พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

แบ่งปัน

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน รัฐสภาได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์ ลำดับที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักกรี แต่เนื่องจากยังมีพระราชกิจด้านการศึกษา จึงทรงอำลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดำเนินไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม แต่เปลี่ยนสาขาจากวิทยาศาสตร์ ไปเป็นสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ ซึ่งจำเป็นสำหรับตำแหน่งประมุขของประเทศ

การตัดสินพระทัยรับตำแหน่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่เพียงแต่ทำให้ประเทศไทยและคนไทยคลายความโศกเศร้า จากการที่ต้องเสียพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเท่านั้น แต่ยังทำให้ประเทศไทยได้พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ที่ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ที่จะอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

ในหลวง อย่าทิ้งประชาชนทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเดิมทีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราช หฤทัยว่า จะทรงครองราชย์สมบัติเฉพาะในช่วงการจัดงานพระบรมศพของพระบรมเชษฐาเท่านั้น เพราะยังทรงพระเยาว์และไม่เคยเตรียมพระองค์ในการเป็นพระมหากษัตริย์มาก่อน เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับรถพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไป ยังสนามบินดอนเมือง เพื่อทรงศึกษาเพิ่มเติมที่สวิตเซอร์แลนด์ ทรงได้ยินเสียงราษฎรคนหนึ่งตะโกนลั่นว่า ในหลวง อย่าทิ้งประชาชนทำให้ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้นในพระราชหฤทัยว่า ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้ เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจว่าต่อมาอีกประมาณ 20 ปี ขณะทรงเยี่ยมราษฎรในต่างจังหวัด ทรงได้พบชายผู้ร้องตะโกนคนนั้น ชายผู้นั้นกราบบังคมทูลว่า ที่เขาร้องตะโกนออกไปเช่นนั้นเพราะรู้สึกว้าเหว่และใจหาย เขาเห็นพระพักตร์เศร้ามาก จึงร้องไปเหมือนคนบ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตอบว่า นั่นแหละ ทำให้เรานึกถึงหน้าที่ จึงต้องกลับมา

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นพระราชพิธีที่สำคัญยิ่ง เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ สง่างามและแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันละเอียดอ่อนงดงาม และเป็นการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ทรงพระเกียรติอันสูงส่ง สมกับที่เป็นหลักชัยเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยไปตลอดกาลนาน

ภายหลังการจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้น เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓

บรมราชาภิเษกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ดำเนินตามโบราณราชประเพณีทุกประการ แต่ได้ปรับปรุงพิธีการบางอย่าง ให้เหมาะสมกับกาลสมัยและภาวะของบ้านเมือง โดยมีพระราชพิธีตามลำดับ ดังนี้

วันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็น วันเริ่มพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ได้ตัดทอนพิธีเบื้องต้นลงให้พอเหมาะแก่กาลสมัย คือ ไม่มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ตั้งน้ำวงด้ายสายสิญจน์รอบพระแท่นมณฑลพิธี การเจริญพระพุทธมนต์ บรมราชาภิเษก ๓ วันก็กระทำเพียงวันเดียว พิธีจุดเทียนชัยบูชาพระสยามเทวาธิราช พระมหาเศวตฉัตร ๕ แห่ง และสถานที่เคารพอีก ๑๓ แห่ง กระทำในตอนเย็นก่อนพิธีประกาศพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเจริญพระพุทธมนต์ระหว่างพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ พราหมณ์ประกอบพิธีถวายใบสมิตตามลัทธิพราหมณ์

วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เวลา ๑๑.๒๑ น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสรงพระมูรธาภิเษกจากสหัสธารา พระสงฆ์ในมณฑลพระราชพิธีเจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร มโหระทึก และเครื่องดุริยางค์ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารปืนใหญ่ยิงปืนเฉลิมพระเกียรติ ๒๑ นัด

เศวตรฉัตรต่อจากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ประทับพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ภายใต้พระบวรมหาเศวตฉัตรแปรพระพักตร์สู่ทิศบูรพาเป็นปฐม เพื่อ ทรงรับน้ำอภิเษก โดยเปลี่ยนจากราชบัณฑิตเป็นสมาชิกรัฐสภา พิธีถวายน้ำอภิเษกนี้มีความหมายว่าเพื่ออัญเชิญสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราช เจ้าทรงแผ่พระราชอาณา ปกครองประชาชนทั้งหลายทั่วทิศทั้ง ๘ เมื่อทรงผันพระองค์เวียนมาสู่ทิศบูรพาแล้ว เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร (จิตร ณ สงขลา) ประธานวุฒิสภา กราบบังคมทูลถวายชัยมงคลด้วยภาษามคธ นายเพียรราชธรรมนิเทศ ประธานสภาผู้แทนราษฎรกราบบังคมทูลเป็นภาษาไทย

เมื่อเสร็จพิธีถวายน้ำอภิเษกแล้ว พระราชคูรวามเทพมุนี (สวาสดิ์ พราหมณกุล) ทำหน้าที่พระมหาราชครู กราบบังคมทูลถวายชัยมงคลด้วยภาษามคธและภาษาไทย แล้วน้อมเกล้าฯ ถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ตอนนี้ชาวประโคมประโคมสังข์ แตร เครื่องดุริยางค์อีกครั้งหนึ่ง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกต่อจากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตรพระราชครูวามเทพมุนีร่ายเวทสรรเสริญ ศิวาลัยไกรลาส จบแล้วกราบบังคมทูลถวาย เครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นภาษามคธแล้วทูลเกล้าฯ ถวายพระสุพรรณบัฏจารึกพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร ถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ เครื่องขัตติยราชวราภรณ์เครื่องราชูปโภค และพระแสงราชศัสตราวุธพระสงฆ์เจริญชัยบงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมสังข์ แตร ฯลฯ กองทหารถวายความเคารพบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารยิงปืนกองแก้วจินดาตามกำลังวันศุกร์ ๒๑ นัด ทหารบกทหารเรือยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ ๑๐๑ นัด พระสงฆ์ในพระอารามทั่วราชอาณาจักรย่ำระฆังถวายชัยมงคล

เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์แล้ว พระราชครูวามเทพมุนีกราบบังคมทูลถวายชัยมงคลด้วยภาษามคธและภาษาไทย จากนั้นจึงมีพระปฐมบรมราชโองการพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทยว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม พระราชครูวามเทพมุนีรับสนองพระปฐมบรมราชโองการ แล้วทรงหลั่งทักษิโณทกตั้งพระราชสัตยาธิษฐาน จะทรงปฏิบัติพระราชกิจปกครองราชอาณาจักรไทยโดยทศพิธราชธรรมจรรยา ดังพระปฐมบรมราชโองการที่พระราชทานไว้

ในหลวง พระราชินี

เวลา ๑๔.๐๐ น. เสด็จพระราชดำเนินออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ คณะรัฐมนตรี ทูตานทูต สมาชิกรัฐสภาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายชัยมงคล

เวลา ๑๔.๔๐ น. พระราชพิธีสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์พระอัครมเหสี ให้ทรงดำรงฐานันดรศักดิ์เป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี”

เสด็จขึ้นครองราชย์วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เวลา ๑๙.๕๔ น. มีพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับแรมในพระบรมมหาราชวังรุ่งเช้าจึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ

วันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เสด็จออกท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท คณะทูตานุทูตและกงสุลเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายชัยมงคล

เวลา ๑๖.๓๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินมายังพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท คณะบุคคลและสมาคมต่างๆ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายชัยมงคล จากนั้นเสด็จออกสีหบัญชรพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาทให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระยารามราชภักดี ปลัดกระทรวงมหาดไทยกราบบังคมทูลถวายชัยมงคลในนามประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

เวลา ๑๗.๐๐ น. เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ ในพิธีเฉลิมพระนาม สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช และทรงตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ แล้วทรงสดับพระธรรมเทศนา ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญานวโร) ถวายพระธรรมเทศนามงคลสูตรรัตนสูตร และเมตตสูตร รวมหนึ่งกัณฑ์

เสด็จออกมหาสมาคม

วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ ในพิธีสถาปนาฐานันดรศักดิ์พระราชวงศ์ จากนั้นทรงสดับพระธรรมเทศนา ซึ่งสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช ถวายพระธรรมเทศนาเทวตาทิสนกถา ทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตร รวมหนึ่งกัณฑ์ การถวายพระธรรมเทศนาทั้งสองวันนี้ลือว่าเป็นการสำคัญมาก พระภิกษุที่ถวายเทศน์ขึ้นนั่งบนพระแท่นมหาเศวตฉัตร มิใช่นั่งเทศน์บนธรรมาสน์เทศน์ธรรมดาเช่นการพระราชพิธีอื่น การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงเป็นอันสิ้นสุดลง

เฉลิมพระยศ พระบรมวงศานุวงศ์




ความเห็น

  • อ้้ก wrote on 3 ธันวาคม, 2009, 19:10

    ประวัติดีดีดีดีมากครับชอบชอบมากๆครับขอบคุณมากครับ

  • attaphol wrote on 15 พฤศจิกายน, 2010, 19:18

    กระผมนายอรรถพล จันทร์โพธิ์ อยากจะได้รูปของ ในหลวงในรูปทรงสวมชุดฉลองพระองค์เต็มยศ ด้านบนสุดของ web ในหน้านี้ครับ เพื่อที่จะนำไปอัดกรอบเพื่อบูชาครับ จะให้กระผมต้องทำอย่างไรจึงจะได้ครับ

  • กบ.ทบ. wrote on 22 มิถุนายน, 2012, 10:35

    ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

  • โบราณ wrote on 27 สิงหาคม, 2012, 14:32

    จะเดินตามทางที่พ่อชี้แนะนำ
    มุ่งกระทำผลประโยชน์ด้วยศักดิ์ศรี
    พัฒนาคนเยาวชนเป็นคนดี
    ไม่คิดหนีเบื่อหน่ายกับการงาน
    ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

  • นายยังคิด wrote on 31 สิงหาคม, 2012, 12:03

    อาจจะต้องใช้คำพูดนับล้านถ้อยคำ จึงจะบรรยายได้ว่าเหตุใดเราจึงถวายความรัก ความภักดีแด่พระองค์ท่านครับ

    ผมเองก็กำลังเชิญชวนให้ทุกท่านไปอ่านหนังสือ”พระราชอำนาจ” เขียนโดย นายประมวล รุจนเสวี อยู่ด้วยครับ เพราะจะช่วยเสริมความรู้สึกรักในหลวงของเราให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นครับ

  • เฉลิมไทย wrote on 3 กันยายน, 2012, 14:14

    พระมหากษัติริย์ ทรงเป็นประมุขของคนไทยท่านทรงปกครองราษฎรอย่างเป็นธรรม ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

  • สนามรัฐ wrote on 4 กันยายน, 2012, 11:36

    พระบารมีเหนือกษัตริย์ใดในหล้า
    ทรงดำริสิ่งมีค่ามหาศาล
    ยอมสละทุกสิ่งเพื่อกิจการ
    ให้ทวยราษฎร์ทั่วทุกย่านได้ร่มเย็น

  • สมบูรณ์ wrote on 5 กันยายน, 2012, 14:10

    ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน
    อยู่เป็นมิ่งขวัญชาวไทยไปยิ่งยืนนาน ขอให้ประเทศชาติสงบสุข
    เพื่อในหลวงของเรา

  • เมืองสยาม wrote on 7 กันยายน, 2012, 13:48

    สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นถาบันหนึ่งที่ช่วยให้เราได้มีแผ่นดินอยู่จนถึงลูกหลานเราถึงทุกวันนี้

  • เลือดเนื้อ wrote on 10 กันยายน, 2012, 10:32

    ประวัติศาสตร์สอนให้เรารู้ว่าชาติใดขาดสามัคคีธรรมจะสูญเสียย่อยยับอับปางไปในที่สุด

  • ภูดินันท์ wrote on 7 กุมภาพันธ์, 2015, 13:44

    ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2017 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics