๔ ในระยะเวลา ๑๔ ปี ที่ทรงปกครองหัวเมืองเหนืออยู่นั้น ทรงดำเนินการหลายอย่างที่จะมีความสำคัญในอนาคต เช่น การฝึกหัดข้าราชการ การรวบรวมกำลังคนที่หลบหนีพม่า การฝึกฝนยุทธวิธีการรบ การสร้างขวัญกำลังใจให้เกิดขึ้นใหม่ ดังนั้น หัวเมืองเหนือจึงเป็นฐานเริ่มต้นที่สำคัญในการกอบกู้เอกราชของสมเด็จพระนเรศวร

         การประกาศอิสรภาพ การหาจังหวะประกาศอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรน่าจะเกิดขึ้นหลังจากการไปเฝ้าพระเจ้านันทบุเรงในโอกาสขึ้นครองราชย์ใหม่ และทรงได้แสดงฝีมือช่วยกษัตริย์พม่าปราบเจ้าฟ้าไทยใหญ่เมืองคังได้สำเร็จ การที่พม่าตัดถนนเข้ากำแพงเพชร ยิ่งต้องทำให้สมเด็จพระนเรศวรเร่งหาโอกาสให้เร็วขึ้น ดังนั้นในปลายพ.ศ.๒๑๒๖ เมื่อพระองค์ได้รับมอบหมายให้ไปช่วยพระเจ้านันทบุเรงปราบเมืองอังวะ จึงทรงเดินทัพไปช้าๆ เพื่อหาจังหวะโจมตีหงสาวดี ระหว่างที่พระเจ้านันทบุเรงไม่อยู่ หรืออย่างน้อยเพื่อให้มีโอกาสนำคนไทยที่ถูกกวาดต้อนไปกลับคืนประเทศ

         ในปี พ.ศ.๒๑๒๗ พระองค์ทรงได้ประกาศอิสรภาพของกรุงศรีอยุธยาจากอำนาจของพม่า หลังจากที่ตกอยู่ในอำนาจพม่าเป็นเวลา ๑๕ ปี ที่เมืองแครงในเขตแดนพม่าตอนล่าง อันเป็นถิ่นเดิมของมอญ หลังจากที่ทรงรับรู้ว่าพม่าวางแผนกำจัดพระองค์เหมือนกัน พระองค์ประกาศว่า

         ̏ ตั้งแต่วันนี้กรุงศรีอยุธยาขาดทางไมตรีกับกรุงหงสาวดี มิได้เป็นมิตรกันดังแต่ก่อนไป ̋

         แล้วส่งคนไปชักชวนคนไทยที่ถูกกวาดต้อนกลับกรุงศรีอยุธยา เป็นที่น่าสังเกตว่าการประกาศอิสรภาพในครั้งนี้ทรงกระทำในขณะที่ทรงเป็นรัชทายาท โดยที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชยังไม่ทรงทราบ

         ด้านการค้าและการต่างประเทศ ความมั่นคงยังขึ้นอยู่กับความมั่งคั่งของอาณาจักรด้วย ซึ่งสิ่งที่จะได้มาก็ด้วยการค้ากับต่างประเทศ โปรตุเกสในฐานะชาติที่เป็นตะวันตกชาติแรกที่เข้ามาค้าขายและเผยแผ่ศาสนายังคงดำเนินกิจการอยู่ และอาวุธปืนของโปรตุเกสเป็นที่ต้องการของไทยมาก ต่อมาในพ.ศ. ๒๑๔๗ ฮอลันดาซึ่งมาค้าขายที่ปัตตานีเมื่อ ๓ ปีที่แล้วก็เข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยา การติดต่อค้าขายเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความมั่นคงมั่งคั่ง แต่ทำให้สมเด็จพระนเรศวรมีโลกทัศน์กว้างไกลยิ่งขึ้น ถึงกับมีการส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฮอลันดาก่อนที่จะสวรรคตเล็กน้อย ส่วนการค้ากับชาติเอเชียการค้ากับจีนมีความสำคัญมาก เพียงหนึ่งปีหลังการประกาศอิสรภาพทรงส่งทูตไปยังราชสำนักหมิง(พ.ศ.๑๙๑๑-๒๑๘๗)เพื่อขอพระราชทานตราแผ่นดินแทนของเก่าที่ถูกพม่ายึดไป และจากการค้ากับจีนก็ได้เริ่มขึ้นใหม่ แน่นอนว่าการค้าทางทะเลของไทยขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางในทะเลทางด้านตะวันออกรวมถึงญี่ปุ่นด้วย

         ด้านการศึก ตลอดรัชสมัยของพระองค์ทรงกอบกู้กรุงศรีอยุธยาจากพม่า และได้ทำสงครามกับอริราชศัตรูทั้งพม่า และเขมร จนราชอาณาจักรไทยเป็นปึกแผ่นมั่นคง

         การที่เขมรโจมตีถึคงเมืองหลวง และชายแดนของกรุงศรีอยุธยาทำให้กรุงศรีอยุธยาสามารถอ้างเหตุผลเพื่อเสริมสร้างกำลังขึ้นได้ เพราะเพียงระยะก่อนการประกาศอิสรภาพใน พ.ศ.๒๑๒๗ เขมรส่งกองทัพเข้ามาถึง ๕ ครั้ง คือใน พ.ศ.๒๑๑๓ พ.ศ.๒๑๑๘ พ.ศ.๒๑๒๒พ.ศ.๒๑๒๔ และ พ.ศ.๒๑๒๕

         ทั้งในพ.ศ.๒๑๒๔ ยังเกิดกบฏญาณพิเชียรที่ลพบุรี การที่ต้องต่อสู่ป้องกันและขับไล่ศัตรู และต้องปราบปรามกบฏภายใน ทำให้ต้องมีการเสริมสร้างกำลังไพร่พล และเตรียมการป้องกันให้เข้มแข็ง ดังใน พ.ศ.๒๑๒๓ มีการขยายแนวกำแพงเมืองไปถึงแนวแม่น้ำ

         พระเจ้านันทบุเรงไม่เปิดโอกาสให้ไทยได้ตั้งตัว ในทันทีที่ทราบว่าแผนการกำจัดสมเด็จพระนเรศวรล้มเหลว และสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพ จึงทรงส่งกองทัพมาโจมตีทันที

         กองทัพพม่าขนาดใหญ่รี้พลมากมายถึง ๒๕๐,๐๐๐ คน และนำโดยพระเจ้านันทบุเรง ในพ.ศ.๒๑๒๙-๒๑๓๐ ยังถูกกองทัพไทยของสมเด็จพระนเรศวร กับพระอนุชาขับไล่ออกไป และประสบความเสียหายอย่างยับเยิน ยังผลให้การโจมตีของพม่าต้องว่างเว้นไปถึง ๓ ปี การล่าถอยของกองทัพพม่าในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าอิสรภาพของเมืองไทยเป็นเรื่องที่ปลอดภัยและยั่งยืน และในปีเดียวกันยังทรงทำให้กัมพูชาอยู่ในอำนาจกรุงศรีอยุธยาได้อีกครั้งด้วย

         การสงครามกับพม่าครั้งสำคัญที่ทำให้พม่าไม่กล้ายกทัพมารุกรานไทยอีกเลย เป็นเวลาเกือบสองร้อยปี คือ สงครามยุทธหัตถี เมื่อปี       พ.ศ.๒๑๓๕

         เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชา เสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ.๒๑๓๓ พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๑๓๓ เมื่อพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนเรศวร หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ และโปรดเกล้าฯให้พระเอกาทศรถ พระราชอนุชา ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช แต่มีศักดิ์เสมอพระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง

         กองทัพพม่าเริ่มโจมตีกรุงศรีอยุธยาเป็นระลอกสอง ในพ.ศ.๒๑๓๓ หลังการผลัดแผ่นดินเพียง ๔ เดือน โดยมีพระมหาอุปราชาเป็นแม่ทัพคุมพล ๒๐๐,๐๐๐ คน มาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ สมเด็จพระนเรศวรทรงนำทัพออกไปรับมือกับข้าศึกที่เมืองสุพรรณบุรี และสามารถขับไล่กองทัพพม่าออกไปได้อย่างง่ายดาย ทำให้ทัพพม่าเสียหายอย่างยับเยิน ๒ ปีต่อมา พระมหาอุปราชาได้ทรงนำทัพพม่ามาอีกในสงครามที่มีความสำคัญ นั่นคือ แม่ทัพทั้ง ๒ ฝ่ายพร้อมด้วยแม่ทัพรองได้ทำยุทธหัตถีกันที่หนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๑๓๕

         ผลการทำยุทธหัตถีคือ พระมหาอุปราชาถูกฟันสิ้นพระชนม์บนคอช้าง หลังสงครามครั้งนี้ โฉมหน้าของการสงครามได้เปลี่ยนไป พม่าไม่กล้ายกกองทัพมาโจมตีไทยอีกและเว้นว่างไปนานกว่า ๑๐๐ ปี และไทยกลับมาเป็นฝ่ายตอบโต้พม่าบ้าง พม่าจึงต้องเป็นฝ่ายตั้งรับแทน

         สงครามยุทธหัตถีไม่เพียงแต่พลิกสถานการณ์ใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเพื่อนบ้านอื่นๆด้วย เขมรถูกสมเด็จพระนเรศวรมหาราชตอบโต้ โดยทรงยกกองทัพไปโจมตีถึงกรุงละแวก ในพ.ศ.๒๑๓๖ สงครามดำเนินมาถึงต้นปีถัดมา สมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพไปตีเขมรอีกครั้งในพ.ศ.๒๑๔๖ คราวนี้ได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด

showimgphpz

         แต่การตอบโต้ส่วนใหญ่ของสมเด็จพระนเรศวรนั้นกระทำต่อพม่า ซึ่งกำลังเสื่อมอำนาจและแตกแยก อันเป็นผลจากความอ่อนแอที่ไม่สามารถปราบกรุงศรีอยุธยาได้ และแม้ว่าการยกกองทัพไปโจมตีพม่าจะเต็มไปด้วยความยากลำบากเพราะต้องขึ้นไปที่สูงที่เป็นภูเขา แต่กองทัพไทยก็ยกไปถึง ๕ ครั้ง คือใน พ.ศ.๒๑๓๕ พ.ศ.๒๑๓๗ พ.ศ.๒๑๓๘ พ.ศ.๒๑๔๒ และพ.ศ.๒๑๔๗ ซึ่งเป็นการยกทัพครั้งสุดท้ายของสมเด็จพระนเรศวร เพราะเสด็จสวรรคตในระหว่างทางที่เมืองหางเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๑๔๘ การขยายอำนาจของสมเด็จพระนเรศวรทำให้เขตแดนกรุงศรีอยุธยาแผ่ออกไปได้กว้างไกลที่สุดนับแต่สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา คือครอบคลุมทั้งเขตแดนมอญ พม่า ล้านนา ไทยใหญ่ ล้านช้าง และเขมร

         ด้านการปกครอง สมเด็จพระนเรศวรโปรดให้ปรับปรุงการปกครองหัวเมืองใหญ่เป็นการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ยกเลิกระบบเมืองพระยามหานคร ยกเลิกให้เจ้านายไปปกครองเมืองเหล่านี้ แล้วให้ขุนนางไปปกครองแทน

         สมเด็จพระนเรศวรเสด็จสวรรคต พระองค์ทรงประชวรเป็นฝีละลอกขึ้นที่พระพักตร์กลายเป็นพิษ เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๑๔๘ พระชนมายุ ๕๐ พรรษา ครองราชย์ได้ ๑๕ ปี ไม่ทรงมีพระราชโอรส พระอนุชา คือสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อ

 สมเด็จพระเอกาทศรถ (สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ที่ ๓)

         สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑๙ แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้ากับพระวิสุทธิกษัตรีย์ เป็นพระอนุชาในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถประสูติเมื่อ พ.ศ.๒๑๐๓ ที่เมืองพิษณุโลกเมื่อครั้งที่พระราชบิดาทรงดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองพิษณุโลก สมเด็จพระเอกาทศรถทรงได้รับการขนาน พระนามในหมู่ชาวตะวันตกว่าพระองค์ขาว พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ว่าสมเด็จพระเอกาทศรถขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ.๒๑๔๘

         ด้านการศึก เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถขึ้นครองราชย์นั้น เป็นเวลาที่มีศึกสงครามหลายครั้งเข้ามาประชิดพระนคร อีกทั้งการสวรรคตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่เมืองหางก็ยิ่งทำให้คนอยุธยารู้สึกเสียขวัญ และหมดที่พึ่ง สมเด็จพระเอกาทศรถซึ่งเคยออกรบร่วมกับพระเชษฐาธิราชทุกครั้งจึงเป็นทั้งที่พึ่งและเป็นขวัญกำลังใจในการที่จะสร้างความเชื่อมั่นและความสามัคคีในการต่อสู้กับข้าศึกได้อีก หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคต สมเด้จพระเอกาทศรถทรงเชิญพระบรมศพกลับกรุงศรีอยุธยาและถวายพระเพลิงอย่างสมพระเกียรติ แล้วสถาปนาวัดวรเชตุขึ้นเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

         ด้านการต่างประเทศ ในรัชกาลของสมเด็จพระเอกาทศรถนับได้ว่าเป็นยุคสมัยของความสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง เพราะไม่มีศึกสงครามใดๆเข้ามาประชิดพระนครอีก ทั้งยังมีชาวต่างชาติเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารมากกว่าก่อน พระองค์เองทรงติดต่อกับต่างชาติด้วย ดังปรากฏสำเนาพระราชสาส์นที่ทรงส่งไปยังอุปราชโปรตุเกสที่เมืองกัว

         ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีชาวต่างประเทศอาศัยในกรุงศรีอยุธยาอยู่มากจึงมีการยอมรับชาวต่างชาติเข้ามาเป็นทหาร เรียกว่า ทหารอาสา โดยได้จัดแบ่งออกเป็นพวกๆ ตามเชื้อชาติ และตามความชำนาญในการรบ เกิดหน่วยทหารอาสาขึ้นหลายหน่วย เช่น กรมอาสาญี่ปุ่น กรมอาสาจาม กรมทหารแม่นปืน(โปรตุเกส) นอกจากนั้นในรัชสมัยของพระองค์ ยังมีชื่อเสียงในด้านความสามารถหล่อปืนใหญ่สำริดที่มีคุณภาพสูง ซึ่งน่าจะได้เรียนรู้มาจากโปรตุเกสและฮอลันดา เมื่อมาผสมผสานกับขีดความสามารถ ในด้านการหล่อโลหะของไทยที่มีการหล่อระฆัง และพระพุทธรูป ที่มีมาแต่เดิม จึงทำให้การหล่อปืนใหญ่ของไทยในครั้งนั้นเป็นที่ยกย่องชมเชยไปถึงต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากการที่โชกุนของญี่ปุ่น ได้มีหนังสือชมเชยคุณสมบัติของปืนใหญ่ไทยเป็นอันมาก พร้อมกับขอให้ไทยช่วยหล่อปืนใหญ่ให้อีกด้วย (โชกุนของญี่ปุ่นในรัชสมัยของพระองค์ คือโชกุนโทกุงาวะ อิเอยาสุ)

         ด้านการปกครอง พระราชพงศาวดารบันทึกเหตุการณ์ต่างๆในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถว่าเมื่อทรงขึ้นครองราชย์แล้ว พญาตองอูและพญาล้านช้างได้ส่งพระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการมาถวาย ในรัชกาลของพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีอาสวยุชหรือพระราชพิธีแข่งเรือขึ้น จากนั้นโปรดให้หล่อพระพุทธปฏิมา ๕ พระองค์ และมีพิธีเฉลิมฉลองพระพุทธรูปเหล่านั้น

         ด้านกฎหมาย โปรดให้ตั้งพระราชกำหนดกฎหมายพระอัยการและส่วยสัดพัฒนาการขนอนตลาดเพื่อกำหนดพิกัดการเสียภาษีขึ้น

         สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.๒๑๕๓ ทรงครองราชย์อยู่ ๕ ปี ทั้งนี้เดิมเชื่อว่ารัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถที่ระยะเวลานานกว่านั้น แต่จากข้อมูลที่พบในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ วัน วลิต และจดหมายเหตุปีเตอร์ ฟลอริส(Peter Floris) ซึ่งเดินทางเข้ามาทำงานกับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษในสยามระหว่าง   พ.ศ.๒๑๕๔-๒๑๕๘ ระบุตรงกันว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสวรรคตเมื่อ พ.ศ.๒๑๔๘ และสมเด็จพระเอกาทศรถสวรรคตเมื่อ พ.ศ.๒๑๕๓ พระชนมายุ ได้ ๕๑ พรรษา

         พระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ระบุว่า สมเด็จพระเอกาทศรถมีพระราชโอรส ๒ พระองค์ คือเจ้าฟ้าสุทัศน์และเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ แต่ในสังคีตยวงศ์กับเอกสารฟาน ฟลีตและเอกสารฮอลันดากล่าวว่าสมเด็จพระอินทราชา(พระเจ้าทรงธรรม หรือพระศรีศิลป์)เป็นพระราชโอรสองค์หนึ่งของสมเด็จพระเอกาทศรถ

สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ที่ ๔ (พระศรีเสาวภาคย์ )

         สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒๐ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงอยู่ในราชวงศ์สุโขทัย ครองราชสมบัติระหว่างพ.ศ.๒๑๕๓-๒๑๕๔ รวมระยะเวลา ๑ ปี ๒ เดือน(บางตำราว่าไม่ครบปี) เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเอกาทศรถ

         บันทึกของช่างต่างประเทศระบุว่าสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์เหลือพระเนตรเพียงข้างเดียวด้วยเหตุทรงพระประชวร เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถทรงสวรรคต พระองค์เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ แล้วถวายพระเพลิง พระราชบิดาตามราชประเพณี รัชกาลของพระองค์แทบไม่ปรากฏบันทึกเหตุการณ์ใดๆ สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ถูกสมเด็จพระอินทราชาพระโอรสอีกพระองค์หนึ่งในสมเด็จพระเอกาทศรถชิงราชสมบัติ(พงศาวดารบางฉบับว่า พระศรีศิลป์) และถูกสำเร็จโทษโดยท่อนจันทน์ พระศพฝังไว้ ณ วัดโคกพระยา เมื่อ พ.ศ.๒๑๕๔

         เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในรัชกาลของสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์คือ การกบฏของพวกอาสาญี่ปุ่นตอนต้นรัชกาล เหตุการณ์นี้พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาทุกฉบับกล่าวตรงกันว่าเกิดขึ้น ๒ ครั้ง คือ ในรัชสมัยของสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ครั้งหนึ่ง และในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมอีกครั้งหนึ่ง

         เอกสารของปีเตอร์ ฟลอริส(Peter Floris) กล่าวถึงเหตุการณ์ภายหลังการสวรรคตของสมเด็จพระเอกาทศรถว่า

                  …เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถสวรรคตใน ค.ศ.๑๖๑๐ ราชสมบัติตกอยู่แก่พระราชโอรสองค์ที่ ๒ กษัตริย์องค์ใหม่ทรงโปรดฯ ให้ประหาร Jockcrommewaye ผู้ซึ่งทูลสมเด็จพระเอกาทศรถจนเป็นเหตุให้พระราชโอรสองค์ใหญ่ถูกประหารชีวิต Jockcromme waye มีทหารอาสาญี่ปุ่นฝักใฝ่อยู่มาก ทหารอาสาญี่ปุ่นประมาณ ๒๘๐ คน บุกเข้าจับกุมพระมหากษัตริย์ บังคับให้พระองค์ทรงประหารขุนนางที่เป็นเหตุให้ Jockcrommewaye ถูกประหาร…

         และเอกสารของสปรินเกล(Sprinckel) ได้กล่าวว่า

                   …มีแผนการที่จะยึดครองกรุงศรีอยุธยาแต่ทำไม่สำเร็จขณะพระมหากษัตริย์ยังทรงพระชนม์ชีพ แต่เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว หัวหน้าขบถ คือ ออกพระนายไวยก็เริ่ม ดำเนินการเพื่อจะขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่ประชาชนไม่นิยมด้วย ต่างพากันฝักใฝ่เข้าข้างพระราชโอรสของกษัตริย์ พระราชโอรสจึงได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ พวกฮอลันดาเองก็เข้าข้างพระราชโอรสสู้รบกับพวกออกพระนายไวย เมื่อพระราชโอรสของกษัตริย์(ซึ่งได้เป็นกษัตริย์)สวรรคต พระอนุชาองค์เล็กจึงได้เป็นกษัตริย์…

          จากข้อความที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่ามีการกบฏเกิดขึ้นในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของการผลัดแผ่นดินด้วย

 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พระอินทราชา)

         สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒๑ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงอยู่ในราชวงศ์สุโขทัย เสด็จพระราชสมภพ เมื่อ พ.ศ.๒๑๓๕ ครองราชสมบัติระหว่าง พ.ศ.๒๑๕๔-๒๑๗๑ รวมระยะเวลา ๑๗ ปี

         สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม มีพระนามเดิมว่าอินทราชา(พงศาวดารบางฉบับว่าพระศรีศิลป์) เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า พระมารดาเป็น     พระสนม ชาวบางปะอิน ซึ่งสมเด็จพระเอกาทศรถทรงได้เป็นบาทบริจาริกา เมื่อครั้งเรือพระที่นั่งล่มที่บางปะอิน

         พระอินทราชาทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆังจนได้เป็นพระพิมลธรรมอนันตปรีชา ขณะบวชอยู่มีศิษย์มากมาย     จมื่นศรีสรรักษ์ขุนนางคนหนึ่งมาถวายตัวเป็นบุตรบุญธรรม และซ่องสุมกำลังพลไว้เป็นจำนวนมาก แล้วบุกเข้าพระราชวังหลวงเพื่อชิงราชสมบัติจากสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ แล้วอัญเชิญพระพิมลธรรมฯ ลาผนวช เสด็จขึ้น ครองราชสมบัติ เมื่อพ.ศ.๒๑๕๔ และเพื่อเป้นการตอบแทนที่จมื่นศรีสรรักษ์ช่วยเหลือพระองค์ จึงทรงแต่งตั้งให้  จมื่นศรีสรรักษ์เป็นพระมหาอุปราช แต่ก็ประชวรแล้วสิ้นพระชนม์ อยู่ในตำแหน่งได้เพียง ๑๐ วัน

         หลังเสด็จขึ้นครองราชย์ เกิดกบฏอาสาญี่ปุ่น ตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาหลายฉบับกล่าวตรงกันว่า พวกญี่ปุ่นประมาณ ๕๐๐ คน ยกเข้ามาในท้องสนามหลวงจะคุมพระองค์สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมซึ่งเสด็จออกมาฟังพระสงฆ์บอกหนังสือ ณ พระที่นั่งจอมทองสามหลัง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงปลอมพระองค์เป็นพระสงฆ์ เสด็จหลบออกจากพระราชวังไปพร้อมกับบรรดาพระสงฆ์จากวัดประดู่โรงธรรม ฝ่ายพระมหาอำมาตย์รวบรวมพลได้ก็ต่อสู้กับพวกญี่ปุ่น และขับไล่จนแตกพ่าย หนีลงเรือไปจากรุงศรีอยุธยา ในการครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระมหาอำมาตย์ เป็นเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เพื่อตอบแทนความดีความชอบ

         ส่วนในเอกสารต่างชาติกล่าวถึงพวกอาสาญี่ปุ่นประมาณ ๒๘๐ คน ซึ่งเหลือรอดจากการกบฏครั้งแรกบุกเข้าไปในพระราชวัง จับสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมไว้เพื่อต่อรองผลประโยชน์ เมื่อฝ่ายกองทหารอยุธยารวบรวมกำลังพลได้ ตีโต้กลับไป พวกญี่ปุ่นจึงล่าถอยโดยลงเรือหนีจากกรุงศรีอยุธยาไป แต่อย่างไรก็ตามทหารอาสาญี่ปุ่นก็ยังคงอยู่ตลอดมา มิได้ถูกยุบเลิกจากเหตุการณ์ดังกล่าว

         ด้านการศึก สงครามกับพม่า ถ้ายึดตามพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาแล้ว กรุงศรีอยุธยามีศึกกับพม่าเพียงครั้งเดียว คือ    เมื่อศึกกองทัพพม่า – มอญยกมาล้อมเมืองตะนาวศรี เมืองตะนาวศรีร้องขอให้อยุธยาส่งกองทัพไปช่วย สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมจึงโปรดให้พระยาพิชัยสงครามเป็นแม่ทัพยกไป แต่เมื่อมาถึงเมืองสิงขร ปรากฏว่าเมืองตะนาวศรีเสียแก่พม่าแล้ว จึงทรงให้ยกทัพกลับ แต่ในหนังสือเรื่องไทยรบพม่าของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวถึงสงครามอีกหลายครั้งที่กรุงศรีอยุธยาต้องเผชิญ ได้แก่ สงครามล้านช้าง พ.ศ.๒๑๕๕ สงครามกับพม่า กรุงศรีอยุธยาทำสงครามกับพม่าถึง ๓ ครั้ง คือ ครั้งแรกในพ.ศ.๒๑๕๖ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดให้เจ้าเมืองทวายไปตีเมืองเร(ไทยเรียก ye เมืองเย หรือเย้ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของอ่าวเมาะตะมะทางตอนใต้ของพม่า เหนือเมืองมะริด)ผลคือ สามารถป้องกันเมืองตะนาวศรีและยึดเมืองทวายคืนมาได้(ระหว่างสงครามเสียเมืองทวายแก่พม่า) ต่อมาใน พ.ศ.๒๑๕๘ พม่ายกทัพมายังเมืองเชียงใหม่ซึ่งกำลังมีปัญหาการเมืองภายใน ผลคือเสียเมืองเชียงใหม่แก่พม่า ต่อมาในพ.ศ.๒๑๖๐ มีข้อตกลงว่าไทยจะยอมรับว่าเมืองเมาะตะมะเป็นของพม่าและพม่าจะยอมรับว่าเมืองเชียงใหม่เป็นของไทย หลังจากนั้นไทยเว้นสงครามกับพม่าไปจนถึง พ.ศ.๒๑๖๕ พม่าได้ส่งกองทัพยึดเมืองทวายได้ กองทัพจากกรุงศรีอยุธยายกไปช่วยไม่ทันจึงเสียเมืองทวายให้แก่พม่าไป

         สงครามกับกัมพูชา พ.ศ.๒๑๖๔ สมเด็จพระไชยเชษฐากษัตริย์กัมพูชาได้ย้ายราชธานีไปอยู่ที่เมืองอุดงฦาไชย และไม่ยอมส่งบรรณาการให้แก่กรุงศรีอยุธยา(กัมพูชาเป็นประเทศราชของกรุงศรีอยุธยามาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช)สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทรงยกกองทัพทั้งทัพบกและทัพเรือไปยังกัมพูชา โดยพระองค์จะเป็นแม่ทัพบก และให้พระศรีศิลป์เป็นแม่ทัพเรือ สมเด็จพระไชยเชษฐาทรงใช้วิธีเจรจา เพื่อหน่วงเวลาและรวบรวมกำลังไพร่พลเตรียมพร้อมรบ ทัพเรือของพระศรีศิลป์ เมื่อต้องรอเป็นเวลานานก็เริ่มขาดแคลนเสบียงจนต้องถอยทัพก่อน สมเด็จพระไชยเชษฐาจึงส่งกองทัพออกโจมตีกองทัพไทยแตกพ่าย

         ด้านการต่างประเทศ ในรัชกาลนี้นอกจากโปรตุเกส และฮอลันดาแล้ว ยังมีชาติตะวันตกชาติใหม่เข้ามาติดต่อค้าขายกับไทย คือ อังกฤษและเดนมาร์ก บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา และเมืองปัตตานี เมื่อ พ.ศ.๒๑๕๕ และขออนุญาตตั้งสถานีการค้าที่กรุงศรีอยุธยา ส่วนเดนมาร์กนั้น บริษัทอินเดียตะวันออกของเดนมาร์กเข้ามาติดต่อค้าขายที่มะริดและตะนาวศรี เมื่อพ.ศ.๒๑๖๔

         ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม การค้ากับฮอลันดาเจริญรุ่งเรืองมาก กรุงศรีอยุธยากับฮอลันดา ทำสนธิสัญญาทางการค้ากันเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๑๖๐ โดยผู้แทนของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาเป็นผู้ลงนาม ตามสัญญาระบุว่าฮอลันดาได้สิทธิพิเศษในการซื้อหนังสัตว์จากกรุงศรีอยุธยา ซึ่งทำให้เกิดความขัดแย้งกับโปรตุเกสและอังกฤษ โปรตุเกสได้ยึดเรือของฮอลันดาลำหนึ่งไว้ แต่ทางกรุงศรีอยุธยาบังคับให้คืนเรือนั้น โปรตุเกสจึงโจมตีเรือของไทย ทำให้ไทยกับโปรตุเกสบาดหมางกันจนกระทั่งปลายรัชกาลจึงคลี่คลายไป อย่างไรก็ตาม การที่กรุงศรีอยุธยาให้ความช่วยเหลือฮอลันดาทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ส่วนความสัมพันธ์กับอังกฤษนั้น ในพ.ศ.๒๑๖๒ เรือของอังกฤษกับเรือของฮอลันดาเกิดสู้รบกันในอ่าวเมืองปัตตานี แต่เหตุการณ์ก็ยุติลงได้

         ด้านศาสนา สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ใน พ.ศ.๒๑๖๕ โปรดให้มีการชะลอพระมงคลบพิตรจากที่ตั้งเดิมด้านตะวันออกของพระราชวังมาไว้ด้านตะวันตก(ที่ประดิษฐานอยู่ในปัจจุบัน) แล้วโปรดให้ก่อพระมณฑปครอบพระมงคลบพิตร

         ใน พ.ศ.๒๑๖๑ เมืองสระบุรีมีใบบอกเข้ามาว่ามีผู้พบรอยพระพุทธบาทบนเขาสุวรรณบรรพตจึงเสด็จไปทอดพระเนตรเอง และโปรดอุทิศถวายที่ดินป่าโดยรอบกว้างด้านละ ๑ โยชน์(ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร) แก่พระพุทธศาสนา แล้วโปรดให้สร้างมณฑปสวมรอยพระพุทธบาท สร้างพระอุโบสถและพระอารามขึ้น แล้วให้ฝรั่งตัดถนนหลวงกว้าง ๑๐ วา ยาวตั้งแต่เขาสุวรรณบรรพตจนถึงตำบลท่าเรือ และโปรดให้สร้างพระตำหนักท่าเจ้าสนุก เพื่อเป็นที่ประทับแรมเมื่อเวลาเสด็จมานมัสการพระพุทธบาท การก่อสร้างพระพุทธบาทและศาสนสถานอื่นๆ โดยรอบใช้เวลาถึง ๔ ปี จึงแล้วเสร็จ นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯ ให้แต่งวรรณคดีเรื่องกาพย์มหาชาติ และรวบรวมพระไตรปิฎกให้ครบจบบริบูรณ์ด้วย

         ด้านกฎหมาย พระราชกรณียกิจที่สำคัญ มีการตรา ̏พระธรรมนูญกระทรวงศาล ̋ ขึ้นใน พ.ศ.๒๑๖๗ ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆว่าด้วยเขตอำนาจศาลต่างๆ ในการพิจารณาพิพากษาคดี และตระลาการบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของข้าราชการใหญ่น้อยทั่วราชอาณาจักรทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนในการใช้ตราประจำตำแหน่งปฏบัติราชการตามอำนาจหน้าที่

         สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เสด็จสวรรคตราวเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๑๗๑ มีพระชนมายุ ๓๖ พรรษา ทรงอยู่ในราชสมบัติรวม ๑๗

สมเด็จพระเชษฐาธิราช

          สมเด็จพระเชษฐาธิราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.๒๑๗๑-๒๑๗๒ เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมมีพระอนุชา คือ พระอาทิตยวงศ์

         พระราชพงศาวดารระบุเหตุการณ์ตอนสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมสวรรคตไว้ว่า เมื่อพระเจ้าทรงธรรมสวรรคต เสนาพราหมณ์ทั้งหลายโดยมีออกญากลาโหมสุริยวงศ์เป็นประธานได้พร้อมใจกันเลือกพระราชโอรสองค์โตใน   พระเจ้าอยู่หัวองค์ก่อน ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ขณะที่มีพระชนมายุได้ ๑๕ พรรษา แต่อยู่มาเพียง ๗ วัน พระศรีศิลป์ผู้เป็นอนุชาของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมก็พิโรธว่าเหล่าเสนามนตรีไม่ยอมยกราชบัลลังก์ให้พระองค์ พระองค์จึงหลบหนีไปเมืองเพชรบุรีเพื่อซ่องสุมกองกำลัง ต่อเมื่อสมเด็จพระเชษฐาธิราชทรงทราบความก็โปรดให้แต่งทัพออกไปสู้รบออกไปสู้รบโดยสามารถ พระศรีศิลป์ถูกจับกุม นำองค์ไปสำเร็จโทษที่วัดโคกพระยาตามโบราณราชประเพณี

         ครั้นอยู่มา ๔ เดือนเศษ มารดาของออกญากลาโหมสุริยวงศ์ถึงแก่กรรม มีข้าราชการทั้งหลายทั้งปวงในราชสำนักออกไปช่วยงานเป็นจำนวนมาก ข้าหลวงเดิมของพระเจ้าอยู่หัวจึงไปกราบทูลสมเด็จพระเชษฐาธิราชว่าออกญากลาโหมอาจจะก่อกบฏ โดยรวบรวมกองกำลังพลเอาไว้มาก พระเจ้าอยู่หัวโปรดให้ทหารไปนำตัวออกญากลาโหมเข้ามา แต่จมื่นสรรเพธภักดีซึ่งเป็นขุนนางฝ่ายออกญากลาโหมนำความออกไปแจ้งให้ทราบก่อน เมื่อเป็นดังนั้นออกญากลาโหมจึงเห็นว่าการต่างๆที่ได้ทำลงไปนั้นไม่มีประโยชน์ เพราะพระเจ้าแผ่นดินไม่เห็นความดีความชอบจึงคิดที่จะชิงราชบัลลังก์โดยมีขุนนางเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

         สมเด็จพระเชษฐาธิราชไม่ทรงได้ทันระวังองค์เมื่อเห็นกองกำลังของออกญากลาโหมบุกเข้ามาในพระราชวัง จึงทรงหลบหนีไปกับพวกข้าหลวงเดิม เมื่อเจ้าออกญากลาโหมทราบความก็สั่งให้พระยาเดโช พระยาท้ายน้ำตามไปจับกุมตัว ตามไปทันที่ป่าโมกน้อย แล้วนำพระองค์ไปสำเร็จโทษ

         สมเด็จพระเชษฐาธิราชครองราชย์ได้ ๑ ปี ๗ เดือน ตามหลักฐานพระราชพงศาวดารไทย แต่พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวัน วลิต ว่าครองราชย์ได้ ๘ เดือนเท่านั้น

 สมเด็จพระอาทิตยวงศ์

         สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒๓ แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ครองราชย์เมื่อ พ.ศ.๒๑๗๒ สืบต่อจากสมเด็จพระเชษฐาธิราช เมื่อเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ก่อการกบฏ จับสมเด็จพระเชษฐาธิราชสำเร็จโทษ     เจ้าพระยากลาโหม ไม่ยอมรับราชบัลลังก์ที่เหล่าเสนาทั้งปวงมอบให้ โดยให้เหตุผลว่ามิได้ปราถนาในราชบัลลังก์แต่ได้กระทำเพราะความจำเป็น เหล่าเสนาทั้งปวงจึงได้ถวายราชสมบัติแด่สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง ๙ พรรษาเท่านั้น

         หลังจากที่ทรงประกอบพิธีราชาภิเษกแล้ว บรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงเห็นว่า พระองค์ยังทรงพระเยาว์ไม่สามารถปกครองบ้านเมืองได้ ปรากฏความใน พงศาวดารคำให้การชาวกรุงเก่า ระบุว่า ทรงเที่ยวเล่นประพาศจับแพะจับแกะไปเรื่อย เจ้าพนักงานต้องนำเครื่องทรง และเครื่องเสวยตามไปทุกที่ มุขมนตรีจึงได้ปรึกษากันและเห็นพ้องกันว่าหากพระเจ้าแผ่นดินเป็นเช่นนี้ราชการแผ่นดินจะเสียหาย จึงจำเป็นต้องอัญเชิญพระองค์ออกจากราชสมบัติ แล้วเชิญเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ต่อไป โดยมีพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

         ซึ่งพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวัน วลิต ว่า ภายหลังเจ้าพระยากลาโหมฯ สั่งให้นำสมเด็จพระอาทิตยวงศ์ไปสำเร็จโทษตามราชประเพณี

         สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ครองราชสมบัติได้ ๓๘ วัน ตามที่ปรากฏในเอกสารของวัน วลิต

 สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๕ (พระเจ้าปราสาททอง)

         พระเจ้าปราสาททอง ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒๔ แห่งกรุงศรีอยุธยา

         พระนาม

                   ๑.เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ (บรรดาศักดิ์)

                   ๒.พระเจ้าปราสาททอง (เมื่อครองราชย์)

                   ๓.พระสรรเพชญ์ที่ ๕ (พระราชพงศาวดาร)

                   ๔.พระรามาธิเบศร (คำให้การชาวกรุงเก่า)

          พระราชประวัติของพระเจ้าปราสาททองนั้น มีการกล่าวถึงไว้แตกต่างกันแนวความคิดแรก สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ และเป็นพระญาติสนิทของพระเจ้าทรงธรรม ในคำให้การชาวกรุงเก่า พระนามเดิมชื่อพระสุริยกุมาร ต่อมาพระนามพระเจ้ารามาธิเบศร และพระสมัญญานามว่า พระเจ้าปราสาททอง

         เมื่อทรงพระสุบินว่าได้ขุดค้นพบปราสาททองหลังหนึ่งฝังอยู่ในจอมปลวกที่พระองค์เคยประทับเล่นเมื่อทรงพระเยาว์ จึงให้ไปขุดที่จอมปลวกนั้น และพบปราสาททองเหมือนที่ทรงพระสุบิน จึงเรียกขานพระนามว่าพระเจ้าปราสาททองมาแต่บัดนั้น(ความตอนนี้มีในคำให้การขุนหลวงหาวัด เช่นกัน)

         อีกเรื่องหนึ่ง มีเรื่องเล่ากันมาว่า เมื่อสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ยังเป็นพระมหาอุปราชอยู่ วันหนึ่งเสด็จประพาสลำน้ำมาถึงเกาะบางปะอิน เรือพระที่นั่งถูกพายุพัดจนล่มจึงต้องเสด็จไปอาศัยบนเกาะบางปะอิน จึงได้นางอิน หญิงบนเกาะมาเป็นบาทบริจาริกา จนนางคลอดบุตรเป็นชาย สมเด็จพระเอกาทศรถจะรับเป็นพระโอรสก็ละอายพระทัยจึงทรงรับไปเลี้ยงแต่เด็กจนกระทั่งเติบใหญ่ แต่แนวคิดนี้ไม่มีหลักฐานยืนยันเป็นแต่เพียงข่าวลือสืบต่อมาเท่านั้น

         แนวความคิดที่สอง ใน จดหมายเหตุวันวลิต ซึ่งเป็นเอกสารที่เขียนในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กล่าวว่าพระเจ้าปราสาททองนั้น เป็นบุตร ออกญาศรีธรรมาธิราช ซึ่งเป็นพี่ชายคนใหญ่ของพระชนนีสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม คนทั้งหลายเรียกท่านกันว่า พระองค์ไล ประสูติในปีชวด รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (ตรงกับ พ.ศ.๒๑๔๓)

         วัน วลิต กล่าวไว้ว่า พระองค์ไล ได้เริ่มต้นรับราชการโดยเริ่มจากการเป็นมหาดเล็ก แล้วจึงได้เลื่อนเป็นหุ้มแพร และได้เลื่อนเป็นจมื่นศรีสรรักษ์ เมื่อจมื่นศรีสรรักษ์มีอายุได้ ๑๘ ปี ต่อมาได้เลื่อนเป็นจมื่นสรรเพชญ์ภักดี และได้เลื่อนเป็นออกญาศรีวรวงศ์ ตามลำดับ

         ต่อมาได้เป็นที่จมื่นศรีสรรักษ์ ได้ร่วมกับพระศรีศิลป์ สำเร็จโทษพระศรีเสาวภาคย์ แล้วเชิญพระอินทราชา ขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จมื่นศรีสรรักษ์ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระมหาอำมาตย์ และออกญาศรีวรวงศ์ ตามลำดับ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่พวกญี่ปุ่น นำกำลังเข้ามาจะควบคุมพระองค์สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พระยาศรีวรวงศ์ก็สามารถปราบปรามลงได้ จึงได้รับความดีความชอบ และเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ให้ดูแลรักษาพระเชษฐาธิราช ผู้เป็นพระราชโอรสที่จะได้ขึ้นครองราชย์ต่อมา

         ในรัชสมัยสมเด็จพระเชษฐาธิราช พระยาศรีวรวงศ์ได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ มีอำนาจ และอิทธิพลมาก ตำแหน่งกลาโหมมีไพร่พลในบังคับ และมีอำนาจมากทำให้สมเด็จพระเชษฐาธิราช เกิดความระแวง และคิดกำจัด แต่เจ้าพระยากลาโหมฯ รู้ตัวก่อน และควบคุมพระองค์สมเด็จพระเชษฐาธิราชได้ แล้วอัญเชิญพระอาทิตยวงศ์ พระราชโอรสสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมขึ้นครองราชย์

         เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อปี พ.ศ.๒๑๗๒ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๕ แล้วทรงสถาปนาราชวงศ์ใหม่เป็นราชวงศ์ปราสาททอง พระองค์มีพระราชโอรส และพระราชธิดารวมเจ็ดพระองค์

         ด้านการปกครอง จากปัญหาการสืบราชสมบัติซึ่งมีมาตลอดในสมัยอยุธยา ทำให้พระเจ้าปราสาททองพยายามที่จะแก้ไขปัญหาการปกครอง คือ พยายามที่จะไม่ให้เจ้าหรือขุนนางคนใดคนหนึ่งมีอำนาจในการคุมไพร่พลมากจนมีอำนาจมากขึ้น พระเจ้าปราสาททองได้ดำเนิน

         การให้แบ่งแยกอำนาจกันระหว่าง ๒ เสนาบดีผู้ใหญ่ คือ กลาโหม และมหาดไทย แบ่งหัวเมืองทางเหนือให้ขึ้นอยู่ในบังคับบัญชาของมหาดไทยให้หัวเมืองทางใต้อยู่ในปกครองของกลาโหม

         นอกจากปัญหาภายในดังกล่าวแล้ว สมัยพระเจ้าปราสาททอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับญี่ปุ่น และฮอลันดาในกรณีของญี่ปุ่นนั้นเนื่องจากหัวหน้าของชาวญี่ปุ่นในอยุธยาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการไทย คือ เข้ามาเป็นทหารอาสารักษาพระองค์ ดังนั้นญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งจึงเกี่ยวพันกับการเมืองของการสืบราชสมบัติ ในกรณีนี้เมื่อพระเจ้าปราสาททองยึดอำนาจเสียเอง ก็ทำให้ยามาดะ นางามาซะ ไม่พอใจ ยามาดะถูกส่งไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช และถูกลอบวางยาพิษเสียชีวิต และบทบาทของญี่ปุ่นในราชสำนักก็ถูกกำจัดลงจนเกือบจะหมดสิ้น

         ด้านการขยายพระราชอาณาเขต ในช่วงแรกของรัชกาล สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงพยายามจัดการกับปัญหาในหัวเมืองประเทศราช ทรงปราบกบฏที่เมืองละคอน(ลำปาง) และนครศรีธรรมราช และเมื่อสุลต่านปัตตานี ไม่ยอมส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองเป็นบรรณาการมาถวาย ก็ทรงส่งกองทัพไปพยายามตีเมืองปัตตานี ในพ.ศ.๒๑๗๗ แม้ว่ากองทัพอยุธยาไม่สามารถตีเมืองปัตตานีได้ แต่ “นางพญาตานี” องค์ใหม่ ก็ยอมส่งเครื่องบรรณาการมาถวายใน พ.ศ.๒๑๗๘ ในช่วงปลายรัชกาลเกิดกบฏของตระกูล ̏สุลต่าน สุลัยมาน ̋ ที่ สงขลา กรุงศรีอยุธยา

         ส่งกองทัพไปปราบหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถปราบได้ อาจสรุปได้ว่าโดยทั่วไปแล้ว สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงพยายามรักษาความสงบ และทรงขยายพระราชอำนาจไปสู่หัวเมืองต่างๆในบริเวณอ่าวไทย เนื่องจากเมืองท่าต่างๆในอ่าวไทย และคาบสมุทรมลายูอุดมไปด้วยทรัพยากรทางเศรษฐิกิจ

         ด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ รัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองตรงกับช่วงที่การค้านานาชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเฟื่องฟูเป็นพิเศษ เนื่องจากตลาดโลกต้องการสินค้าจากภูมิภาคนี้ เช่น เครื่องเทศ พริกไทย และของป่าบางชนิด ด้วยจังหวะ และโอกาสที่เหมาะสมนี้ ราชอาณาจักรสยามจึงได้เข้ามามีส่วนร่วมใน ̏ยุคสมัยแห่งการค้า̋ ส่งผลให้ท้องพระคลังได้รับผลประโยชน์ และนำกำไรมาสู่สยามอย่างต่อเนื่องตลอดรัชกาล

         นอกจากนี้ พ่อค้าอินเดีย เปอร์เซีย อาร์เมเนีย เดินเรือมาอยุธยาเป็นประจำ และเรือหลวงอยุธยาก็ไปค้าขายที่เมืองท่าในเบงกอล ชายฝั่งโคโรมันเดล และคุชราฐ พ่อค้าจากเมืองท่าต่างๆ ในอินเดียนำผ้าฝ้าย ผ้าพิมพ์ลาย ผ้าวาดลายมาขายในอยุธยา และซื้อสินค้า เช่น ช้าง ดีบุก กับสินค้าจีนนำกลับไปอินเดีย

         ด้านกฎหมาย ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการตรากฎหมายที่สำคัญ เช่น พระไอยการลักษณะอุทธรณ์ พระไอยการลักษณะมรดก     พระไอยการลักษณะกู้หนี้ และพระธรรมนูญ

         ด้านศาสนา และศิลปกรรม พระองค์มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง และได้ทรงสถาปนาวัดสำคัญๆ หลายวัด เช่น ทรงให้ช่างขึ้นไปตกแต่งพระตำหนักใต้ธารทองแดง และให้ไขน้ำมาแต่ธารทองแดง ทางน้ำตั้งแต่ท่าเจ้าสนุกไปขึ้นท้ายพิกุลนั้น คิดให้มีน้ำและศาลาขึ้น แบ่งให้ทำศาลาขุนบ่อบางโขมด และบ่อโศก ทำศาลาเจ้าเณร ศาลาบางคณฑี รวมทั้งพระราชนิเวศน์ธารเกษม

         โปรดให้สร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ จนแล้วเสร็จ สร้างพระปราสาทองค์หนึ่ง ชื่อศิริยศโสธรมหาพิมานบรรยงก์ (โหรกราบทูลให้เปลี่ยนเป็น) จักรพรรดิไพชยนต์มหาปราสาท และทรงทำตาม โปรดให้สร้างพระราชวังและวัดชุมพลนิกายารามราชวรวิหาร บางปะอิน และได้โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์พระปรางค์วัดมหาธาตุ และโปรดให้สถาปนาสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ และให้นามชื่อวัดไชยวัฒนาราม

         ทรงพระกรุณาให้ช่างออกไปถ่ายอย่างพระนครหลวง และปราสาทกรุงกัมพูชาเข้ามา แล้วให้สร้างพระราชวังในที่ประทับร้อนตำบลริมวัดเทพจันทร์ สำหรับเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาท และเอานามเดิมซึ่งถ่ายภาพมาให้ชื่อ พระนครหลวง มีการสร้างพระปรางค์ตามแบบขอม เป็นการเริ่มต้นรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยที่ ๓ ของกรุงศรีอยุธยา(ยุคของพระเจ้าปราสาททองถึงพระเจ้าท้ายสระ)

         ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาศิลปะของพระพุทธรูป (ทรงเครื่องกษัตริย์) อันถือเป็นแบบฉบับที่สำคัญของปลายอยุธยา

         นอกจากนี้ ในช่วงที่จุลศักราชกำลังจะเวียนมาครบ ๑, ๐๐๐ ปี ราษฎรเกิดความวิตกว่าจะถึงกลียุค สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงโปรดให้จัดงานพระราชพิธีลบศักราช (แต่ไม่ได้รับการยอมรับ ในรัชกาลหลังเปลี่ยนเป็นพุทธศักราชแทน) มีการทำบุญ และทำทานเป็นเวลาหลายวัน และมีการปฏิสังขรณ์วัดวาอารามกว่า ๑๐๐ แห่ง

         ทรงครองราชย์ได้ ๒๕ ปี สวรรคตลงในปี พ.ศ.๒๑๙๘ บางตำราว่า พ.ศ.๒๑๙๙ พระชนมายุได้ ๕๕ พรรษา

 สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ที่ ๖ (สมเด็จเจ้าฟ้าไชย)

         สมเด็จเจ้าฟ้าไชย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒๕ แห่งกรุงศรีอยุธยา ในราชวงศ์ปราสาททอง ครองราชย์ในพ.ศ.๒๑๙๙ เป็นระยะเวลาเพียง ๙ เดือน(บางตำราว่า ๒วัน) สมเด็จเจ้าฟ้าไชยเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าปราสาททองอาจจะประสูติเมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงดำรงพระยศที่ออกญากลาโหมสุริยวงศ์ เพราะพระราชพงศาวดารกล่าวว่าประสูตินอกราชสมบัติปรากฏพระนามเดิมก่อนเสวยราชย์ในพระราชพงศาวดารว่า พระเจ้าลูกเธอพระองค์อินทร์ และรับพระราชทานพระนามว่าเจ้าฟ้าไชยเมื่อโสกันต์แล้ว

         ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองสวรรคตได้ทรงมอบราชสมบัติ และพระแสงขรรค์ชัยศรีให้แก่สมเด็จเจ้าฟ้าไชย หลังจากนั้น ๓ วัน ก็เสด็จสวรรคต สมเด็จเจ้าฟ้าไชยจึงทรงขึ้นครองราชสมบัติต่อมา

         เมื่อทรงได้ราชสมบัติแล้ว สมเด็จพระนารายณ์ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์หนึ่งของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ส่งคนออกมาคบคิดเป็นความลับกับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาเพื่อที่จะชิงราชสมบัติเวลาค่ำสมเด็จพระนารายณ์ทรงพาพระขนิษฐาของพระองค์ลอบหนีออกจากประตูผ่านสระแก้วไปเฝ้าสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา เมื่อกำลังพลที่ซ่องสุมไว้พร้อมแล้ว ก็ยกเข้ามาในพระราชวังจับกุมสมเด็จเจ้าฟ้าไชยไปสำเร็จโทษที่วัดโคกพระยา

         เหตุที่เกิดการแย่งราชสมบัติกันครั้งนี้ เนื่องจาก พระเจ้าปราสาททองมีพระราชโอรสหลายพระองค์ ส่วนใหญ่ประสูติจากพระสนมต่างๆ รวมทั้งเจ้าฟ้าไชยด้วย ธรรมดาถือกันว่า พระราชโอรสที่ประสูติจากพระสนม ประสูตินอกราชสมบัติ เมื่อได้ราชสมบัติ จึงสร้างความไม่พอใจได้

         ส่วนสมเด็จพระนารายณ์ประสูติจากพระมเหสี ควรมีสิทธิในราชสมบัติมากกว่า ถึงแม้จะไม่ใช่ราชโอรสองค์โต กับนับว่าถูกต้องตามกฎการสืบสันตติวงศ์ ราชสมบัติจึงควรจะตกอยู่กับสมเด็จพระนารายณ์ การที่พระเจ้าปราสาททองทรงมอบราชสมบัติให้เจ้าฟ้าไชย เห็นจะเป็นเพราะเจ้าฟ้าไชยมีอาวุโสที่สุด และคงจะทรงพระปรีชาญาณ เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไป

สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๗ (สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา)

          สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒๖ แห่งกรุงศรีอยุธยา ในราชวงศ์ปราสาททอง ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.๒๑๙๙-๒๑๙๙ ระยะเวลาเพียง ๒ เดือน ๒๐ วัน(บางตำรารวบเป็น ๓ เดือน) สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา เป็นพระอนุชาในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงขึ้นครองราชย์นั้น ปรากฏความในพระราชพงศาวดารว่าน้องผู้มีน้ำใจกักขฬะมิได้มีหิริโอตตัปปะ ตั้งให้เป็นพระมหาอุปราชต่างพระเนตรพระกรรณก็มิได้ จึงทรงตั้งขึ้นเป็นเจ้าพระ ให้ตั้งบ้านเรือนหลวงอยู่ตรงริมวัดสุทธาวาส

         เมื่อสิ้นรัชกาล สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง สมเด็จเจ้าฟ้าไชยขึ้นเสวยราชสมบัติ สมเด็จพระนารายณ์ และสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาซึ่งเป็นพระเจ้าอาร่วมกันคบคิดยึดราชบัลลังก์ และให้สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาขึ้นครองราชย์แทน

         หลังจากที่สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาขึ้นครองราชย์แล้ว โปรดให้สมเด็จพระนารายณ์เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่พระองค์เองกลับไม่ได้บริหารราชแผ่นดินโดยชอบธรรม เพียง ๒ เดือนเศษก็เกิดกรณีความขัดแย้งขึ้น เมื่อสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาทอดพระเนตรเห็นพระราชกัลยาณีพระขนิษฐาในสมเด็จพระนารายณ์แล้วต้องพระทัย หากแต่พระราชกัลยาณีไม่มีพระประสงค์ด้วย จึงหลบหนีออกมาจาก        พระตำหนัก และไปเฝ้าพระเชษฐาธิราช สมเด็จพระนารายณ์น้อยพระทัยมาตรัสว่า

         “อนิจจาพระเจ้าอา เรานี้คิดว่าสมเด็จพระบิตุราชสวรรคตแล้ว ยังแต่พระเจ้าอาก็เหมือนพระบรมราชบิดายังอยู่ จะได้ปกป้องราชวงศานุวงศ์สืบไป ควรหรือมาเป็นได้เพียงนี้”

          แล้วก็มีพระดำริ ที่จะจัดการพระศรีสุธรรมราชา โดนมีเหล่าขุนนางที่จงรักภักดีเข้าร่วมด้วยเป้นจำนวนมาก

         สมเด็จพระนารายณ์โปรดให้จัดกองทัพ ให้ขุนเสนาไชยขันจันทราชาเทพ ขุนทิพมนตรี ขุนเทพมนตรี ขุนสิทธิคชรัตน์ ขุนเทพศรีธรรมรัตน์คุมกำลังพลอยู่รักษาพระราชวังบวรสถานมงคล จากนั้น พระองค์เสด็จโดยช้าง  พระที่นั่งยกทัพมาแต่วังหน้าไปทางหน้าวัดพลับพลาชัย จากนั้นกลุ่มอาสาญี่ปุ่น นำโดยพระยาเสนาภิมุข พระยาไชยสูร และทหารญี่ปุ่น ๔๐นาย มาขอเข้าร่วมกองทัพด้วย กองทัพฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์สามารถเข้าไปถึงพระที่นั่งจักรวรรดิ์ไพชยนต์ได้ มีขุนนางต่างๆเข้าสวามิภักดิ์อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์โปรดให้ไปประจำจุกช่องล้อมวงตามประตูวังทิศต่างๆ ต่อมาสมเด็จพระศรีสุธรรมราชานำกองทัพหลวงออกต่อสู้กัน โดยทหารสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาประจำที่หลังศาลาลูกขุน สมเด็จพระนารายณ์ยกกองทัพเข้าไปประชิดยิ่งต่อสู้กัน ทหารอาสาฝ่ายพระนารายณ์ยิงปืนนกสับต้องที่พระพาหุสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา ข้างฝ่ายทหารสมเด็จพระศรีสุธรรมราชายิงปืนต้องพระบาทซ้ายสมเด็จพระนารายณ์ จากนั้นทหารฝ่ายสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาก็แตกเข้าไปในพระราชวังแล้วปิดประตูไว้ สมเด็จพระนารายณ์โปรดให้ยกพลตามพบว่าสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาหนีออกไปวังหลัง จึงเสด็จขึ้นพระราชมณเทียรพระวิหารสมเด็จ แล้วโปรดให้ออกไปตามจับตัวสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาที่วังหลังไปสำเร็จโทษที่วัดโคกพระยา

 สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

P1310082

         สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรืออีกพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสรรเพชญ์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒๗ แห่งกรุงศรีอยุธยา ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑ เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าปราสาททองกับพระมเหสีที่เป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม(พระศิริราชกัลยา) สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงเป็นกษัตริย์ที่มีเชื้อสายราชวงศ์สุโขทัย และราชวงศ์ปราสาททอง พระองค์มีพระเชษฐา คือ สมเด็จพระเจ้าไชย มีพระอนุชาคือ เจ้าฟ้าอภัยทศ พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ พระองค์ทอง และพระอินทราชา พระนามเดิม คือ สุรินทรกุมาร

         สาเหตุที่ได้พระนามว่าพระนารายณ์นั้น กล่าวกันว่า เพราะมีผู้เห็นเป็น ๔ กร เมื่อตแนประสูติ ส่วนใน คำให้การกรุงเก่า ภาคที่ ๑ ว่าด้วยพงศาวดาร นั้น กล่าวถึงที่มาของพระนาม สมเด็จพระนารายณ์ไว้ใน พระราชประวัติ สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ดังนี้

          …วันหนึ่งฟ้าผ่าลงที่พระที่นั่งมังคลาภิเษก เกิดเพลิงไหม้ ข้าราชการทั้งปวงขึ้นไปช่วยกันดับเพลิงนั้นก็หาดับไม่ พอพระสุรินทรกุมารขึ้นไปช่วยดับเพลิงนั้นจึงดับ เวลาเมื่อพระสุรินทรกุมารเสด็จขึ้นไปนั้น ข้าราชการแลประชาชนทั้งปวงเห็นเปน ๔ กร จึงโจทย์กันอื้ออึงไป แลพากันนิยมนับถือพระสุรินทรกุมารว่าเปนผู้มีบุญแต่นั้นมา

          เมื่อพระชม์มายุได้ ๑๐ พรรษา ได้ทรงผนวชเป็นสามเณรวัดปากน้ำสำนักมหาพรหมรวม ๓ พรรษา เมื่อทรงลาผนวช พระราชบิดาก็ทรงแต่งตั้งให้ทรงกรมตำแหน่งลูกหลวงประทับอยู่นอกวัง เชิงสะพานช้างป่าถ่าน ครั้นเมื่อพระเจ้าปราสาททองสวรรคต เจ้าฟ้าไชยได้ราชสมบัติ พระนารายณ์กับพระศรีสุธรรมราชาก็ร่วมกันแย่งราชสมบัติได้ และเมื่อพระศรีสุธรรมราชาพระเจ้าอาครองราชย์ได้ไม่ถึง ๓ เดือน พระองค์ได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์แทน เพราะสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาไม่ได้บริหารราชการแผ่นดินโดยชอบธรรม

         เมื่อปี พ.ศ.๒๑๙๙ เมื่อพระชนม์มายุได้ ๒๕ พรรษา พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงพระปรีชาสามารถมาก ทำให้กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยของพระองค์ มีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าในทุกด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การต่างประเทศ การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม

         ด้านการค้า ในรัชสมัยของพระองค์ ได้มีชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขาย เผยแพร่ศาสนาตลอดจนเข้ารับราชการ ทำให้ชาวตะวันตกยอมรับนับถือกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมากได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากยิ่งกว่าในรัชสมัยอื่นๆ ทรงโปรดเกล้าฯให้ต่อเรือกำปั่นหลวง เพื่อทำการค้าขายกับต่างประเทศ จึงทำให้อยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้ากับต่างประเทศ

         ด้านการศาสนา สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดียิ่ง และอาจนับได้ว่าพระพุทธศาสนาในช่วงรัชกาลของพระองค์ได้เจริญรุ่งเรืองมาก ทรงบูรณะวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองลพบุรี โดยเฉพาะทรงเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมายังอยุธยา ดังที่ปรากฏในวรรณคดีสำคัญของยุค คือ โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์ เอกสารสำคัญในรัชกาลที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา คือ พระราชปุจฉาที่ทรงมีไปถึงพระสงฆ์ผู้ทรงภูมิธรรมเพื่อทรงไต่ถามข้อสงสัย ซึ่งในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปรากฏชื่อพระพรหมมุนี วัดปากน้ำประสบ และสมเด็จ พระพุทธโฆษาจารย์เป็นผู้ถวายวิสัชนาพระราชปุจฉาอยู่เสมอๆ ธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้ยังปรากฏเป็นหลักฐานต่อมาว่าพระมหากษัตริย์อยุธยาโปรดที่จะมีพระราชปุจฉาเรื่องทางโลกและทางธรรมแก่พระสงฆ์ หรือพระราชาคณะที่ทรงนับถือ เช่น พระเพทราชาก็ยังทรงปฏิบัติสืบมา จึงแสดงให้เห็นว่านับแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชลงมาแล้ว การเอาใจใส่พระสงฆ์มีเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนมาก

         ในปี พ.ศ.๒๒๒๔ สมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงจัดคณะทูตนำพระราชสาสน์ไปเจริญทางพระราชไมตรี ณ ประเทศฝรั่งเศส แต่คณะราชทูต สูญหายไประหว่างทาง ต่อมาในปี พ.ศ.๒๒๒๖ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดคณะทูตเดินทางไปฝรั่งเศสอีกครั้ง เพื่อสอบสวนความเป็นไปของทูตคณะแรก พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงทราบก็เข้าใจว่าสมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงเลื่อมใสจะเข้ารีต จึงได้จัดคณะราชทูตเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา โดยส่งบาทหลวงสามคนเดินทางมากรุงศรีอยุธยา เมื่อทั้งสามคนมาถึงแล้วก็ได้มีใบบอกไปยัง พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และพระสันตะปาปา โดยมีเชอวาเลียร์ เดอ โชมองต์ เป็นหัวหน้าคณะทูต ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่าจะใช้กรุงศรีอยุธยา เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่คริสตศาสนา พระบาทหลวงได้ตั้งโรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ สมเด็จพระนารายณ์ทรงเห็นว่า เป็นการนำความเจริญมาให้กรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้   พระราชทานที่ดินให้สร้างวัดทางคริสตศาสนาด้วย

         เมื่อปี พ.ศ.๒๒๒๘ ได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ฯ ทูลขอให้ทรงเข้ารีต แต่พระองค์ทรงปฏิเสธด้วยพระปรีชาสามารถว่า

                   ̏…การที่ผู้ใดจะนับถือศาสนาใดนั้น ย่อมแล้วแต่พระผู้เป็นเจ้าบนสวรรค์จะบันดาลให้เป็นไป ถ้าคริสตศาสนาเป็นศาสนาดีจริงแล้ว และเห็นว่าพระองค์สมควรที่จะเข้าเป็น คริสตศาสนิกแล้ว สักวันหนึ่งพระองค์จะถูกดลใจให้เข้ารีตจนได้ ̋

         พระองค์ได้ให้เสรีภาพแก่ราษฎรทั่วไปที่จะนับถือคริสตศาสนาได้ตามความเลื่อมใสของตน ทำให้เชอวาเลียร์ เดอ โชมองต์ พอใจ

         ในด้านการต่างประเทศ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๒๒๘ เมื่อคณะราชทูตฝรั่งเศสเดินทางกลับ พระองค์ก็ได้จัดให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นหัวหน้าคณะราชทูตเดินทางไปฝรั่งเศส นำพระราชสาส์นของพระองค์ไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และได้ส่งกุลบุตร ๑๒ คน ไปศึกษาวิชาที่ประเทศฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงโปรดปรานเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นอย่างมาก ได้ให้เหรียญที่ระลึก และเขียนรูปภาพเหตุการณ์ไว้ด้วย เมื่อคณะราชทูตเดินทางกลับ พระองค์ได้โปรดให้มองสิเออร์ เดอลาลูแบร์ เป็นราชทูตเข้ามากรุงศรีอยุธยา พร้อมกับเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) และได้นำทหารฝรั่งเศสจำนวน ๖๓๖ นาย เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาด้วย สมเด็จพระนารายณ์ฯ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ทหารฝรั่งเศสจำนวนดังกล่าว ไปรักษาป้อมที่เมืองธนบุรีส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งมีกำลังสองกองร้อยให้ไปรักษาเมืองมะริด ซึ่งมีอังกฤษเป็นภัยคุกคามอยู่

         ชาวต่างชาติที่เข้ามารับราชการในรัชสมัยนี้ และโดดเด่น คือ เจ้าพระยาวิชเยนทร์(คอนสแตนติน ฟอลคอน) เป็นชาวกรีก มีอาชีพค้าขายภายหลังเรืออับปางได้อาศัยเรือมากับราชทูตไทย ซึ่งได้ช่วยงานราชทูตจนได้เข้ารับราชการในกรมพระคลัง ด้วยเชาว์ปัญญาดีจึงเลื่อนขั้นก้าวหน้า ภายหลังถูกกำจัดในคราวสมเด็จพระนารายณ์ถูกยึดราชบัลลังก์

800px-Siamese_envoys_at_Versailles

         ในด้านการศึก การศึกสงครามในช่วงต้นแผ่นดินนั้นมีทั้งสงครามในและนอกพระนครทรงยกทักขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ ส่วนในพระนครก็เกิดกบฏพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ขึ้น พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาบันทึกว่าพนะไตรภูวนาทิตยวงศ์กับพระองค์ทองคิดการกบฏ ทั้งสองพระองค์เป็นพระอนุชาต่างพระราชชนีกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่การกบฏครั้งนี้ไม่สำเร็จ ทั้งสองพระองค์ถูกจับกุมสำเร็จโทษพร้อมพรรคพวกอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นขุนนางใหญ่ เช่น ออกญาพลเทพ ออกญากลาโหม ออกญาพัทลุง ออกพระศรีภูริปรีชา เป็นต้น ทำให้สมเด็จพระพระนารายณ์มหาราชไม่ไว้วางพระราชหฤทัยขุนนางเดิม และทรงเพิ่มความสนิทสนมกับชาวต่างชาติมากขึ้น

         ในปี พ.ศ.๒๒๓๐ สมเด็จพระนารายณ์ทรงประกาศสงครามกับอังกฤษ เนื่องจากมีเหตุบาดหมางกันในเรื่องการค้าขายกับอินเดีย รัฐบาลอังกฤษให้บริษัทอังกฤษ เรียกตัวคนอังกฤษทั้งหมดที่รับราชการอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยา ให้กลับประเทศอังกฤษ ต่อมาชาวอังกฤษได้มาก่อความวุ่นวายในเมืองมะริด และรุกรานไทยก่อน แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรไทยได้ เนื่องจากขณะนั้นมีทหารฝรั่งเศสรักษาเมืองมะริดอยู่

         ในรัชสมัยของพระองค์ แม้ว่าจะมีการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ ที่เจริญรุ่งเรืองแล้วก็ตาม แต่ก็ได้มีการทำสงครามหลายครั้ง ครั้งที่สำคัญได้แก่ การยกกองทัพออกไปตีพม่าที่กรุงอังวะ ตามแบบอย่างที่สมเด็จพระนเรศวรฯ ได้ทรงกระทำมาแล้วในอดีต และได้มีการยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่สองครั้งจนได้ชัยชนะ

         ด้านวรรณกรรม วรรณคดีที่สำคัญหลายเรื่องเกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ จนได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของวรรณคดีในสมัยกรุงศรีอยุธยา อาทิ พระราชนิพนธ์สำคัญ คือ โคลงพุทธไสยาสน์ป่าโมก โคลงพาลีสอนน้อง โคลงทศรถสอนพระราม สมุทรโฆษคำฉันท์(ตอนต้น จนถึงตอน “งานสยุมพรพระสมุทรโฆษกับนางพินทุมดี”) ราชาณุวรรต ราชาณุวรรต ราชสวัสดิ์ ประดิษฐ์พระร่วง คำฉันท์กล่อมช้าง(ของเก่า) เป็นต้น และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระมหาราชครูแต่งจินดามณีขึ้นเป็นตำราเรียน

         ด้านดาราศาสตร์ ในระหว่างปีพุทธศักราช ๒๒๒๘ – ๒๒๓๐ รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คณะบาทหลวงเจชูอิตชาวฝรั่งเศส ได้มาเผยแพร่ดาราศาสตร์ ในประเทศไทย มีสิ่งก่อสร้าง เช่น หอดูดาววัดสันเปาโล เป็นหอดูดาวแห่งแรกในประเทศไทย นอกจากนี้ในวันที่ ๓๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๒๓๑ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ที่พาดผ่านแม่น้ำกฤษณะในประเทศอินเดีย พม่า จีน ไซบีเรีย ไปสิ้นสุดในทวีปอเมริกา สำหรับประเทศไทยเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงกล้องทอดพระเนตร จันทรุปราคาเต็มดวงใน คืนวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๒๒๘ ร่วมกับคณะบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ณ พระตำหนักทะเลชุบศร เมืองลพบุรี

fpp201 (1)

         สมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีพระราชธิดา ๑ พระองค์ คือ เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพ และมีพระอนุชา คือ เจ้าฟ้าอภัยทศ และเจ้าฟ้าน้อย ซึ่งประทับที่อยุธยา และก็ถูกจับสำเร็จโทษที่เมืองลพบุรี ในพ.ศ.๒๒๓๑ ด้วย สมเด็จพระนารายณ์ฯ เสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ.๒๒๓๑ เมื่อพระชนมายุได้ ๕๐ พรรษา ครองราชย์ได้ ๓๒ ปี

 สมเด็จพระเพทราชา

          สมเด็จพระเพทราชา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงครองราชย์เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๒๓๑ หลังสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคต อย่างไรก็ตามได้ทรงยึดอำนาจทางการเมืองไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคมขณะเมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ด้วยการเข้ายึดพระราชวังที่เมืองลพบุรีซึ่งในขณะนั้นเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชาทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พลูหลวง ด้วยเหตุที่ทรงเป็นชาวบ้านพลูหลวงในสุพรรณบุรีตามที่ระบุไว้ในพระราชพงศาวดาร

         ก่อนขึ้นครองราชย์ สมเด็จพระเพทราชาทรงดำรงตำแหน่งเจ้าพระคชบาล ควบคุมกองข้าหลวง มีกำลังพลในสังกัดจำนวนหลายพัน นอกจากนั้นยังทรงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระราชวงศ์ในฐานะที่พระมารดาเป็นพระนม และพระขนิษฐาเป็นพระสนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

         การที่สมเด็จพระเพทราชาประสบความสำเร็จในการเข้ายึดพระราชวังที่ลพบุรีก็ด้วยกำลังพลที่มี โดยให้หลวงสรศักดิ์ผู้เป็นบุตรชายเป็นกำลังสำคัญ และการสนับสนุนจากขุนนางสยามหลายรายกลุ่มพระสงฆ์โดยเฉพาะในเมืองลพบุรี ด้วยสาเหตุที่ไม่พอใจในอำนาจอิทธิพลของเจ้าพระยาวิไชเยนทร์(คอนแสตนติน ฟอลคอน) และกลุ่มบาทหลวงชาวฝรั่งเศส รวมทั้งกองทหารของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ที่ได้เข้ามาประจำการ ณ ป้อมที่ เมืองบางกอก

         เมื่อสมเด็จพระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์ยึดอำนาจได้สำเร็จแล้ว ก็ได้สำเร็จโทษเจ้าฟ้าพระอนุชาทั้งสองพระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และพระปีย์ซึ่งเป็นโอรสบุญธรรมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และจัดการประหารชีวิตเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ ชาวฝรั่งเศสในเมืองไทยส่วนใหญ่ในเมืองไทยถูกจับขังหมด ส่วนที่เป็นทหารประจำการอยู่ที่บางกอกก็ถูกกองทักของพระเพทราชาล้อมอยู่ จนถึงปลายปี พ.ศ.๒๒๓๑ จึงทำสัญญากับฝ่ายสยามเพื่อได้ออกไปนอกประเทศ

         แม้ว่าสมเด็จพระเพทราชาหรือที่ขนานพระนามว่า“พระมหาบุรุษ” จะเป็นผู้ที่ขับไล่ชาวฝรั่งเศสออกไปจากเมืองไทยได้สำเร็จในช่วงที่การเมืองกำลังล่อแหลม แต่การสถาปนาราชวงศ์ใหม่ในกรุงศรีอยุธยาก็เป็นสาเหตุให้เกิดการกบฏในรัชกาลของพระองค์หลายครั้ง เช่น กบฏธรรมเถียร โดยมีพระสงฆ์ผู้อ้างตนเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนำสมัครพรรคพวกจากบริเวณนครนายกเข้ามาประชิดกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ถูกปราบปรามไปได้ นอกจากนี้ยังเกิดกบฏขึ้นที่นครราชสีมา ๒ ครั้ง ครั้งแรกนำโดยพระยายมราช(สังข์) และครั้งที่ ๒โดย“ผู้วิเศษ” ชื่อบุญกว้าง ส่วน “กบฏ” ทางใต้นั้น หลักฐานตะวันตกระบุว่าเป็นการแข็งเมืองของหัวเมืองประเทศราชปัตตานี ในขณะที่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุว่า พระยายมราช(สังข์)ย้ายการต่อสู้กับราชสำนักจากเมืองนครราชสีมาไปสู่นครศรีธรรมราช อย่างไรก็ตามสมเด็จพระเพทราชาและขุนหลวงสรศักดิ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรืออุปราช ก็สามารถปราบกบฎเหล่านี้ได้สำเร็จในที่สุด

         รัชกาลสมเด็จพระเพทราชาเคยถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นการ“โดดเดี่ยวตนเอง” ของราชอาณาจักรสยาม ภายหลังยุคที่มีการติดต่อค้าขาย กับต่างประเทศอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจนถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่หากพิจารณาจากหลักฐานชั้นต้นแล้ว จะเห็นว่าในสมัยสมเด็จพระเพทราชา สยามมิได้ปิดประเทศแต่ประการใด แม้ว่าสมเด็จพระเพทราชาจะทรงระวังและเลือกที่จะไม่ติดต่อกับฝรั่งเศสและอังกฤษในระดับที่เป็นทางการอีกต่อไป แต่พระองค์ก็ทรงตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า รายได้ส่วนหนึ่งของรัฐมาจากการค้าขายกับต่างชาติ การส่งออกดีบุก หนังสัตว์ หนังปลากระเบน ไม้ฝาง และสินค้าป่าอื่นๆ ในแต่ละปีนำรายได้มหาศาลมาสู่ท้องพระคลัง ในทางกลับกัน การนำเข้าเงิน ทองแดง ผ้าฝ้ายอินเดีย ผ้าไหม แพรจีน และสินค้าหายากหรือฟุ่มเฟือยอีกหลายรายการก็ทำให้ตลาดในสยามคึกคักอยู่เป็นประจำ และทำให้ราชสำนักได้บริโภคหรือซื้อสิ่งของเหล่านี้ตามที่ต้องการ สมเด็จพระเพทราชาจึงมิได้ทรงละเลยการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศแต่ประการใด ในปีแรกที่ได้ขึ้นครองราชย์ก็ได้ทรงลงพระนามในสนธิสัญญาฉบับใหม่กับบริษัท V.O.C ของฮอลันดา ทั้งนี้อาจเป็นเพราะทรงเห็นว่า หากสยามมีสัญญา ที่แนบแน่นกับฮอลันดา อาจทำให้ฝรั่งเศสไม่กล้ายกทัพมาโจมตี อย่างไรก็ตามการค้าระหว่างราชสำนักสยามกับฮอลันดา ในสมัยนี้มิได้เฟื่องฟูเหมือนดังในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองมีความขัดแย้งกันบ้าง เช่น ในเรื่องการตีราคาผ้าที่บริษัท V.O.C นำเข้ามาขายให้ราชสำนัก สรุปได้ว่าทั้งทางไทยและทางฮอลันดาต่างก็ผิดหวังซึ่งกันและกันในแง่การค้าขาย

         พ่อค้าอังกฤษเอกชน(Country traders) ก็ยังเข้ามาค้าขายในเมืองไทย แม้ว่าบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษจะเลิกสนใจเมืองไทยแล้ว ส่วนนักการทูตและพ่อค้าฝรั่งเศสนั้นหมดบทบาทลงไป อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระเพทราชาทรงสั่งปล่อยตัวบาทหลวงฝรั่งเศสคณะมิสซังต่างประเทศกรุงปารีส (Missions Etrangeres de Paris) ออกจากคุก พร้อมกับทรงอนุญาตให้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและสอนหนังสือตามปกติ

         ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา การค้าของไทยกับจีนและญี่ปุ่นก็คงมีอยู่ การค้าเอกชนของจีนกับดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รุ่งเรืองขึ้น ภายหลังจากที่ราชวงศ์ชิงยกเลิกกฎห้ามมิให้ชาวจีนเดืนเรืออกนอกประเทศ พ่อค้าจากฟูเจี้ยนและกวางตุ้งจึงหลั่งไหลเข้ามาทำการค้าในทะเลแถบนี้ ทำให้มีชาวจีนอพยพเข้ามาในราชอาณาจักรสยามมากขึ้น และอิทธิพลของขุนนางเชื้อสายจีนในราชสำนักสยามก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนทางด้านญี่ปุ่นนั้น แม้ว่าจะมีกฎระเบียบเคร่งครัดห้ามมิให้เรือต่างชาติเข้าไปค้าขายได้ ยกเว้นเรือจีนกับเรือฮอลันดา สมเด็จพระเพทราชาทรงส่งเรือสำเภาหลวงไปค้าขายที่เมืองท่านางาซากิหลายลำได้เพราะต้นหนและลูกเรือที่เป็นคนจีนเกือบทั้งสิ้น เรือสำเภาจากอยุธยาจึงสามารถเข้าไปค้าขายได้ เพราะทางญี่ปุ่นยอมอนุโลมว่าเรือจากสยามนั้นถือว่าเป็น  “เรือจีน” ประเภทหนึ่ง

         สมเด็จพระเพทราชากับพระมหาอุปราชทรงแต่งเรือส่งไปค้าขายในอินเดียเช่นกัน แต่ในช่วงนี้การสงครามและปัญหาการค้าของอินเดียเองทำการค้าระหว่างสยามกับอินเดียลดน้อยลง

         ความสัมพันธ์กับรัฐเพื่อนบ้านไม่ค่อยมีปัญหา เมื่อพระเจ้ากรุงศรีสัตนคนหุต(เวียงจันทน์)แห่งราชอาณาจักรล้านช้าง ทรงขอกองทัพไทยไปช่วยรบกับเมืองหลวงพระบาง สมเด็จพระเพทราชามีพระบรมราชโองการให้พระยานครราชสีมาเป็นแม่ทัพกองกำลังของสยามไปช่วยเวียงจันทน์ เมื่อหลวงพระบางรู้ว่ามีกองทัพไทยมาถึงเวียงจันทน์แล้วก็ยอม“ประโนมน้อม” ต่อกรุงเวียงจันทน์ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตจึงส่งพระราชบุตรีมาถวายถึงกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสมเด็จพระเพทราชาก็ได้พระราชทานต่อให้แก่พระมหาอุปราชตามที่ทรงขอ

         สมเด็จพระเพทราชาเสด็จสวรรคต ในพ.ศ.๒๒๔๖ ถึงแม้จะมีพระราชโอรสจากกรมหลวงโยธาเทพพระราชาธิดาสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่ผู้ที่ได้สืบราชสมบัติต่อไป ได้แก่ พระมหาอุปราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคล(ขุนหลวงสรศักดิ์)ทรงพระนามว่าสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือพระเจ้าเสือ

 สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (พระเจ้าเสือ)

Phra_Chao_Suea

         สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (ราษฎรนิยมเรียกว่า พระเจ้าเสือ) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๒๙ แห่งกรุงศรีอยุธยา และเป็นองค์ที่ ๒ แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ครองราชย์ระหว่างปีพ.ศ.๒๒๔๖-๒๒๕๑ พระราชประวัติของพระองค์นั้น ปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่าเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประสูติแต่ราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ เมื่อคราวที่เสด็จยกทัพไปรบด้วยหัวเมืองในจุลศักราช ๑๐๒๓ แต่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้พระราชทานราชธิดาองค์นี้ให้แก่สมเด็จพระเพทราชาไว้ ต่อมาในจุลศักราช ๑๐๒๔ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้เสด็จไปนมัสการพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ที่เมืองพิษณุโลก พระราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้โดยเสด็จด้วย และมีพระประสูติกาลพระโอรสที่ตำบลโพธิ์ประทับช้าง แขวงเมืองพิจิตรในเดือนอ้ายปีขาลนั้น

         เมื่อพระราชโอรสมีพระชันษามากขึ้น สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดปรานและใช้สอยในกิจราชการอยู่เป็นนิจ ทั้งได้ให้ไปฝึกหัดการช้างกับพระเพทราชา ซึ่งกำกับกรมคชบาลจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ที่หลวงสรศักดิ์ และกลุ่มขุนนางได้ร่วมคิดปฏิวัติเพื่อมอบอำนาจให้สมเด็จพระเพทราชา หลังจากที่สมเด็จพระเพทราชาขึ้นครองราชย์แล้ว หลวงสรศักดิ์ ได้รับพระราชทานตำแหน่งที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทำราชการสืบมา ครั้นสมเด็จพระเพทราชาสวรรคต กรมพระราชวังบวรขึ้นครองราชย์สืบมาขณะที่พระชนมายุได้ ๓๖ พรรษา

         ด้านการศาสนา ในช่วงระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ ได้ทรงทำนุบำรุงพระราชวงศ์และการพระพุทธศาสนาเป็นอันมากทรงสถาปนาพระราชมารดาเลี้ยงซึ่งเป็นพระอัครมเหสีกลางของ สมเด็จพระเพทราชาขึ้นเป็นกรมพระเทพามาตย์ และทรงสถาปนาวัดโพธิ์ประทับช้างขึ้นเป็นอนุสรณ์นิวาสสถานที่ประสูติ ทั้งได้ทรงซ่อมแปลงพระมณฑปพระมงคลบพิตร ให้เป็นพระวิหารใหญ่ และทรงปฏิสังขรณ์มณฑปพระพุทธบาทเมืองสระบุรีให้เป็นมณฑปทรง ๕ ยอดด้วย ส่วนการทำนุบำรุงบ้านเมืองนั้น โปรดให้ขุดคลองโคกขามให้ตรง เพื่อให้การเดินทางสะดวกขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาเหมือนแต่ก่อน

         ด้านกฎหมาย ในรัชกาลของพระองค์นี้โปรดการเสด็จประพาสตามหัวเมืองต่างๆ เช่น สมุทรสาคร อ่างทอง เพชรบุรี สระบุรี เป็นต้น จึงปรากฏตำนานสำคัญเรื่องพันท้ายนรสิงห์ และเรื่องเสด็จออกไปชกมวยกับชาวบ้านที่แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ

         กล่าวกันว่าครั้งหนึ่งเสด็จจากอยุธยาตามลำน้ำเจ้าพระยาเข้าคลองโคกขาม จะไปเมืองสมุทรสาคร เมื่อปี ๒๒๔๗ เสด็จโดยเรือพระที่นั่งเอกชัย นายท้ายเรือพระที่นั่งชื่อ “พันท้ายนรสิงห์” คัดท้ายเรือไม่ดี หัวเรือชนต้นไม้หัก ซึ่งตามกฎแล้วจะต้องถูกประหารชีวิต ด้วยการตัดคอ พระเจ้าเสือทรงมีเมตตาต่อพันท้ายนรสิงห์ จะไม่เอาโทษ พันท้ายนรสิงห์ก็ยอมตายขอให้ประหารชีวิต เพื่อรักษากฎหมาย

klongpabp พันท้ายนรสิงห์

        ด้านการต่างประเทศ ในรัชกาลของพระองค์ปรากฏหลักฐานต่างประเทศเช่น หลักฐานฝรั่งเศสว่ามีความพยายามในการรื้อฟื้นพระราชไมตรีให้ดีคงเดิมอีก ขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงอำนวยความสะดวกให้พ่อค้าวาณิชต่างชาติ เช่น อังกฤษ ฮอลันดา เข้ามาตั้งห้างร้านสินค้าในอยุธยามากขึ้นด้วย

         ด้านการคมนาคม นอกจากนี้ยังมีการขุดคลองมหาชาติ เชื่อมระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับ แม่น้ำท่าจีนซึ่งเป็นผลงานที่สำคัญในด้านการเชื่อมแม่น้ำสายสำคัญในภาคกลาง ทำให้การคมนาคมสะดวกติดต่อกันได้ การขุดคลองนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องของการชลประทาน แต่ก็มีผลพลอยได้ในการเปิดที่ดินใหม่เพื่อการเกษตรกรรมอย่างมหาศาล การขุดคลองนี้เป็นราชกิจที่มีมาตั้งแต่ต้นอยุธยา มีทั้งการขุดคลองลัดเพื่อให้เส้นทางสั้นลง

         ในปลายรัชกาลนั้น หลังจากเสด็จกลับจากทรงสักการะรอยพระพุทธบาทเมืองสระบุรีแล้ว ก็ทรงพระประชวร ทรงเวนราชสมบัติให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จากนั้นก็เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ เมื่อพ.ศ.๒๒๕๑ มีพระชนมายุรวม ๔๖ พรรษา และพระโอรสก็ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าท้ายสระ โดยไม่มีปัญหาการแย่งราชสมบัติ

 สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๙ (พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ)

         สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๙ (พระเจ้าท้ายสระ) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๓๐ แห่งกรุงศรีอยุธยา ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.๒๒๕๑- ๒๒๗๕ ก่อนขึ้นเสวยราชสมบัติ เจ้าฟ้าเพชรหรือพระราชวังบวรมสถานงคลได้รับราชการอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเสวยราชย์ได้เสด็จไปประทับ ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ซึ่งตั้งอยู่กลางสระน้ำทางทิศตะวันตกของบริเวณพระราชวังหลวง อันเป็นเหตุให้คนทั่วไปขนานพระนามว่าพระเจ้าท้ายสระ หลังจากนั้นก็ทรงสถาปนาพระบัณฑูรน้อย เจ้าฟ้าพรพระอนุชาธิราชขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

         ด้านการศาสนา เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงบูรณปฏิสังขรณ์มณฑปพระพุทธบาทและจัดงานสมโภชใหญ่ จากนั้นทรงบูรณะวัดมเหยงคณ์นอกพระนคร พร้อมกับที่พระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรสถาน มงคลทรงบูรณะวัดกุฎีดาวขึ้น ในพ.ศ.๒๒๕๓ นักเสด็จเจ้าเมืองเขมรเกิดวิวาทกับนักแก้วฟ้าสะจอง ฝ่ายนักแก้วฟ้าสะจองไปขอความช่วยเหลือจากทัพญวนให้มาตีเขมร ทำให้นักเสด็จต้องหลบหนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร สมเด็จพระสรรเพชญ์ ที่ ๙ โปรดให้ตั้งบ้านเรือนแถบวัดค้างคาวในกำแพงพระนครตอนใต้ ต่อมาสมเด็จพระสรรเพชญ์ ที่ ๙ โปรดให้ยกทัพไปช่วยรบเขมรเพื่อตีเมืองคืนกองทัพเรือ และกองทัพบกสามารถล้อมเมืองเขมรได้ จนในที่สุดนักแก้วฟ้า สะจองยอมอ่อนน้อมเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาต่อไป ในพ.ศ.๒๒๖๘ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยกรมพระราชวังบวรไปยังวัดป่าโมก เนื่องจากเจ้าอธิการวัดนั้นกราบบังคมทูลเรื่องน้ำเซาะตลิ่งหน้าวัด และเกรงว่าพระนอนจะทรุดลงน้ำ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ชะลอพระพุทธไสยาสน์องค์นั้นเข้ามา และสร้างพระวิหารครอบไว้

         ด้านการปกครอง สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระราชกำหนดฉบับหนึ่งในจุลศักราช ๑๐๘๙ ชื่อพระราชกำหนดวิธีปกครองหัวเมืองว่าด้วยหน้าที่ของผู้ปกครองหัวเมืองในเรื่องต่างๆ เช่น การพิจารณาความ การดูแลทุกข์สุขของราษฎร ตลอดจนการปฏิบัติตนและสิ่งที่พึงกระทำเพื่อให้ราษฎรอนู่อย่างผาสุก ทั้งได้ขุดคลองมหาไชยที่ขุดค้างอยู่แต่ครั้งแผ่นดินก่อนให้แล้วเสร็จ และโปรดให้ขุดคลองเกร็ดน้อยลัดคุ้งบางบัวทองให้ตรงเพื่อให้ราษฎรเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น

         ด้านการต่างประเทศ การฟื้นฟูไมตรีกับฝรั่งเศส และการค้าขายยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะทางฝรั่งเศสยังต้องการเมืองท่ามะริดอยู่ต่อไป กับต้องการสิทธิ์ในการเผยแผ่คริสต์ศาสนาจนเกินไป ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ราบรื่นตลอดรัชกาล ส่วนกับประเทศสเปนนั้นพระองค์ได้เสด็จออกรับราชทูตของพระเจ้าฟิลิปป์ ในพ.ศ.๒๒๖๑

         สมเด็จพระสรรเพชญ์ ที่ ๙ มีพระราชโอรสธิดา ๕ พระองค์ คือ เจ้าฟ้านเรนทร เจ้าฟ้าหญิงเทพ เจ้าฟ้าหญิงปทุม เจ้าฟ้าอภัย และเจ้าฟ้าปรเมศ เมื่อทรงพระประชวรหนักในตอนปลายรัชกาลได้พระราชทานราชสมบัติให้แก่เจ้าฟ้าอภัย เพราะเจ้าฟ้านเรนทรทรงผนวชเป็นภิกขุภาวะ แต่กรมพระราชวังบรมสถานมงคลไม่ยอม เห็นว่าจะต้องให้ราชสมบัติแก่เจ้าฟ้านเรนทร ในที่สุดทำให้เกิดศึกแย่งราชบัลลังก์ระหว่างเจ้าฟ้าอภัยและกรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระอนุชาธิราช

         สมเด็จพระสรรเพชญ์ ที่ ๙ เสด็จสวรรคต เมื่อพ.ศ.๒๒๗๕ ครองราชย์ได้ ๒๔ ปี

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ)

         สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๓๑ แห่งกรุงศรีอยุธยาเป็นพระโอรสองค์ที่ ๒ ในสมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ที่ ๘ (สมเด็จพระเจ้าเสือ) กับพระอัครมเหสี พระเชษฐาคือเจ้าฟ้าเพชร ซึ่งต่อมาเป็นสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๙(พระเจ้าท้ายสระ) เจ้าฟ้าพรประสูติเมื่อ พ.ศ.๒๒๒๔

         ในพ.ศ. ๒๒๔๖ เมื่อสมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าพระองค์นี้ขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล(วังหน้า)

         พระนามเดิม เจ้าฟ้าพร เป็นพระอนุชา สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ พระองค์ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เรียกเจ้าฟ้าพรว่า พระบัณฑูรน้อย ในรัชกาลต่อมา สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

         ภายหลังในเมื่อสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๙ ประชวรใกล้สวรรคต ได้มีกระแสรับสั่งให้พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอภัย พระราชโอรสองค์ที่ ๒ ได้รับราชสมบัติ สมเด็จพระอนุชาธิราชไม่ยินยอม จึงเกิดสงครามกลางเมือง สมเด็จพระอนุชาธิราชทรงเป็นฝ่ายชนะ จึงได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวงเป็นลำดับที่ ๔ เมื่อพ.ศ.๒๒๗๕ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ นอกจากนั้นพระองค์ยังมีพระนามอื่นตามที่ปรากฎในเอกสารทางประวัติศาสตร์ คือ สมเด็จพระรามาธิบดินทรฯ สมเด็จพระรามาธิบดีฯ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุธรรมราชาฯ และสมเด็จพระบรมราชา ทางฝ่ายพม่าเรียกว่า พระมหาธรรมราชา

         ด้านการศาสนา ในรัชสมัยของพระองค์พุทธศาสนาเฟื่องฟูมาก พระองค์ทรงมีความเลื่อมใสศรัทธา และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามทั้งในกรุงศรีอยุธยาและในบรรดาหัวเมืองต่างๆ ได้แก่ วัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดป่าโมก วัดหันตรา วัดภูเขาทอง และวัดพระราม โปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมเศียรพระประธานวัดมงคลบพิตร ที่ชำรุดอยู่ ทรงให้ความสำคัญในการศึกษาทางพุทธศาสนาเป็นพิเศษ ผู้ที่ถวายตัวเข้ารับราชการต้องผ่านการบวชเรียนมาแล้ว

         ในปี พ.ศ.๒๒๙๖ พระเจ้ากีรติสิริราชสิงห์ กษัตริย์ลังกา ทรงทราบกิตติศัพท์ว่าพระพุทธศาสนาในกรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองมาก จึงได้ส่งราชทูตมาขอพระมหาเถระ และคณะสงฆ์ไปช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกา ซึ่งเสื่อมโทรมลงไป เนื่องจากกษัตริย์ลังกาองค์ก่อน หันไปนับถือศาสนาพราหมณ์ และทำลายพุทธศาสนา จนกระทั่งไม่มีพระสงฆ์เหลืออยู่ในลังกา สมเด็จพระเจ้าบรมโกศ จึงโปรดให้ส่งคณะสมณทูตประกอบด้วยพระราชาคณะสองรูปคือ พระอุบาลี และพระอริยมุนี พร้อมคณะสงฆ์อีก ๑๒ รูป ไปลังกา เพื่อประกอบพิธีบรรพชา อุปสมบท ให้กับชาวลังกา คณะสงฆ์คณะนี้ได้ไปตั้งนิกายสยามวงศ์ ขึ้นในลังกา หลังจากที่ได้ช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกา เป็นเวลาเจ็ดปีแล้ว คณะสงฆ์คณะนี้บางส่วนได้เดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.๒๓๐๓

shop_999_11120_1

         สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรทรงมีบทบาทสำคัญในการปฏิสังขรณ์และบูรณะศาสนสถานในกรุงศรีอยุธยา ทรงเป็นแม่กองกำกับการปฏิสังขรณ์วัดกุฎีดาวโดยเสด็จไปทอดพระเนตรหนึ่งหรือสองเดือนครั้งหนึ่ง เป็นเวลา ๓ ปีเศษการปฏิสังขรณ์จึงแล้วเสร็จ ต่อมาในพ.ศ.๒๒๖๘ เจ้าอธิการวัดป่าโมกแจ้งแก่พระยาราชสงครามว่าพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกข์นั้นน้ำกัดเซาะตลิ่งพังเข้ามาถึงพระวิหารแล้ว อีกไม่นานพระพุทธไสยาสน์อาจะพังลงน้ำเสีย พระยาราชสงครามจึงกราบบังคมทูล สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๙ (พระเจ้าท้ายสระ) พระองค์ทรงปรึกษาเหล่าเสนาบดีว่าควรจะรื้อพระพุทธไสยาสน์ไปก่อใหม่ หรือควรจะชะลอไปไว้ที่ใหม่ พระยาราชสงครามได้ไปตรวจดูแล้วเห็นว่าอาจชะลอลากไปได้จึงกราบบังคมทูล แต่กรมพระราชวังบวรไม่เห็นด้วย ตรัสว่าพระพุทธไสยาสน์นั้นองค์ใหญ่นักหากชะลอลากไปจะอาจจะหักพัง เป็นที่เสื่อมเสียพระเกียรติยศได้ เห็นควรรื้อไปก่อใหม่ให้งามยิ่งกว่าเก่า พระยาราชสงครามจึงทูลอาสาว่าจะดำเนินการชะลอลากให้สำเร็จโดยขอถวายชีวิตเป็นเดิมพัน พระราชาคณะทั้งปวงก็เห็นชอบด้วย สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๙ จึงโปรดให้พระยาราชสงครามดำเนินการจนสำเร็จ โดยพระองค์ และกรมพระราชวังบวรเสด็จไปทอดพระเนตรอยู่เนืองๆกรมพระราชวังบวรได้ทรงพระราชนิพนธ์บันทึกการชะลอพระพุทธไสยาสน์ครั้งนั้นไว้เป็นโคลงสี่สุภาพจำนวน ๖๙ บท เรียกกันต่อมาว่าโคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก

         ด้านการปกครอง ในแผ่นดินนี้มีเจ้าต่างเมืองมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารหลายองค์ เช่น เมื่อเจ้าเมืองหงสาวดีคือกบฏต่อกรุงอังวะ เจ้าเมืองเมาะตะมะชื่อนักวารุตองเกรงว่าหงสาวดีจะยกมาตีเมืองเมาะตะมะด้วย จึงพาไพร่พลหนีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ฝ่ายเจ้ากรุงอังวะเมื่อรู้ว่ารามัญเมืองเมาะตะมะหนีกบฏมาอยู่กรุงศรีอยุธยาอย่างมีความสุข ก็ส่งราชทูตเชิญราชบรรณาการมาเจริญพระราชไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา ด้วยความขอบพระทัย ทางฝ่ายกัมพุชประเทศ เมื่อเจ้าเมืองทั้งสองคือ นักพระรามาธิบดีกับนักพระศรีไชยเชษฐ์สู้รับกับพวกญวนไม่ได้ ก็ได้พาไพร่พลหนีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารกรุงศรีอยุธยา ในตอนต้นรัชกาล นักพระแก้วฟ้าแห่งกัมพูชาได้ส่งช้างพังเผือกช้างหนึ่งมาถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และยังมีหัวเมืองต่างๆ เช่น นครศรีธรรมราช ไชยา ส่งช้างพลายลักษณะพิเศษเข้ามาถวายด้วย

         ด้านวรรณกรรม ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ศิลปะวรรณคดีเจริญรุ่งเรือง พระองค์ทรงเป็นกวีผู้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีไว้หลายเรื่อง นอกจากโคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมก ซึ่งเป็นบันทึกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าแล้ว ยังมีโคลงสุภาษิตอีก ๕ เรื่อง ซึ่งนักวิชาการวรรณคดีสันนิษฐานว่าเป็นพระราชนิพนธ์ ได้แก่ โคลงพาลีสอนน้อง โคลงราชสวัสดิ์ โคลงทศรถสอนพระราม โคลงประดิษฐ์พระร่วง และโคลงราชานุวัตร พระราชโอรสและพระราชธิดาก็ทรงพระราชนิพนธ์ วรรณคดีเป็นบทสืบทอดมา ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ หรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร หรือเจ้าฟ้ากุ้ง ซึ่งเป็นสมเด็จกรมพระราชวังบวรในตอนต้นรัชกาล ทรงพระนิพนธ์กาพย์เห่เรือ กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก พระมาลัยคำหลวง และนันทโปนันทสูตรคำหลวง พระราชธิดาทั้งสอง คือ เจ้าฟ้ากุณฑลและเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎได้ทรงฟังนิทานปันหยีของชวาที่นางข้าหลวงชาวมลายูเล่าถวาย เจ้าฟ้าหญิงกุณฑลทรงพระนิพนธ์บทละครเรื่องดาหลัง(อินเหนาใหญ่) และเจ้าฟ้าหญิงทรง พระนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนา(เหนาเล็ก) ซึ่งเป็นที่มาของวรรณคดีเรื่องเอกในต้นรัตนโกสินทร์ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ๒ เรื่อง คือ บทละครเรื่องดาหลัง อิเหนา

         สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จสวรรคต ในปีขาล แรม ๕ ค่ำ เดือน ๖ จ.ศ.๑๑๒๐(พ.ศ.๒๓๐๑) พระชนมายุได้ ๗๘ พรรษา ครองราชย์ได้ ๒๖ ปี

 สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

         สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๓๒ แห่งกรุงศรีอยุธยาเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) ประสูติแต่กรมหลวงพิพิธมนตรี(พระพันวัสสาน้อยหรือพระอัครมเหสีน้อย) มีพระเชษฐาร่วมพระราชชนกชนนี คือ สมเด็จเจ้าฟ้าเอกทัศ(ทรงกรมเป็นกรมขุนอนุรักษ์มนตรี เสวยราชย์เป็นพระบรมราชาที่ ๓ หรือสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์)

         พระนามสมเด็จเจ้าฟ้าอุทุมพรมาจากพระนามเดิม คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุทุมพร ด้วยสาเหตุตามที่บันทึกในพระราชพงศาวดารกรุงสยามจากต้นฉบับของบริติชมิวเซียม กรุงลอนดอนว่าขณะสมเด็จพระราชชนนีทรงครรภ์นั้นสมเด็จพระราชชนกทรงพระสุบินว่ามีผู้ถวายดอกเดื่อ หรือดอกมะเดื่อ ซึ่งพระองค์ทรงทำนายว่า “ดอกมะเดื่อเป็นคนหายากในโลกนี้” เมื่อพระราชโอรสประสูติจึงพระราชทานนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้าอุทุมพรราชกุมาร ส่วนราษฎรเรียกว่า เจ้าฟ้าดอกเดื่อหรือดอกมะเดื่อ(อุทุมพรแปลว่ามะเดื่อ) เมื่อสมเด็จพระราชชนกเสด็จขึ้นเสวยราชย์ใน พ.ศ.๒๒๗๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต

         ถึง พ.ศ.๒๓๐๐ พระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเทพพิพิธทรงปรึกษาเจ้าพระยาอภัยราชาผู้ว่าที่สมุหนายกและเจ้าพระยามหาเสนาพระยาพระคลัง แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตขึ้นดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล แทนที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร กรมพระราชวังบวร พระราชโอรสประสูติแต่พระอัครมเหสีใหญ่ ซึ่งทรงกระทำผิดเป็นมหันตโทษ ต้องพระราชอาญาเฆี่ยนจนทิวงคตตั้งแต่ พ.ศ.๒๒๙๘ แต่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพินิตได้ทรงทำเรื่องราวกราบบังคมทูลพระกรุณาว่าสมเด็จพระเชษฐา กรมขุนอนุรักษ์มนตรีมีอยู่ ขอพระราชทานให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงมีพระราชโองการตามที่บันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตเลขาว่า

         กรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้น โฉดเขลาหาสติปัญญาและความเพียรมิได้ ถ้าจะให้ดำรงฐานาศักดิ์มหาอุปราชสำเร็จราชกิจกึ่งหนึ่งนั้น บ้านเมืองก็จะเกิดภัยพิบัติฉิบหายเสีย เห็นแต่กรมขุนพรพินิต กอปรด้วยสติปัญญาเฉลียวฉลาดหลักแหลม สมควรจะดำรงเศวตฉัตรครองสมบัติรักษาแผ่นดินสืบไปเหมือนดังคำปรึกษาท้าวพระยามุขมนตรีทั้งปวง

         พร้อมกันนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็มีรับสั่งให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีออกผนวช ณ วัดลมุดปากจั่น แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีอุปราชาภิเษกฯ พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท อัญเชิญสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตเถลิงถวัลย์ราชย์ที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตมิได้เสด็จประทับ ณ พระราชวังบวรฯ ยังคงประทับ ณ พระตำหนักสวนกระต่ายในพระราชวังดังเดิม

         ถึง พ.ศ.๒๓๐๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงพระประชวรหนัก เสด็จออก ณ พระที่นั่งทรงปืน มีพระราชดำรัสให้หาพระราชโอรสผู้ใหญ่ซึ่งประสูติจากพระสนม คือ กรมหมื่นเทพพิพิธ กรมหมื่นจิตสุนทร และกรมหมื่นเสพภักดี มาเฝ้าพร้อมกัน ตรัสมอบพระราชสมบัติแก่กรมพระราชวังบวรฯให้พระเจ้าลูกเธอทั้ง ๔ กรมถวายสัตย์ยอมเป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทต่อหน้าพระที่นั่ง ฝ่ายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีซึ่งทรงผนวชอยู่ เมื่อทรงทราบเรื่องสมเด็จ พระราชชนกทรงพระประชวรหนัก ก็ลาผนวชเสด็จมาประทับ ณ พระตำหนักสวนกระต่าย

         เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต เจ้าสามกรม มีกรมหมื่นจิตสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเทพภักดี ก็เร่งระดมอาวุธและผู้คนจะก่อการกบฏ กรมพระราชวังบวรฯ มีพระบัณฑูรให้หาท้าวพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาทที่ประชุมพร้อมกันอยู่ที่ศาลาลูกขุนเข้ามาเฝ้า ณ พระตำหนักสวนกระต่ายเพื่อปรึกษาราชการแผ่นดิน และโปรดให้นิมนต์พระราชาคณะ ๕ รูป ให้ไปว่ากล่าวโน้มน้าวเจ้าสามกรมให้สมัครสมานสามัคคีถึงสองครั้ง เจ้าสามกรมจึงมาเฝ้ากระทำสัตย์ถวาย

         เมื่อสรงพระบรมศพและอัญเชิญพระโกศขึ้นประดิษฐานบนพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์แล้ว กรมพระราชวังบวรฯ ทรงปรึกษาเป็นความลับกับสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี แล้วให้กุมตัวเจ้าสามกรมสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์

         สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรเสด็จขึ้นครองราชย์ แต่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี สมเด็จพระเชษฐาแสดงพระองค์ปราถนาในราชสมบัติ เสด็จขึ้นอยู่แต่บนพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรทรงเห็นเป็นพระเชษฐาร่วมพระอุทรจึงยอมถวายราชสมบัติ ขณะเสด็จดำรงราชอาณาจักรได้เพียง ๑๐ วัน แล้วถวายบังคมลาออกทรงพระผนวช ณ วัดเดิม จากนั้นเสด็จประทับ ณ วัดประดู่

         ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ขุนนางที่เป็นพี่น้องกับพระสนมเอกประพฤติชั่วจนขุนนางผู้ใหญ่ร่วมคิดกับกรมหมื่นเทพพิพิธซึ่งกราบถวายบังคมลาทรงผนวช ณ วัดกระโจม จะกำจัดสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ โดยจะเชิญสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ซึ่งตอนนี้พระราชพงศาวดารบันทึก พระนามว่าขุนหลวงหาวัดลาผนวชมาเสวยราชสมบัติ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรมิได้ทรงห้าม แต่กลับไปเฝ้าสมเด็จพระเชษฐาธิราช ถวายพระพรแจ้งเรื่องผู้คิดกบฏและขอรับพระราชทานชีวิตเหล่ากบฏสมเด็จพระเจ้าเอกทัศจึงมีพระราชโองการให้จับพวกกบฏลงพระราชอาญาเฆี่ยนแล้วจำไว้ ส่วนกรมหมื่นเทพพิพิธให้สึกแล้วเนรเทศไปเกาะลังกา

         ด้านการสงคราม ถึง พ.ศ.๒๓๐๓ พระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ขุนนาง และราษฏรพากันไปกราบทูลวิงวอนให้สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรลาพระผนวชออกมาช่วยสมเด็ตพระเชษฐาธิราชบัญชาการป้องกันพระนคร ทรงถอดถอนข้าราชการดีที่ต้องโทษออกมาช่วยราชการ และให้จำคุกขุนนางที่ประพฤติชั่ว สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรทรงเตรียมการทั้งเรื่องไพร่พล เสบียงอาหาร ค่ายคูประตูหอรบ ทรงบัญชาการรบอย่างเข้มแข็ง เมื่อการรบถึงขั้นระดมยิงปืนใหญ่ใส่กัน ได้เสด็จทรงช้างต้นพลายแสนพลพ่ายเลียบพระนครตั้งแต่วันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๕ ถึงวันขึ้น ๒ ค่ำเดือน ๖ ก็ต้องเลิกทัพกลับเพราะพระเจ้าอลองพญาถูกปืนใหญ่แตกต้องพระวรกายขณะทรงบัญชาการการจุดปืนใหญ่ และสิ้นพระชนม์ที่นอกด่านเมืองตาก

         หลังสงคราม สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรเสด็จขึ้นเฝ้าสมเด็จพระเชษฐาธิราชเนื่องๆ แต่ค่ำวันหนึ่งกลับมีพระราชโองการให้เข้าเฝ้าถึงที่ข้างใน ครั้นเสด็จไปทอดพระเนตรเห็นสมเด็จพระเจ้าเอกทัศถอดพระแสงดาบพาดพระเพลาอยู่ ก็เข้าพระทัยว่าทรงรังเกียจ จะทำร้าย มิให้อยู่ในฆราวาส สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรก็เสด็จลงเรือพระที่นั่งไปวัดโพธิ์ทองคำหยาด ทรงพระผนวช แล้วเสด็จกลับเข้ามาประทับ ณ วัดประดู่

         พ.ศ. ๒๓๐๗ พระเจ้ามังระกษัตริย์พม่าให้เกณฑ์ทักมาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อทัพพม่าใกล้พระนคร สมเด็จพระเจ้าเอกทัศโปรดให้นิมนต์พระสงฆ์พระราชาคณะที่อยู่วัดนอกเมืองให้เข้ามาอยู่วัดในพระนคร สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรก็เสด็จเข้ามาประทับที่วัดราชประดิษฐาน ขุนนางและราษฎรชวนกันไปทูลเชิญเสด็จให้ลาผนวชออกช่วยป้องกัน พระนคร ก็ไม่ทรงลาผนวช แม้เมื่อเสด็จออกบิณฑบาต ชาวเมืองจะได้ชวนกันเขียนหนังสือห่อใส่บาตรทูลวิงวอนให้ลาผนวชเป็นจำนวนมากทุกๆวันก็ตาม

         เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ใน พ.ศ.๒๓๑๐ เนเมียวสีหบดี แม่ทัพพม่าได้คุมพระภิกษุ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร หรือขุนหลวงหาวัด หรือขุนหลวงวัดประดู่ และพระราชวงศ์ไปพม่า เมื่อถึงเมืองอังวะ พระเจ้ามังระให้สึกออกเป็นคฤหัสถ์ และให้เชื้อพระวงศ์กษัตริย์เมืองไทย ไปตั้งบ้านเรือนที่เมืองจักไก(หรือจักกาย ปัจจุบันเรียกสะกาย)ตรงข้ามแม่น้ำกับเมืองอังวะ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรสวรรคตที่อังวะเมื่อ พ.ศ.๒๓๓๙

         ปัจจุบันมีหนังสือที่รวมพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยา ๓ เรื่อง ที่มีความเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร คือ คำให้การขุนหลวงหาวัด ต้นฉบับเดิมเป็นภาษามอญ และหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า ต้นฉบับเดิมเป็นภาษาพม่า เป็นเรื่องที่พระเจ้าอังวะให้ถามเชลยไทยที่จับไปเมืองพม่า ครั้ง พ.ศ.๒๓๑๐ เกี่ยวกับพงศาวดาร และขนบธรรมเนียมไทย ซึ่งย่อมมีคำให้การของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรด้วย หนังสืออีกเรื่องคือ คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ฉบับนี้เป็นเอกสารจากหอหลวงของไทยว่าด้วยภูมิสัณฐานพระนครศรีอยุธยา และขนบธรรมเนียมต่างๆ และมีเรื่องพระราชพงศาวดารปลายอยุธยาอีกช่วงหนึ่ง เพียงแต่มีเรื่องพระราชพิธีลงสรงเจ้าฟ้าและพิธีโสกันต์เจ้าฟ้าของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุทุมพรด้วย

         พระปรีชาสามารถ นอกจากสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรจะทรงพระปรีชาสามารถ พร้อมทั้งสติปัญญา คุณธรรม และพระปรีชาสามารถด้านการปกครองและการสงครามดังกล่าวแล้ว พระราชพงศาวดารยังได้กล่าวถึง พระราชกรณียกิจด้านบำรุงพระศาสนา คือโปรดให้สร้างวัดอุทุมพรอารามและให้ปฏิสังขรณ์หลังคาพระมณฑปพระพุทธบาท หุ้มทองสองชั้น สิ้นทอง ๒๔๔ ชั่ง

          ปัจจุบันได้ขุดพบพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร พร้อมเตรียมดำเนินโครงการปฏิสังขรณ์ไว้เป็นอนุสรณ์สถานที่ประเทศพม่า อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าเป็นพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร เนื่องจากเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์สนับสนุนเพียงพอ

 สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ 

         สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ หรือสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ มีพระนามตามพระสุพรรณบัฏว่าสมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๓๓ หรือพระองค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา เป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ประสูติแต่กรมหลวงพิพิธมนตรี(พระพันวัสสาน้อยหรือพระอัครมเหสีน้อย) และเป็นพระเชษฐาร่วมพระราชชนกชนนีกับสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

         พระนามสมเด็จพระเจ้าเอกทัศมาจากพระนามเดิม คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าเอกทัศ เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติใน พ.ศ.๒๒๗๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาให้เป็นสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี

         หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ทิวงคต ใน พ.ศ.๒๒๙๘ จนถึง พ.ศ.๒๓๐๐ กรมหมื่นเทพพิพิธพระเจ้าลูกเธอผู้ใหญ่ซึ่งกำเนิดแต่พระสนมได้ปรึกษาเจ้าพระยาอภัยราชาผู้ว่าที่สมุหนายกและเจ้าพระยามหาเสนาพระยาพระคลัง กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานให้สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรขณะทรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตขึ้นดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราช ซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงเห็นชอบ แม้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพินิตจะทำเรื่องกราบบังคมทูลขอพระราชทานให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีพระเชษฐาร่วมพระอุทรเป็นกรมพระราชวังบวรฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศกลับมีพระราชโองการดังปรากฏ ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า

          “กรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้น โฉดเขลาหาสติปัญญาและความเพียรมิได้ ถ้าจะให้ดำรงฐานานุศักดิ์มหาอุปราชสำเร็จราชการกึ่งหนึ่งนั้นบ้านเมืองก็จะเกิดพิบัติฉิบหายเสีย”

         และมีพระราชดำรัสสั่งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีว่า

         “จงไปผนวชเสียอย่าให้กีดขวาง”

         สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีทรงกลัวพระราชอาญา จำพระทัยทูลลาไปทรงผนวชแล้วเสด็จประทับ ณ วัดลมุดปากจั่น

         เมื่อสมเด็จพระราชชนกทรงพระประชวรใกล้เสด็จสวรรคต สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีก็ทรงลาผนวช เสด็จมาประทับ ณ พระตำหนักสวนกระต่าย เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคตแล้ว ได้ทรงให้คำปรึกษาสมเด็จพระอนุชาธิราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลให้จับตัวเจ้าสามกรม คือ กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดีซึ่งเป็นกบฏ และสำเร็จโทษโดยท่อนจันทน์

         พระราชพงศาวดารบางฉบับ เช่น ฉบับพระราชหัตถเลขา บันทึกโดยตรงว่าเมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราชเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรแล้ว สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีทรงแสดงพระองค์ปราถนาในราชสมบัติ เสด็จขึ้นอยู่แต่บนพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ เป็นที่มาแห่งการที่พระราชพงศาวดารจารึกพระนาม อีก  พระนามหนึ่งว่า สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรจึงยอมถวายราชสมบัติแล้วกราบถวายบังคมลาออกทรงพระผนวช

         พระราชพงศาวดารบางฉบับ เช่น พระราชพงศาวดารกรุงสยามจากต้นฉบับของบริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม) บันทึกเพียงว่า เมื่อกำจัดเจ้าสามกรมแล้ว กรมพระราชวังบวรฯ จะถวายราชสมบัติแก่พระเชษฐาธิราช แต่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีไม่ทรงรับ ไม่ทรงต้องการให้ผิดรับสั่งของสมเด็จพระราชชนก แต่เรื่องเสด็จอยู่ ณ พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ นั้นตรงกัน ละที่สุดสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรก็ถวายราชสมบัติแก่สมเด็จพระเชษฐาธิราชหลังจากครองราชย์เพียง ๑๐ วัน แล้วถวายบังคมลาออกทรงพระผนวชประทับ ณ วัดประดู่ พระราชพงศาวดารจึงบันทึกพระนามว่า ขุนหลวงหาวัด

         เมื่อสมเด็จพระเจ้าเอกทัศเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว กรมหมื่นเทพพิพิธก็กราบถวายบังคมลาออกทรงผนวชด้วย แต่ต่อมาเมื่อเห็นว่าสมเด็จพระเจ้าเอกทัศทรงยอมให้พระราชมนตรีบริรักษ์(ปิ่น) จางวางมหาดเล็กและหมื่นศรีสรรักษ์พี่และน้องพระสนมเอกกระทำชั่วในพระราชวังและประมาทหมิ่นขุนนางผู้ใหญ่ พระภิกษุกรมหมื่นเทพพิพิธก็ได้ร่วมกับเจ้าพระยาอภัยราชา พระยายามราช พระยาเพชรบุรี หมื่นทิพเสนา กับนายจุ้ย นายแพงจัน เข้าเฝ้าขุนหลวงหาวัด ทูลปรึกษาจะกำจัดสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ และจะทูลเชิญขุนหลวงหาวัดให้ลาผนวชกลับมาครองราชย์ดังเดิม ขุนหลวงหาวัดมิได้ปฏิเสธ แต่กลับเข้าเฝ้าสมเด็จพระเชษฐาธิราช ถวายพระพรแจ้งเหตุให้ทรงทราบ แต่ขอพระราชทานชีวิตคนเหล่านั้นไว้ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศจึงมีพระราชโองการให้จับเหล่ากบฏมาเฆี่ยนและจองจำไว้ ส่วนกรมหมื่นเทพพิพิธนั้น ให้เนรเทศไปลังกาทวีปพร้อมเรือของสมณทูต

        ในสมัยเดียวกันนี้ ในประเทศพม่า ราชวงศ์อลองพญาตั้งตัวเป็นใหญ่ปราบปรามหัวเมืองพม่า มอญไว้ในอำนาจแล้ว ในพ.ศ.๒๓๐๓ ก็ยกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยาทางเมืองกุย ตีหัวเมืองเรื่อยมาจนถึงสุพรรณบุรี ขุนนางและ และประชาราษฎรชวนกันไปกราบทูลวิงวอนขุนหลวงหาวัด เชิญเสด็จลาผนวชมาช่วยราชการแผ่นดิน สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรทรงลาผนวชออกมาช่วยพระเจ้าเอกทัศบัญชาการรบป้องกันพระนคร จนพม่าต้องยกทัพกลับไปเพราะ ลูกปืนใหญ่แตกต้องพระวรกาย พระเจ้าอลองพญาขณะทรงบัญชาการจุดปืนใหญ่บาดเจ็บสาหัส และสิ้นพระชนม์ระหว่างถอยทัพถึงนอกด่านเมืองตาก

         หลังสงคราม พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาว่า ค่ำวันหนึ่งสมเด็จพระเจ้าเอกทัศมีพระราชโองการให้สมเด็จพระอนุชาธิราชเข้าเฝ้าที่ข้างใน โดยทรงถอดพระแสงดาบพาดพระเพลาสมเด็จพระอนุชาธิราชก็ทรงเข้าพระทัยว่าทรงรังเกียจ จะทำร้าย มิให้อยู่ในฆราวาส จึงเสด็จออกทรงพระผนวชอีกครั้ง

         พ.ศ.๒๓๐๗ พระเจ้ามังระ กษัตริย์พม่าให้เกณฑ์ทัพใหญ่เข้าตีกรุงศรีอยุธยาทั้งจากทางเหนือและทางใต้ ทัพหัวเมืองของไทยไม่อาจรับ  ทัพพม่า มีเพียงชาวบ้านบางระจันที่สามารถรับศึกพม่าได้ถึง ๗ ครั้ง แต่ก็ต้องพ่ายแพ้เพราะกรุงไม่ยอมส่งอาวุธไปช่วย ฝ่ายข้าราชการในกรุงก็แตกสามัคคีจนไม่อาจรบชนะพม่าได้

         เมื่อพม่าใกล้ถึงพระนคร สมเด็จพระเจ้าเอกทัศโปรดให้นิมนต์พระสงฆ์พระราชาคณะที่อยู่วัดนอกเมืองเข้ามาอยู่ในพระนคร ซึ่งขุนหลวงหาวัดหรือขุนหลวงวัดประดู่ก็เสด็จเข้ามาประทับที่วัดราชประดิษฐาน ขุนนางและราษฎรพากันกราบทูลวิงวอน รวมทั้งเขียนหนังสือห่อใส่บาตรขณะทรงบิณฑบาตให้ลาผนวช แต่ก็ไม่ทรงลาผนวชอีก

         เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก พม่าเข้ากรุงได้ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศเสด็จหนี พระราชพงศาวดารบางฉบับว่า ชนทั้งปวงนำพระศพมาฝังไว้ แต่บางฉบับก็ว่าพวกพม่าไปพบสมเด็จพระเจ้าเอกทัศที่บ้านจิก(ข้างวัดสังฆาวาส) ทรงอดอาหารกว่า ๑๐ วัน พอถึงค่ายโพธิ์สามต้นก็สวรรคต สุกี้พระนายกองให้เชิดพระศพฝังไว้ที่โคกพระเมรุตรงหน้าวิหารพระมงคลบพิตร อันเป็นที่ทำพระเมรุท้องสนามหลวงครั้งกรุงเก่า รอเมื่อว่างราชการจะถวายพระเพลิง แต่หลังจากนั้นอีก ๗ เดือน เจ้าตากหรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้กลับมาตีค่ายโพธิ์สามต้นได้ และให้ขุดพระศพพระเจ้าแผ่นดินซึ่งพระนายกองฝังไว้นั้น อัญเชิญใส่พระโกศตามสังเขป ทำพระเมรุหุ้มด้วยผ้าขาว แล้วเชิญพระโกศตั้งในพระเมรุตั้งเครื่องบูชาสักการะพอสมควร ให้นิมนต์พระสงฆ์ที่เหลืออยู่มาสดับปกรณ์ ทรงถวายไทยทาน แล้วถวายพระเพลิง

         สมเด็จพระเจ้าเอกทัศทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่บำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นนิจ ในเอกสารเก่าที่รวมไว้ในคำให้การขุนหลวงหาวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวงว่าทรงสร้างวัดลมุด วัดครุธธาทรงตั้งอยู่ในธรรมสุจริต เสด็จไปนมัสการพระศรีสรรเพชญ์ทุกเวลามิได้ขาด พระบาทจงกรมอยู่เป็นนิจ ทรงตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ในรัชสมัยนี้พระราชพงศาวดารได้บันทึกเหตุการณ์สำคัญทางพระพุทธศาสนาคือ กำปั่นทูตที่ออกไปส่งพระสงฆ์ไปอุปสมบทกุลบุตรสืบพระพุทธศาสนา ณ ลังกาทวีปตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้กลับเข้ามา จึงทรงพระกรุณาให้แต่งกำปั่นใหม่ใน พ.ศ.๒๓๐๑ ให้อาราธนาพระวิสุทธาจารย์ พระวรญาณมุนีพระราชาคณะ ๒ รูป พระสงฆ์อันดับ ๓ รูป ไปลังกาทวีปกับข้าหลวง เพื่อออกไปผลัดพระสงฆ์ซึ่งไปครั้งก่อนให้กลับมา ที่ลังกาพระอุบาล พระอริยมุนี และพระสงฆ์ที่ออกไปครั้งหลังบวชชาวสิงหลเป็นภิกษุอีกสามร้อย สามเณรก็มาก อยู่ได้ปีเศษ พระภิกษุไทยก็เดินทางกลับมา คงแต่พระอุบาลี และพระสงฆ์อันดับอยู่บ้าง      

         สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายในสมัยกรุงศรีอยุธยา

1250321745

   

 

 บรรณานุกรม

กรมศิลปากร.ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑-๓. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและ

      ประวัติศาสตร์, ๒๕๔๒.

กรมศิลปากร.พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒. กรุงเทพฯ : กองวรรณกรรมและ

      ประวัติศาสตร์, ๒๕๔๘.

ขจร สุขพานิช.ข้อมูลประวัติศาสตร์ : สมัยอยุธยา.กรุงเทพฯ: สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศ

      ไทย, ๒๕๒๓.

คำให้การชาวกรุงเก่า คำให้การขุนหลวงหาวัด และพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวง

      ประเสริฐอักษรนิติ์.พิมพ์ครั้งที่ ๒ .พระนคร : คลังวิทยา, ๒๕๑๕.

คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย.สมเด็จพระนเรศวรมหาราช : ๔๐๐ แห่งการครองราชย์.

      พิมพ์ครั้งที่ ๔.กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๔๐.

ดำรงราชานุภาพ,สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา.ไทยรบพม่า.พิมพ์ครั้งที่ ๓.กรุงเทพฯ :

      มติชน, ๒๕๕๑.

ณัฏฐนิช เหล่าบุศณ์อนันต์.(๒๕๕๑).การเรียงลำดับพระมหากษัตริย์ และเหตุการณ์สำคัญ ใน

      สมัยอาณาจักรอยุธยา(พระเจ้าเสือ) (ออนไลน์)สืบค้น ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕,    

      จาก Thaigoodview.com, http://www.thaigoodview.com/node/2107

บริษัท โอเชี่ยนสไมล์ทัวร์ จำกัด(ม.ป.ป).พระบรมราชาที่ 2 (เจ้าสามพระยา) (ออนไลน์)สืบค้น

      ๑๘ กันยายน ๒๕๕๕ จาก โอเชี่ยนสไมล์ทัวร์, http://www.oceansmile.com/K/

      Ayuttaya/KingSampraya.htm

ประวัติการทูตไทย.พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๕๐๑. (พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ

      หม่อมเจ้าดิลกฤทธิ์กฤดากร ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราสาว วันที่ ๑๓

      กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑)

ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยามจากต้นฉบับของ   

      บริติชมิวเซียม กรุงลอนดอน.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว,๒๕๔๒.

พระราชพงศาวดารฉบับจันพันทนุมาศ(เจิม)กับพระจักรพรรดิพงศ์(จาด).กรุงเทพฯ : คลังวิทยา

     , ๒๕๐๗.

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา และจุลยุทธการวงศ์.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราช

      วิทยาลัย, ๒๕๓๕.

พิมาน แจ่มจรัส.สมเด็จพระบูรพกษัตราธิราชเจ้า.พิมพ์ครั้งที่ ๗ .กรุงเทพ : สร้างสรรค์บุคส์,

      ๒๕๔๙.

พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๔๘.

ม.ป.ช.(๒๕๕๕).สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง(ออนไลน์)สืบค้น ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕,    

      จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, http://th.wikipedia.org

ม.ป.ช.(๒๕๕๕).สมเด็จพระนเรศวรมหาราช(ออนไลน์)สืบค้น ๖ กันยายน ๒๕๕๕,    

      จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, http://th.wikipedia.org

ม.ป.ช.(๒๕๕๒).พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา(ออนไลน์)สืบค้น ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕,    

      จาก หอมรดกไทย, www.heritage.thaigov.net

ม.ป.ช.(ม.ป.ป).พระมหากษัตริย์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา(ออนไลน์)สืบค้น ๒๘ กันยายน ๒๕๕๕,    

       จาก กรุงศรีอยุธยา, http://student.nu.ac.th/naruto_nu.com/king1-10.htm

มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา.นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย.กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์

      พับลิเคชั่นส์ จำกัด, ๒๕๕๔.

วัน วลิต.พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับ วัน วลิต พ.ศ.๒๑๘๒.สนาศรี สามนเสน,แปล.กรุงเทพฯ :

      ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, ๒๕๒๓.

สมจัย อนุมานราชธน.การทูตของไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา.พระนคร : โรงพิมพ์ไทยเขษม

      , ๒๔๙๓.

ศุภวัฒน์ เกษมศรี,พลตรี ม.ร.ว.พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับเยเรเมียส ฟานฟลีต และ

      ผลงานคัดสรร.กรุงเทพฯ : สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพ

      รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ๒๕๕๒.

 

 

 

 

 




ความเห็น

  • Lert wrote on 26 มีนาคม, 2010, 13:22

    อยากให้เขียนถึงสาเหตุการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์ และเหตุการณ์ช่วงชิงราชสมบัติในแต่ละช่วงด้วยครับ

  • เป wrote on 27 สิงหาคม, 2010, 18:16

    ทำไมไม่แยกตอนต้นตอนปลาย ฮึ่ม โมโห

  • ลูกปลา wrote on 12 กุมภาพันธ์, 2011, 11:21

    เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆค่ะ

  • wrote on 26 กันยายน, 2011, 20:23

    พระมหากษัตริย์องค์ต่างๆในสมัยกรุงศรีอยุธยามีความสามารถด้านใดบ้าง

  • ป้อม wrote on 15 พฤศจิกายน, 2011, 20:53

    พระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์มีพระปรีชาสามารถอย่างไรบ้างค่ะ

  • นศท.วศุ จินาจิ้น wrote on 10 กุมภาพันธ์, 2012, 16:07

    จะมีใครในโลกนี้ที่โชคดีเท่าคนไทย?
    จะมีชาติใดในโลกนี้ที่โชคดีเท่าชาติไทย?
    โชคดี ที่ได้เกิดในแผ่นดินไทยผืนนี้ ที่บรรพบุรุษได้เสียเลือดเนื้อด้วยใจอันอาจองค์ หาญกล้า เพื่อปกป้องชาติไว้ เพื่อลูกหลานอย่างพวกเรา
    โชคดี ที่มีพืชพรรณธัญหารที่อุดมสมบูรณ์หล่อเลี้ยงทุกคนให้มีอยู่มีกินเผื่อแผ่กัน โชคดียิ่งกว่านั้น เพราะมีพระมหากษัตริย์ที่เป็นยิ่งกว่ารพะมหากษัตริย์ พระองค์ทรงเป็นทุกอย่างให้ประชาชนเป็นพ่อที่ปกป้อง ดูแล คุ้มครองลูกๆของท่าน
    ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่ท่านจะไปไม่ถึงทุกที่ที่ลำบากที่มีประชาชนของพระองค์อยู่ พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย ทงงานตลอดเวลาเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีสุขฃ
    จะมีใครอีกที่ให้ประชาชนได้ด้วยพระองค์?
    ทรงสอนให้ลูกๆอยู่อย่างพอเพียง เพื่อจะได้มีกินมีใช้ไปตลอด
    ท่านทำเพื่อลูกๆ ตลอดมา 60 ปี แล้วที่พ่อไม่ได้พัก 60 ปี แล้วที่พ่อเหน็ดเหนื่อย พ่อไม่เคยทอดทิ้งลูกของท่าน ความสุขของประชาชนชาวไทยก็คือ ความสุขของพระองค์ พระอ งค์ทรงทำให้เราชาวไทยขนาดนี้ แล้วเราชาวไทยทุกคนให้อะไรตอบแทนท่านบ้างรึยัง? พระองค์คงไม่ต้องการอะไรไปมากกว่า เห็นลูกๆสามัคคีกันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
    ข้าพเจ้าระลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์เสมอขอทำความดีตอบแทนท่าน ตอบแทนบุญคุณแผ่นดินที่ให้ที่อยู่อันอบอุ่นแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารักพระเจ้าอยู่หัวทุกหยาดเหงื่อของพระองค์ที่ไหลรินจะไม่เสียเปล่า ทุกคำสอนของพระองค์จะไม่หายไปไหน จะอยู่กับข้าพเจ้า จะอยู่ในใจตลอดไป ขอให้พ่อทรงหายจากอาการพระประชวร มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง อยุ่กับลูกๆคนไทยต่อไปนานๆ

  • อรรถพร สุรฉัตร wrote on 30 สิงหาคม, 2012, 21:33

    อยากถามว่า  พระมหากษัตริย์  สมัยกรุงศรีอยุธยา  ส่วนใหญ่ประทับอยู่ที่ใดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาครับ  

  • ก-ฮ wrote on 18 กันยายน, 2012, 11:28

    ส่วนตัวคิดว่า แล้วแต่กษัตริย์แต่ละพระองค์นะคะ… เพราะนักประวัติศาสตร์ก็ได้แบ่งกษัตริย์ตามราชวงศ์ บางองค์ประทับ ณ พระราชวังเก่าที่กษัตริย์องค์ก่อนๆสร้างไว้ (อาจร่วมเชื้อสายเดียวกัน หรือคนละราชวงศ์)บางองค์ก็ สร้างพระราชวังใหม่ เป็นที่ประทับแทน ในเอกสารเก่า ก็กล่าวถึงที่ประทับส่วนใหญ่ของกษัตริย์พระองค์เดียวกัน แต่ไม่ตรงกัน …ถ้าต้องการค้นคว้าจริงๆ ก็คงต้องไล่มาทีละพระองค์ แล้วทำเป็นสถิติไว้ค่ะ แต่ถ้าจะเอาสะดวกในหนังสือเกี่ยวกับพระราชวังต่างๆ น่าจะมีคนทำไว้บ้างแล้ว เช่น พระราชวังจันทรเกษม เคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และพระมหาอุปราชที่สำคัญถึง 8 พระองค์

ผู้เขียน

เขียน 35977 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics