พระมหากษัตริย์ของชาติไทย
- พระมหากษัตริย์ของชาติไทย
- อ่าน 14,688 ครั้ง
- 14 ความเห็น
ประเทศไทยมีการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งชาติสืบมาแต่โบราณ เป็นระยะเวลายาว นานกว่า ๗๐๐ ปี นับแต่ “กรุงสุโขทัย” ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นราชธานี เมื่อราว พ.ศ.๑๘๐๐ เป็นต้นมา ในสมัยสุโขทัย พระมหากษัตริย์ทรงปกครองบ้านเมืองในลักษณะของ “บิดาปกครองบุตร” ซึ่งเป็นระบบการปกครองที่เหมาะสมต่อ สถานการณ์ในขณะนั้น เพราะอาณาเขตยังไม่กว้างขวางนัก จำนวนประชากรก็ยังน้อย พระมหากษัตริย์จึงสามารถดู และและสร้างความสัมพันธ์กับราษฎรได้อย่างใกล้ชิด เปิดโอกาสให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนมาร้องทุกข์ และเข้าเฝ้าขอความเป็นธรรมได้ตลอดเวลา
เมื่อ ถึง “สมัยอยุธยา” ราชอาณาจักรไทยมีอาณาเขตกว้างขวางใหญ่โตขึ้นมาก การปกครองจึงย่อมมีความซับ ซ้อนแตกต่างไปจากสมัยสุโขทัย แม้จะมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในการปกครองอยู่เช่นเดิมแต่ฐานะของพระ มหากษัตริย์ได้เปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยได้รับการยกย่องเป็นพ่อเมืองในสมัยสุโขทัย ก็ได้รับการยกย่องขึ้นเป็น “สมมุติเทพ” ตามคติเทวราชของขอมกันเป็นคติที่ขอมได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดูที่เชื่อใน เรื่องเทพอวตาร โดย เฉพาะวิษณุ (พระนารายณ์) ซึ่งอวตารหรือแบ่งภาคลงมาปราบยุคเข็ญให้แก่ชาวโลก ในสมัยอยุธยาพระมหากษัตริย์ จึงได้รับการเคารพนับถือ และทรงพระราชอำนาจประดุจเทพเจ้าทรงเป็นทั้งเจ้าแผ่นดิน และเจ้าชีวิตของประชาชนมี อำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองราชอาณาจักร

การปกครองในลักษณะดังกล่าว ซึ่งเรียกว่าการปกครอง “ระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์” ได้เป็นระบอบการปกครองที่สืบเนื่องมายาวนานตลอดสมัยอยุธยา จนกระทั่งถึงปีที่ ๑๕๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นับเป็นเวลาถึง ๕๗๒ ปี ใน ช่วงเวลาดังกล่าวประเทศไทยได้ผ่านทั้งภาวะของการสงครามและภาวะของความสันติสุข มีการติดต่อค้าขายกับ ประเทศอื่นทั้งไกลและใกล้ การติดต่อสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศตะวันตกชักนำให้มีชาวตะวันตกเข้ามาตั้ง ถิ่นฐานตลอดจนรับราชการในแผ่นดิน ทำให้วัฒนธรรมตะวันตกเริ่มเข้ามาแพร่หลายในสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่ได้หยุดชะงักไปในช่วงสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากความไม่สงบของบ้านเมือง จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ห้ว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัฒนธรรมตะวันตกจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทอีกครั้ง และตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา คนไทยได้มีโอกาสออกไปศึกษาเล่าเรียนในประ เทศตะวันตกกันมาก จึงได้นำเอาวิชาความรู้มาใช้ในการปฏิบัติราชการ ตลอดจนนำสิ่งที่ได้พบเห็นหรือได้ประพฤติ ปฏิบัติจนเห็นว่าดีงามเป็นประโยชน์แก่ชาติกลับมาเผยแพร่ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในประเทศอย่างมาก มาย ทั้งทางด้านวัตถุธรรมและนามธรรม จนในที่สุดระบอบการปกครองก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปด้วย ตามกระแส ของยุคสมัย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็น “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อยู่ภายใต้ รัฐธรรมนูญปกครองประเทศ
สถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นสถาบันที่มีความสำคัญสูงสุดของประเทศ และเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของประชาชนชาวไทยตลอดมา ไม่ว่าในยุคสมัยใด เราต่างระลึกอยู่เสมอว่า ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง ดำรงเอกราชมาได้จนทุกวันนี้ ก็ด้วยพระปรีชาสามารถและพระมหากรุณาธิคุณของพระบุรพมหากษัตริย์ ที่ทรงนำ ประเทศหลีกพ้นอันตรายมาด้วยวิเทโศบายอันชาญฉลาด ทรงปกครองแผ่นดินด้วยหลักทศพิธราชธรรม นำความร่ม เย็นเป็นสุขมาสู่ประชาราษฎร ทรงทะนุบำรุงประเทศให้รุ่งเรืองทั้งทางด้านเศรษฐกิจและศิลปวัฒนธรรม ซึ่งยังคงสืบทอดเป็นมรดกอันล้ำค่า นำมาซึ่งความภาคภูมิใจในความเป็นชาติเอกราชที่มีอารยธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีงามมาจนทุกวันนี้







มีความรู้ที่เป็นประโยชน์มาก
ครับ
ขอจงทรงพระเจริญ…:+D
เย้ ทำข้อสอบบผ่านเเน่
ทรงพระเจริญ
ขอประเทศชาติไทยจงมีแต่ความสุข
ขอให้ท่านอยู่เป็นร่มโต้ร่มไทรของชาิวไทย
ขอจงทรงพระเจริญ _/\_
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับบัญญัติไว้ในมาตรา 1. ว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้”
การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติข้อความที่ว่านี้ไว้เป็น “มาตราแรก” ทุกฉบับ ย่อมแสดงว่ามาตรานี้สำคัญที่สุด แต่ถ้าหากมีคำถามว่า มาตรานี้สำคัญอย่างไร หรือหมายความว่าอย่างไร กลับเป็นเรื่องประหลาดที่สุดเช่นกันที่คนไทยส่วนมากไม่รู้ อย่าว่าแต่ประชาชนคนไทยทั่วๆไปเลยที่ไม่รู้ แม้แต่นักรัฐศาสตร์หรือนักวิชาการซึ่งเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะส่วนมากจะเข้าใจว่า ประเทศไทยจะแบ่งแยกดินแดนมิได้ ซึ่งเห็นได้จากปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านมักจะพูดผ่านทางหนังสือพิมพ์ว่า ประเทศไทยจะแบ่งแยกดินแดนไม่ได้ เพราะมัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 1. ความจริงรัฐธรรมนูญมาตรา 1. พูดถึง “ราชอาณาจักร” ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ มิใช่พูดถึง “ประเทศไทย” แบ่งแยกมิได้ เพราะเขียนว่า “ประเทศไทย เป็นราชอาณาจักร” ดังนั้นตัวราชอาณาจักรจึงต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยกมิได้ ไม่ใช่ตัวประเทศไทย โดยเฉพาะคนไทยทุกคนก็รู้เป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า ประเทศไทยจะแบ่งแยกดินแดนไม่ได้ เป็นความรู้ที่สืบทอดมาแต่ชั้นบรรพชนแล้วว่าคนไทยไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นของใคร ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอีกว่าประเทศไทยแบ่งแยกมิได้
คำว่า “ราชอาณาจักร” ( KINGDOM ) หมายถึงอะไร? และหมายความว่าอย่างไร? ราชอาณาจักร หมายถึง รูปอันเป็นลักษณะของประเทศ หรือ รูปแบบของรัฐ ( FORM OF STATE ) ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งได้มีการรวมประเทศเป็นรัฐสมัยใหม่ เรียกว่า “รัฐประชาชาติ” ( NATIONAL STATE ) ซึ่งมี 2 แบบคือ 1.รัฐเดียว ( UNITARY STATE ) 2. หลายรัฐ ( MULTI- STATE ) รัฐเดียว เรียกว่า ราชอาณาจักร( KINGDOM ) บ้าง ราชรัฐ ( KINGDOM STATE ) บ้าง สหราชอาณาจักร ( UNITED KINGDOM ) บ้าง หรือ จักรวรรดิ ( EMPIRE ) บ้าง ส่วนการรวมประเทศแบบหลายรัฐ อาจจะเรียกว่า “สาธารณรัฐ” หรือ “สหรัฐ” หรือ รัฐบาลสหพันธ์ ( FEDERAL GOVERNMENT ) หรือ รัฐบาลมลรัฐ ( STATE GOVERNMENT )
สำหรับประเทศไทยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงเปลี่ยนรัฐเจ้าครองนคร ( FEDERAL STATE ) มาเป็นรัฐประชาชาติ เมื่อ พ.ศ.2435 ในรูปของ “ราชอาณาจักร” รัฐธรรมนูญจึงเขียนไว้ว่า “ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร” ซึ่งหมายถึง ประเทศไทยเป็นรัฐเดียว มิใช่เป็นประเทศหลายรัฐ เป็นราชอาณาจักรซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ ไม่ใช่เป็นสาธารณรัฐซึ่งมีประธานาธิบดีเป็นประมุข ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงรวมชาติที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชารัฐศาสตร์ และสอดคล้องกับสภาวการณ์ทางประวัติศาสตร์และทางสังคมของประเทศไทย ด้วยพระปรีชาญาณอันยอดเยี่ยม เพราะทรงมีความเข้าใจในหลักวิชารัฐศาสตร์เป็นอย่างดี
ตามหลักวิชารัฐศาสตร์ของการรวมชาติแบบรัฐเดียว ต้องใช้หลัก “รวมศูนย์อำนาจจากการปกครอง”(CENTRALIZATION OF ADMINISTRATIVE POWER) จึงจะรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักรไว้ได้ และประเทศแบบหลายรัฐ ต้องใช้หลัก “การกระจายอำนาจการปกครอง” (DECENTRALIZATION OF ADMINISTRATIVE POWER) จึงจะรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักรไว้ได้ และจะรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักรไว้ได้นั้น มีหลักการที่สำคัญ 2 ประการคือ
1. ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมาจาก “ส่วนกลาง” (CENTRAL) จะมาจากการ เลือกตั้ง หรือมาจากการอื่นมิได้เลย เพราะจะทำให้ผู้ว่ากลายเป็นหัวคะแนนของพรรคการเมือง ดังนั้นการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร การเปลี่ยนอำนาจของผู้บริหารส่วนตัวท้องถิ่นซึ่งถืออำนาจของสังคม (SOCIAL POWER) มาเป็นอำนาจการปกครอง (ADMINISTRATIVE POWER) การเปลี่ยนกลไกการปกครองมาเป็นกลไกของพรรคการเมืองในรูปของผู้ว่า CEO. การกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่นของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน จึงล้วนเป็นการทำลายความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักรทั้งสิ้น
2. ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมีอำนาจการปกครอง หรืออำนาจบริหาร (ADMINISTRATIVE POWER) จึงจะสามารถควบคุมและคุ้มครองส่วนภูมิภาค หรือมณฑล (PROVINCE) เอาไว้ได้ และอำนาจบริหารที่สำคัญที่สุดก็คือ อำนาจสั่งการจับกุมผู้กระทำความผิดในเขตปกครอง ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงต้องมีอำนาจสั่งการตำรวจ จึงจะสามารถรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักรตามหลักของประเทศรัฐเดียวเอาไว้ได้ เพราะการปกครองส่วนภูมิภาคก็คือ “การปกครองส่วนกลาง” นั่นเอง แต่เป็นส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค และคำว่า “ส่วนกลาง” (CENTRAL) ก็มีความหมายมาจากหลัก “รวมศูนย์อำนาจการปกครอง”
- การตัดอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ให้มีอำนาจสั่งการตำรวจได้ ก็คือ การทำลายหลักการของประเทศรัฐเดียว หรือทำลายความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักร และการทำลายอำนาจกาปกครองส่วนภูมิภาค ย่อมหมายถึง การทำให้เกิด “เขตอิสระ” หรือ “เขตปลดปล่อย” (LIBERTION AREA) หมายถึง เขตที่ปราศจากอำนาจรัฐ หรือ เขตที่อำนาจรัฐเข้าไปควบคุมไม่ได้ ปัญหาไฟใต้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ได้
- การให้ตำรวจไปให้ศาลออกหมายจับกุมผู้กระทำความผิดนั้น เป็นการเอาอำนาจการปกครองไป ยัดเยียด ให้ศาล เพราะศาลเป็นผู้ถืออำนาจตุลาการ คือ อำนาจสูงสุดของรัฐ (SUPREME POWER OF STATE) หรืออำนาจอธิปไตย (SOVEREIGN POWER) ไม่ใช่ถืออำนาจบริหาร ซึ่งนอกจากเป็นการลดเกียรติภูมิของอำนาจตุลาการแล้ว ยังกลายเป็นเครื่องมือของตำรวจ รังแกประชาชนอีกด้วย
ทรงพระเจริญ
ทรงพระเจริญ
ขอให้ประชาชนชาวไทยทุกคน ทุกท่าน จงหวงแหน และรักผืนแผ่นดินไทย
เหมือนพ่อหลวงที่ท่านทรงรักและห่วงใยปวงชนชาวไทย
อย่าลืมว่า
ผืนแผ่นดินทองเป็นของปวงชนชาวไทยทุกคน
ได้โปรด อย่าทำลายชาติ
รักชาติยิ่งชีพ
เกิดบนแผ่นดินไทยต้องรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์