พระมหากษัตริย์ของชาติไทย

แบ่งปัน

พ่อขุนรามคำแหงมหาราชประเทศไทยมีการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งชาติสืบมาแต่โบราณ เป็นระยะเวลายาว นานกว่า ๗๐๐ ปี นับแต่ กรุงสุโขทัย ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นราชธานี เมื่อราว พ.ศ.๑๘๐๐ เป็นต้นมา ในสมัยสุโขทัย พระมหากษัตริย์ทรงปกครองบ้านเมืองในลักษณะของ บิดาปกครองบุตร ซึ่งเป็นระบบการปกครองที่เหมาะสมต่อ สถานการณ์ในขณะนั้น เพราะอาณาเขตยังไม่กว้างขวางนัก จำนวนประชากรก็ยังน้อย พระมหากษัตริย์จึงสามารถดู และและสร้างความสัมพันธ์กับราษฎรได้อย่างใกล้ชิด เปิดโอกาสให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนมาร้องทุกข์ และเข้าเฝ้าขอความเป็นธรรมได้ตลอดเวลา

ร. 5 ขึ้นครองราชย์เมื่อ ถึง สมัยอยุธยา”  ราชอาณาจักรไทยมีอาณาเขตกว้างขวางใหญ่โตขึ้นมาก การปกครองจึงย่อมมีความซับ ซ้อนแตกต่างไปจากสมัยสุโขทัย แม้จะมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในการปกครองอยู่เช่นเดิมแต่ฐานะของพระ มหากษัตริย์ได้เปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยได้รับการยกย่องเป็นพ่อเมืองในสมัยสุโขทัย ก็ได้รับการยกย่องขึ้นเป็น สมมุติเทพ ตามคติเทวราชของขอมกันเป็นคติที่ขอมได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดูที่เชื่อใน เรื่องเทพอวตาร โดย เฉพาะวิษณุ (พระนารายณ์) ซึ่งอวตารหรือแบ่งภาคลงมาปราบยุคเข็ญให้แก่ชาวโลก ในสมัยอยุธยาพระมหากษัตริย์ จึงได้รับการเคารพนับถือ และทรงพระราชอำนาจประดุจเทพเจ้าทรงเป็นทั้งเจ้าแผ่นดิน และเจ้าชีวิตของประชาชนมี อำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองราชอาณาจักร

พระราชทานรัฐธรรมนูญ

การปกครองในลักษณะดังกล่าว ซึ่งเรียกว่าการปกครอง ระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์ ได้เป็นระบอบการปกครองที่สืบเนื่องมายาวนานตลอดสมัยอยุธยา จนกระทั่งถึงปีที่ ๑๕๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นับเป็นเวลาถึง ๕๗๒ ปี ใน ช่วงเวลาดังกล่าวประเทศไทยได้ผ่านทั้งภาวะของการสงครามและภาวะของความสันติสุข มีการติดต่อค้าขายกับ ประเทศอื่นทั้งไกลและใกล้ การติดต่อสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศตะวันตกชักนำให้มีชาวตะวันตกเข้ามาตั้ง ถิ่นฐานตลอดจนรับราชการในแผ่นดิน ทำให้วัฒนธรรมตะวันตกเริ่มเข้ามาแพร่หลายในสมัยอยุธยาตอนปลาย แต่ได้หยุดชะงักไปในช่วงสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากความไม่สงบของบ้านเมือง จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ห้ว รัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัฒนธรรมตะวันตกจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทอีกครั้ง และตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา คนไทยได้มีโอกาสออกไปศึกษาเล่าเรียนในประ เทศตะวันตกกันมาก จึงได้นำเอาวิชาความรู้มาใช้ในการปฏิบัติราชการ ตลอดจนนำสิ่งที่ได้พบเห็นหรือได้ประพฤติ ปฏิบัติจนเห็นว่าดีงามเป็นประโยชน์แก่ชาติกลับมาเผยแพร่ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในประเทศอย่างมาก มาย ทั้งทางด้านวัตถุธรรมและนามธรรม จนในที่สุดระบอบการปกครองก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปด้วย ตามกระแส ของยุคสมัย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็น ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อยู่ภายใต้ รัฐธรรมนูญปกครองประเทศ

ในหลวง โบกพระหัตถ์

สถาบันพระมหากษัตริย์จึงเป็นสถาบันที่มีความสำคัญสูงสุดของประเทศ และเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของประชาชนชาวไทยตลอดมา ไม่ว่าในยุคสมัยใด เราต่างระลึกอยู่เสมอว่า ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง ดำรงเอกราชมาได้จนทุกวันนี้ ก็ด้วยพระปรีชาสามารถและพระมหากรุณาธิคุณของพระบุรพมหากษัตริย์ ที่ทรงนำ ประเทศหลีกพ้นอันตรายมาด้วยวิเทโศบายอันชาญฉลาด ทรงปกครองแผ่นดินด้วยหลักทศพิธราชธรรม นำความร่ม เย็นเป็นสุขมาสู่ประชาราษฎร ทรงทะนุบำรุงประเทศให้รุ่งเรืองทั้งทางด้านเศรษฐกิจและศิลปวัฒนธรรม ซึ่งยังคงสืบทอดเป็นมรดกอันล้ำค่า นำมาซึ่งความภาคภูมิใจในความเป็นชาติเอกราชที่มีอารยธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีงามมาจนทุกวันนี้

 




ความเห็น

  • ซากุระ wrote on 2 มิถุนายน, 2010, 18:28

    มีความรู้ที่เป็นประโยชน์มาก

  • นศท. wrote on 13 มกราคม, 2011, 9:47

    ครับ

  • นายบุญญฤทธิ์ งามแสง (เอ๊กซ์) wrote on 24 กันยายน, 2011, 18:45

    ขอจงทรงพระเจริญ…:+D

  • Z25 wrote on 25 กันยายน, 2011, 19:28

    เย้ ทำข้อสอบบผ่านเเน่

  • ร.๑ พัน.๒ รอ. wrote on 29 มกราคม, 2012, 9:43

    ทรงพระเจริญ

  • นศท.วศุ จินาจิ้น wrote on 10 กุมภาพันธ์, 2012, 15:35

    ขอประเทศชาติไทยจงมีแต่ความสุข
    ขอให้ท่านอยู่เป็นร่มโต้ร่มไทรของชาิวไทย

  • Thunsuda Furukawa wrote on 5 เมษายน, 2012, 18:48

    ขอจงทรงพระเจริญ _/\_

  • เจมส์ ไพบูลย์ wrote on 1 พฤษภาคม, 2012, 3:06

    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับบัญญัติไว้ในมาตรา 1. ว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” 
    การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติข้อความที่ว่านี้ไว้เป็น “มาตราแรก” ทุกฉบับ ย่อมแสดงว่ามาตรานี้สำคัญที่สุด แต่ถ้าหากมีคำถามว่า มาตรานี้สำคัญอย่างไร หรือหมายความว่าอย่างไร กลับเป็นเรื่องประหลาดที่สุดเช่นกันที่คนไทยส่วนมากไม่รู้ อย่าว่าแต่ประชาชนคนไทยทั่วๆไปเลยที่ไม่รู้ แม้แต่นักรัฐศาสตร์หรือนักวิชาการซึ่งเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ ก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะส่วนมากจะเข้าใจว่า ประเทศไทยจะแบ่งแยกดินแดนมิได้ ซึ่งเห็นได้จากปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านมักจะพูดผ่านทางหนังสือพิมพ์ว่า ประเทศไทยจะแบ่งแยกดินแดนไม่ได้ เพราะมัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 1. ความจริงรัฐธรรมนูญมาตรา 1. พูดถึง “ราชอาณาจักร” ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้    มิใช่พูดถึง “ประเทศไทย” แบ่งแยกมิได้ เพราะเขียนว่า “ประเทศไทย เป็นราชอาณาจักร” ดังนั้นตัวราชอาณาจักรจึงต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยกมิได้ ไม่ใช่ตัวประเทศไทย โดยเฉพาะคนไทยทุกคนก็รู้เป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า ประเทศไทยจะแบ่งแยกดินแดนไม่ได้ เป็นความรู้ที่สืบทอดมาแต่ชั้นบรรพชนแล้วว่าคนไทยไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นของใคร ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอีกว่าประเทศไทยแบ่งแยกมิได้  
    คำว่า “ราชอาณาจักร” ( KINGDOM )  หมายถึงอะไร? และหมายความว่าอย่างไร? ราชอาณาจักร หมายถึง รูปอันเป็นลักษณะของประเทศ หรือ รูปแบบของรัฐ ( FORM OF STATE ) ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งได้มีการรวมประเทศเป็นรัฐสมัยใหม่ เรียกว่า “รัฐประชาชาติ” ( NATIONAL  STATE ) ซึ่งมี 2 แบบคือ 1.รัฐเดียว ( UNITARY  STATE ) 2. หลายรัฐ ( MULTI- STATE  ) รัฐเดียว เรียกว่า ราชอาณาจักร( KINGDOM ) บ้าง ราชรัฐ                  ( KINGDOM  STATE ) บ้าง สหราชอาณาจักร ( UNITED KINGDOM ) บ้าง หรือ จักรวรรดิ ( EMPIRE ) บ้าง ส่วนการรวมประเทศแบบหลายรัฐ อาจจะเรียกว่า “สาธารณรัฐ” หรือ “สหรัฐ” หรือ รัฐบาลสหพันธ์ ( FEDERAL GOVERNMENT  ) หรือ รัฐบาลมลรัฐ  ( STATE  GOVERNMENT  )  
    สำหรับประเทศไทยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5  ทรงเปลี่ยนรัฐเจ้าครองนคร ( FEDERAL   STATE ) มาเป็นรัฐประชาชาติ เมื่อ พ.ศ.2435 ในรูปของ “ราชอาณาจักร” รัฐธรรมนูญจึงเขียนไว้ว่า “ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร” ซึ่งหมายถึง ประเทศไทยเป็นรัฐเดียว มิใช่เป็นประเทศหลายรัฐ เป็นราชอาณาจักรซึ่งมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ ไม่ใช่เป็นสาธารณรัฐซึ่งมีประธานาธิบดีเป็นประมุข  ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงรวมชาติที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชารัฐศาสตร์ และสอดคล้องกับสภาวการณ์ทางประวัติศาสตร์และทางสังคมของประเทศไทย ด้วยพระปรีชาญาณอันยอดเยี่ยม เพราะทรงมีความเข้าใจในหลักวิชารัฐศาสตร์เป็นอย่างดี
    ตามหลักวิชารัฐศาสตร์ของการรวมชาติแบบรัฐเดียว ต้องใช้หลัก “รวมศูนย์อำนาจจากการปกครอง”(CENTRALIZATION  OF ADMINISTRATIVE  POWER)  จึงจะรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักรไว้ได้ และประเทศแบบหลายรัฐ ต้องใช้หลัก “การกระจายอำนาจการปกครอง” (DECENTRALIZATION  OF ADMINISTRATIVE  POWER)  จึงจะรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักรไว้ได้ และจะรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักรไว้ได้นั้น มีหลักการที่สำคัญ 2 ประการคือ
    1. ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมาจาก “ส่วนกลาง” (CENTRAL)  จะมาจากการ  เลือกตั้ง หรือมาจากการอื่นมิได้เลย เพราะจะทำให้ผู้ว่ากลายเป็นหัวคะแนนของพรรคการเมือง ดังนั้นการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร การเปลี่ยนอำนาจของผู้บริหารส่วนตัวท้องถิ่นซึ่งถืออำนาจของสังคม (SOCIAL POWER) มาเป็นอำนาจการปกครอง (ADMINISTRATIVE POWER) การเปลี่ยนกลไกการปกครองมาเป็นกลไกของพรรคการเมืองในรูปของผู้ว่า CEO. การกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่นของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน จึงล้วนเป็นการทำลายความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักรทั้งสิ้น
    2. ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องมีอำนาจการปกครอง หรืออำนาจบริหาร (ADMINISTRATIVE POWER) จึงจะสามารถควบคุมและคุ้มครองส่วนภูมิภาค หรือมณฑล (PROVINCE) เอาไว้ได้ และอำนาจบริหารที่สำคัญที่สุดก็คือ อำนาจสั่งการจับกุมผู้กระทำความผิดในเขตปกครอง  ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงต้องมีอำนาจสั่งการตำรวจ จึงจะสามารถรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักรตามหลักของประเทศรัฐเดียวเอาไว้ได้ เพราะการปกครองส่วนภูมิภาคก็คือ “การปกครองส่วนกลาง” นั่นเอง แต่เป็นส่วนกลางที่ไปตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค และคำว่า “ส่วนกลาง” (CENTRAL)  ก็มีความหมายมาจากหลัก “รวมศูนย์อำนาจการปกครอง” 
    – การตัดอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ให้มีอำนาจสั่งการตำรวจได้ ก็คือ การทำลายหลักการของประเทศรัฐเดียว หรือทำลายความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของราชอาณาจักร และการทำลายอำนาจกาปกครองส่วนภูมิภาค ย่อมหมายถึง การทำให้เกิด “เขตอิสระ” หรือ “เขตปลดปล่อย” (LIBERTION AREA) หมายถึง เขตที่ปราศจากอำนาจรัฐ หรือ เขตที่อำนาจรัฐเข้าไปควบคุมไม่ได้ ปัญหาไฟใต้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ได้
    – การให้ตำรวจไปให้ศาลออกหมายจับกุมผู้กระทำความผิดนั้น เป็นการเอาอำนาจการปกครองไป ยัดเยียด ให้ศาล เพราะศาลเป็นผู้ถืออำนาจตุลาการ คือ อำนาจสูงสุดของรัฐ (SUPREME POWER OF STATE) หรืออำนาจอธิปไตย (SOVEREIGN POWER)  ไม่ใช่ถืออำนาจบริหาร  ซึ่งนอกจากเป็นการลดเกียรติภูมิของอำนาจตุลาการแล้ว ยังกลายเป็นเครื่องมือของตำรวจ รังแกประชาชนอีกด้วย

  • นาย สมพรเทพ ศรีเพ็ชร wrote on 28 กรกฎาคม, 2012, 8:06

    ทรงพระเจริญ

  • นศท.ตะวัน สุนทรารักษ์ wrote on 14 สิงหาคม, 2012, 21:21

    ทรงพระเจริญ

  • นศท.ญ.ศิรพร คตวงษ์ wrote on 2 กันยายน, 2012, 14:43

    ขอให้ประชาชนชาวไทยทุกคน ทุกท่าน จงหวงแหน และรักผืนแผ่นดินไทย
    เหมือนพ่อหลวงที่ท่านทรงรักและห่วงใยปวงชนชาวไทย

  • นศท.จักรกฤษณ์ แสงทอง wrote on 2 กันยายน, 2012, 14:50

    อย่าลืมว่า
    ผืนแผ่นดินทองเป็นของปวงชนชาวไทยทุกคน
    ได้โปรด อย่าทำลายชาติ

  • นศท.อรรณพ โอภาสพุฒิพงศ์ wrote on 1 พฤศจิกายน, 2012, 21:44

    รักชาติยิ่งชีพ 

  • นศท.อรรณพ โอภาสพุฒิพงศ์ wrote on 1 พฤศจิกายน, 2012, 21:46

    เกิดบนแผ่นดินไทยต้องรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 

  • ใจ wrote on 13 เมษายน, 2014, 19:33

    ขอให้ ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน

  • กฤตย์ภัสสร นุชณา มหิดล wrote on 21 พฤษภาคม, 2014, 19:52

    05/12/2554

  • พล.ร.11 wrote on 22 ตุลาคม, 2014, 10:14

    ทรงพระเจริญ

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics