พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่๖)

แบ่งปัน

พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวร๕ ร๖พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ  เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑ มกราคม  พ.ศ.๒๔๒๓ ได้รับพระราชทานพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ  แต่สมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี  โปรดเรียกว่า ลูกโต ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๔๓๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ  สถาปนาขึ้นเป็น  กรมขุนเทพทวาราวดี  มีพระเกียรติยศเป็นที่ ๒ รองจาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสยามมกุฎราชกุมาร

            พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการศึกษาขั้นแรกจากอาจารย์สอนภาษาไทย ๓ ท่าน  คือ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)  พระยาอิศรพันธุ์โสภณ (หนู  อิศรางกรู ณ อยุธยา) และหม่อมเจ้าประภากร  สำหรับภาษาอังกฤษทรงศึกษากับนายโรเบิร์ต มอแรนด์ ชาวอังกฤษ  นอกจากนี้ยังได้ทรงเรียนวิชาการต่อสู้ด้วย ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๓๖ ได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนราชกุมารในพระบรมราชวัง ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชบายจะส่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอไปศึกษาวิชาการต่างๆ  ณ ต่างประเทศ  โดยถือพระชนมายุเป็นเกณฑ์ ครั้นเมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ  สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ  กรมขุนเทพทวารวดี ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร  เพื่อรักษาขัตติยราชประเพณี  และป้องกันความไม่สงบของแผ่นดิน พระราชอิสริยศที่ได้รับการสถาปนานี้ทำให้ฐานะของพระองค์ในสายตาชาวต่างชาติเปลี่ยนไปจากสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์หนึ่ง เป็นองค์รัชทายาทที่จะสืบทอดราชบัลลังก์กรุงสยามในอนาคต

            เมื่อแรกสถาปนา สมเด็จพระราชินีวิคตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้เข้าเฝ้า    พระราชวังวินเซอร์  เพื่อแสดงความยินดีและพระราชทานเลี้ยงพระสุธารส   สื่อมวลชนต่างให้ความสนใจสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ  ทรงไ่ม่หวั่นไหวไปกับพระราชอิสริยยศนี้  พระองค์ยังทรงเป็นเจ้าชายที่มีความสง่างาม   และอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ

ร๖ เนติบันฑิตไทย            สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงตระหนักถึงพระราชภาระอันยิ่งใหญ่ในอนาคตจึงมีพระราชอุตสาหะในการศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างดี  นอกจากนี้ยังทรงใช้เวลาว่างในการทำประโยชน์แก่บ้านเมืองโดยตลอด เมื่อทรงว่างจากการเล่าเรียน  ก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรกิจการต่างๆ ในประเทศอังกฤษ  เช่นโรงงานอาวุธยุทธภัณฑ์  หรือเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศฝรั่งเศส และประเทศใกล้เคียง  เพื่อทอดพระเนตรความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม  ซึ่งอาจทรงนำมาใช้ในประเทศไทยได้  จึงมีโอกาสทอดพระเนตรการแสดงละครชั้นเยี่ยมของโลกซึ่งเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก  และทำให้ทรงมีงานอดิเรกอย่างหนึ่ง  คือ  ทรงพระราชนิพนธ์บทละครประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทละครพูด  จนทรงมีความชำนาญและมีพระปรีชาสามารถในศิลปะแขนงนี้   ร.๖ ขึ้นครองราชย์เจ้าฟ้าเพชรัตน์            เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๔๕๓   สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร  ก็ได้เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่  6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ในพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  โดยพระองค์ทรงครองสิริราชสมบัตินาน  ๑๕  ปี  โดยทรงมีพระราชธิดาพระองค์เดียวที่ประสูติในพระนางเจ้าสุวัทนา  พระวรราชเทวี คือ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานคำนำหน้าพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าภาติกาเธอ ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ได้เปลี่ยนคำนำหน้าพระนามเป็น สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ และต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คงคำนำพระนามของสมเด็จเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดาฯ ว่า สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

            ในเรื่องการศึกษาวิชาการที่แท้จริงนั้นพระองค์มีพระราชประสงค์จะศึกษาวิชาทหาร และได้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนแซนเฮิร์สต์ แล้วทรงเข้ารับราชการในกรมทหารราบเบาเดอรัมที่นอร์แคมป์ ณ ออลเดอร์ชอต  ในขณะนั้นได้เกิดสงครามระหว่างอังกฤษกับพวกดัทช์ที่เรียกว่า  สงครามบัวร์ในแอฟริกาใต้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้ทรงลงพระนามสมัครไปร่วมรบในแนวหน้ากับกรมทหารราบเดอรัมที่ทรงสังกัดอยู่  แต่รัฐบาลอังกฤษไม่ยินยอมด้วยเหตุผลทางการเมือง อย่างไรก็ดี  ทรงได้รับการยกย่องจากชาวอังกฤษทั่วไปว่ามีพระราชอัธยาศัยกล้าหาญ  ซื่อตรงต่อหน้าที่  และเป็นมิตร จากนั้นได้เสด็จเข้าศึกษาที่โรงเรียนปืนเล็กยาวที่เมืองไฮท์  และทรงได้รับประกาศนียบัตรพิเศษและเหรียญแม่นปืน

            จากนั้นได้เสด็จเข้าศึกษาต่อทางวิชาการด้านพลเรือน ณ ไคร์สเชิร์ช  มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด  ตามหลักสูตรที่ทางมหาวิทยาลัยจัดถวายเป็นพิเศษสำหรับเจ้านายและขุนนาง ระหว่างศึกษาในวิทยาลัยแห่งนี้  ทรงศึกษาวิชาประวัติศาสตร์  เศรษฐศาสตร์  และภูมิศาสตร์ เป็นต้น  และได้รับการยกย่องชมเชยจากพระอาจารย์และคณบดีว่ามีพระปรีชาสามารถเฉียบแหลมยิ่งนัก นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ

ร๖ ทรงผนวช            เมื่อเสด็จกลับประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้รับราชการในกองทัพบก พระองค์จึงได้ทรงรับราชการในกองทัพบก ในตำแหน่งหน้าที่สำคัญ เช่น ผู้ตำแหน่งทรงบัญชาการทหารมหาดเล็กและได้รับพระราชทานยศเป็นนายพลเอกราช องครักษ์  จเรทหารบก และทรงเป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๔๕๐

            ทรงผนวชที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีองค์อุปัชฌาย์คือ พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา ๑ พรรษา

 

 

 

 

พระราชกรณียกิจ

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา

            พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่า การที่จะนำบ้านเมืองไปสู่ความเจริญทัดเทียมกับนานอารยประเทศได้นั้น  การให้การศึกษาแก่พสกนิกรนั้นเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนซึ่งจะต้องเร่งทำเป็นประการแรก

โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย            ดังนั้นจึงได้โปรดเกล้าฯ สถาปนา “โรงเรียนมหาดเล็กหลวง”  และได้พระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ที่สวนกระจัง  ต.สวนดุสิต ให้เป็นที่ตั้งโรงเรียน  อีกทั้งยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นเงินทุนและค่าใช้จ่ายของโรงเรียน  จากนั้นยังจัดตั้งโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ขึ้นอีก  ๒ แห่ง  คือ  โรงเรียนมหาดเล็กรักษาพระองค์  จ. เชียงใหม่ และโรงเรียนพรานหลวง  กับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนโรงเรียนราชวิทยาลัยจากกระทรวงยุติธรรม  มารวมเป็นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย

            พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงมุ่งจัดการศึกษาให้ประชาชนอ่านออกเขียนได้เท่านั้น  แต่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการให้การศึกษาด้านวิชาชีพด้วย   พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้จัดตั้งโรงเรียนพาณิชยกรรม  โรงเรียนเพาะช่าง และโรงเรียนการฝึกหัดครูกสิกรรมชั้นประถมขึ้นอีก

            ต่อมาในปีพ.ศ.  ๒๔๖๔ พระองค์ทรงตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา  บังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุตั้งแต่  ๗ ปีขึ้นไปจนถึง ๑๔ ปี ต้องเรียนหนังสือในโรงเรียน  นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยมีกฏค้ำประกันความมั่นคงในการจัดการศึกษาระดับนี้

            ในด้านการจัดการระดับศึกษา ในปีพ.ศ.๒๔๕๘  พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายกิจการการศึกษาของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ซึ่งนับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย  จึงกล่าวได้ว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้ที่วางรากฐานการศึกษาแผนการใหม่ไว้ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา

 

พระราชกรณียกิจด้านเศรษฐกิจ

            พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ตั้ง  “คลังออมสิน”  ขึ้นเมื่อวันที่ ๑  เมษายน  พ.ศ.๒๔๕๖  เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนรู้จักการออมทรัพย์ และเพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจโดยส่วนรวม  รวมทั้งทรงริเริ่มก่อตั้งบริษัทปูนซีเมนต์ไทยขึ้นเป็นกิจการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศในปีเดียวกัน

 

            นอกจากนั้นยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ตั้งสภาเผยแพร่พาณิชย์ โดยทรงนำหลักการของ  Board of  Trade  ของอังกฤษที่มีฐานะเท่าเทียมกับกระทรวงพาณิชย์มาดัดแปลง  โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือแก่หน่วยงานต่างๆ  มีหน้าที่อุดหนุนและส่งเสริมการพาณิชย์ของประเทศ  ตลอดจนให้ความรู้เรื่องเศรษฐกิจ และเสนอช่องทางในการลงทุนกิจการใหม่ๆ

            นอกจากนี้ยังทรงส่งเสริมการผลิตและจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมไทย  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้จัดงานฤดูหนาว ณ บริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน  สนามเสือป่า  สวนสราญรมย์ และวัดเบญจมบพิตรฯ และได้ทรงเตรียมงานแสดงศิลปะหัตถกรรม  ผลิตผลทางการเกษตร  และอุตสาหกรรมครั้งใหญ่  ชื่องานสยามพิพิธภัณฑ์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของชาติ  ตลอดจนเผยแพร่ให้ชาวไทยและชาวต่างประเทศเกิดความสนใจในสินค้าไทย  และจากงานในครั้งนี้  พระองค์ก็ได้พระราชทานสวนลุมพินีเป็นสวนสาธารณะสำหรับให้ประชาชนได้พักผ่อนหย่อนใจมาจวบจนถึงปัจจุบัน

 

พระราชกรณียกิจด้านการคมนาคม

            พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปรับปรุงและขยายกิจการรถไฟที่มีอยู่เดิมให้สามารถสนองความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น  โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้รวมกรมรถไฟที่เคยแยกเป็น    กรมเข้าเป็นกรมเดียวกัน  เรียกว่า  กรมรถไฟหลวง  และได้โปรดเกล้าฯ  ให้ดำเนินการสร้างอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดเพื่อลอดถ้ำขุนตาล  นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานพระราม ๖  ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้วย

 

พระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย

ดุสิตธานี            พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาทดลองใช้ในหมู่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และข้าราชสำนัก โดยในปี พ.ศ.๒๔๖๑ ได้ทรงสร้างเมืองจำลองชื่อ  ดุสิตธานี  ขึ้นบริเวณพระราชวังสวนดุสิต  ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ย้ายไปสร้าง ณ พระราชวังพญาไท  ภายหลังได้ล้มเลิกไปเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต

            นอกจากนี้ยังทรงปลูกฝังให้ประชาชนรู้จักใช้เสรีภาพอย่างมีขอบเขตในระบอบประชาธิปไตย  โดยพระราชทานเสรีภาพแก่หนังสือพิมพ์อย่างกว้างขวางในการแสดงความคิดเห็น  เรียกได้ว่ายุคสมัยนี้เป็นยุคที่หนังสือพิมพ์มีเสรีภาพกว่ายุคใดๆ โดยมีการออกหนังสือพิมพ์รายวัน  รายสัปดาห์ และรายเดือน รวมแล้วกว่า ๑๔๙  ฉบับ

 

พระราชกรณียกิจด้านการป้องกันประเทศ

พระมงกุฎเกล้า เสือป่า

ลูกเสือหลวง            พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ  ให้สถาปนา กองเสือป่า ขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๕๔ โดยมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีโอกาสเข้ารับการฝึกอย่างทหาร เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง  กองเสือป่ามี ๒ พวกคือ  กองเสือป่าหลวง และกองเสือป่ารักษาดินแดน  กิจกรรมสำคัญของกองเสือป่า คือการซ้อมรบ  โดยพระองค์ทรงเป็นจอมทัพนำการซ้อมรบด้วยพระองค์เอง

            ในปีเดียวกันกับที่จัดตั้งกองเสือป่า ได้ทรงตั้งกองลูกเสือกองแรกขึ้นในโรงเรียนมหาดเล็กหลวง  (โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน)  เพื่อฝึกให้เยาวชนมีความสามัคคี  ความมานะอดทน และความเสียสละ  พร้อมทั้งพระราชทานคติพจน์แก่เหล่าเสือป่าและลูกเสือไว้ว่า  เสียชีพอย่าเสียสัตย์  กิจการลูกเสือนี้ได้สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้  และได้วิวัฒนาการเป็นกองอาสารักษาดินแดน (รด.)  ลูกเสือชาวบ้าน  เนตรนารี  เป็นต้น

 

พระราชกรณียกิจด้านเหตุการณ์กบฏ  ร.ศ. ๑๓๐

            ในปีพ.ศ. ๒๔๕๔  ได้เกิดเหตุการณ์กบฏ ชื่อว่า กบฏ ร.ศ ๑๓๐ ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซ้อมรบกับกองทหารเสือป่าที่นครปฐม  กบฏคณะนี้เป็นนายทหารชั้นผู้น้อยประมาณ ๑๐๐ คน  ที่มีจุดประสงค์จะเปลี่ยนแปลงการปกครองแต่ความลับเกิดรั่วไหลถึงสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ จึงทรงดำเนินการจับกุมไว้ได้ ผลของการตัดสินคดีคือ สั่งประหารชีวิตนายทหารที่เป็นหัวหน้าก่อกบฏ    นาย  จำคุกตลอดชีวิต ๒๐ นาย  จำคุก ๒๐ ปี ๓๒ นาย  ส่วนที่เหลือให้จำคุก ๑๕ ปี  และ ๑๒ ปีลดหลั่นกันไป

            ทว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่อง  จึงมีพระราชปรารภความว่า เราไม่ได้มีจิตพยาบาทคาดร้ายแก่คนพวกนี้ เห็นควรลดหย่อนผ่อนโทษโดยฐานกรุูณา  ซึ่งเป็นอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินที่จะยกให้ได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ก่อกบฏทุกคนจึงได้รับการผ่อนโทษทำให้ไม่มีผู้ใดต้องโทษประหารชีวิต

 

พระราชกรณียกิจด้านการสาธารณสุข

            พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยทรงบริจาคที่ดินจำนวน ๑๓๖ ไร่ และตึกวชิราวุธ เพื่อใช้เป็นสถานที่ดำเนินการเบื้องต้น และได้ทรงสนับสนุนให้ก่อสร้างโรงพยาบาลวชิราวุธ  และสถานพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง  คือ สถานเสาวภา  เพื่อรักษาผู้ป่วยที่ถูกงูพิษและสุนัขบ้ากัด

 

พระราชกรณียกิจด้านวรรณกรรมและหนังสือพิมพ์

            งานพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีจำนวนนับพันและมีทุกประเภท โดยมีพระนามแฝงที่ทรงใช้อยู่มากมายกว่า  ๑๐๐  นาม เช่น อัศวพาหุ, รามจิตติ,  พระขรรค์เพชร,  ศรีอยุธยา, พันแหลม, นายแก้วนายขวัญ  เป็นต้น

            ผลงานพระราชนิพนธ์นอกจากจะให้สาระและความเพลิดเพลินแล้ว  ยังเต็มไปด้วยสุภาษิต  ข้อคิด  และคำถาม  เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน  นับว่ารัชสมัยของพระองค์เป็นยุคสมัยแห่งการฟื้นฟูวรรณกรรมทุกประเภทของไทย

 

พระราชกรณียกิจด้านการริเริ่มสิ่งใหม่

ธงไตรรงค์            การใช้พุทธศักราช พ.ศ.๒๔๕๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ใช้พุทธศักราช  เป็นศักราชในราชการ  เพราะทรงพระราชดำริว่าการใช้รัตนโกสินทร์ศกไม่สะดวกสำหรับเหตุการณ์ในอดีตก่อนตั้งศักราช

            การเปลี่ยนเวลา พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศนับเวลาในราชการโดยทรงกำหนดให้เปลี่ยนวิธีนับเวลาแบบโมงยามมานับแบบสากลนิยม คือ แบ่งวันหนึ่งเป็น  ๒๔ ภาค แต่ละภาคเรียกว่า นาฬิกา และให้ถือว่าเวลาเที่ยงคืนเป็นเวลาเปลี่ยนวันใหม่

            การใช้คำนำหน้านาม ในปีพ.ศ.๒๔๖๐ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ตราพระราชกฤษฎีกาคำนำหน้านามกำหนดให้ใช้คำนำหน้านามอย่างอารยประเทศ นั่นคือ ให้มีคำว่า เด็กชาย  เด็กหญิง  นาย  นาง  และนางสาวนำหน้าชื่อ

 

            การพระราชทานนามสกุลในปี พ.ศ. ๒๔๕๖  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้นามสกุล  และได้รับพระราชทานนามสกุลถึง ๖,๔๓๒ สกุลโดยนามสกุลแรกที่ทรงพระราชทานคือ  สุขุม

            การสร้างธงไตรรงค์  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างธงชาติขึ้นใหม่แทนธงช้าง  ด้วยทอดพระเนตรเห็นผู้ชักธงกลับหัวช้างลงว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสม  จึงได้ทรงออกแบบธงใหม่ให้เป็นธง  ๓ สี แดง ขาว น้ำเงิน มีความหมายแทน ชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์  โดยพระราชทานนามว่า ธงไตรรงค์

            การสร้างหอสมุด  พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า ชาติใดไม่มีหนังสือ ไม่มีตำนานนับว่าเป็นเหมือนคนป่าดังนั้นพระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปิดหอสมุดสำหรับเขตพระนคร เมื่อพ.ศ. ๒๔๕๙  ซึ่งได้พัฒนามาเป็น  หอสมุดแห่งชาติ ในปัจจุบัน

 

พระมงกุฎเกล้า วชิราวุธ                เมื่อวันที่  ๑๑ พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๔๖๘  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรด้วยพระโรคทางเดินอาหารขัดข้อง  พระกระยาหารไม่สามารถผ่านได้ พระอาการกำเริบในวันต่อๆ มาจนเกิดพระอาการพระโลหิตเป็นพิษในพระอุทร และเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ รวมพระชนมายุ ๔๕ พรรษา

 

            พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้า อยู่หัวทรงมุ่งมั่นในการพัฒนาชาติให้ก้าวไปสู่ความเจริญทัดเทียมกับบรรดา อารยประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพระราชกรณียกิจทางด้านการศึกษา เศรษฐกิจ รวมถึงทรงก่อตั้งกิจการลูกเสือขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศ ทั้ง ยังทรงเป็นผู้ริเริ่มสิ่งสำคัญมากมาย เช่น โปรดเกล้าฯ ให้สร้างธงไตรรงค์ กำหนดคำนำหน้านามสตรีเด็กและสตรี รวมถึงสร้างเมือง ดุสิตธานี เพื่อปูพื้นฐานระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปวงชนชาวไทยจึงรวมใจกันถวายพระราชสมัญญาว่า พระมหาธีรราชเจ้า

 

เกร็ดความรู้

โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย

 

ตราประจำโรงเรียน วชิราวุธ            วชิราวุธวิทยาลัยเป็นโรงเรียนประจำชาย ก่อตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แทนการสร้างวัดประจำรัชกาลเดิมชื่อ โรงเรียนมหาดเล็กหลวงต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น วชิราวุธวิทยาลัยปัจจุบัน ดำเนินการสอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ถึง มัธยมศึกษาปีที่ ๖ ตั้งอยู่ที่ถนนราชวิถี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

ประวัติโรงเรียน

            พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานกำเนิดโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้น เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ เพื่อโรงเรียนแห่งนี้เป็นสถาบันที่ให้การศึกษาอย่างแท้จริงแก่กุลบุตรชาวไทย และเป็นเสมือนพระอารามหลวงประจำรัชกาล ซึ่งมิได้โปรดฯ ให้สร้างขึ้น เพราะทรงมีพระราชดำริว่า ในรัชสมัยของพระองค์พระอารามหลวงต่าง ๆ มีอยู่มากแล้ว หากจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอารามหลวงขึ้นอีกก็จะเป็นพระราชภาระในการปฏิสังขรณ์อีกโดยมิควร ประกอบกับในรัชสมัยของพระองค์นั้นการศึกษาได้เปลี่ยนแปลงไปมิได้อยู่กับวัด ดังเช่นกาลก่อน นักเรียนต้องการครูบาอาจารย์ที่เป็นคฤหัสถ์ เพื่อทำการอบรมสั่งสอน ดังนั้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้นตามแบบพับลิคสคูล (Public School) ของประเทศอังกฤษขึ้น

            ในการสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดสร้างอาคารเรียนชั่วคราวเป็นเรือนไม้ หลังคามุงจากขึ้นก่อนในที่ดินส่วนพระองค์ที่สวนกระจัง ริมครองเปรมประชากร ตำบลสวนดุสิต  แล้วโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายนักเรียนมหาดเล็กหลวงซึ่งเปิดการสอนเป็นการชั่วคราวจากโรงเรียนราชกุมาร (เก่า) ใกล้หอพิธีพราหมณ์ ในพระบรมมหาราชวัง มาดำเนินการสอนในสถานที่ซึ่งพระราชทานให้ใหม่นี้เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๔

            ต่อมาใน พ.ศ.  ๒๔๕๘  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ  พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กรมศิลปากรมาดำเนินการก่อสร้างอาคารถาวรของโรงเรียนมหาดเล็กหลวง  ซึ่งประกอบด้วยหอประชุมและอาคารที่พักของนักเรียนที่มุมโรงเรียนอีก ๔ หลัง  และได้ทรงพระมหากรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาพระฤกษ์สร้างอาคารโรงเรียนเมื่อวันจันทร์ ๒๐ ธันวาคม  พ.ศ. ๒๔๕๘  ครั้นเมื่อ  พ.ศ. ๒๔๕๙  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้โอนโรงเรียนราชวิทยาลัยจากกระทรวงยุติธรรมมาไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์  และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่อีกแห่งหนึ่งในพ.ศ.  ๒๔๖๐

            การดำเนินการศึกษาในโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  จำต้องยุติลง  เนื่องจากพระองค์ได้เสด็จสู่สวรรคาลัย  เมื่อวันที่  ๒๕ พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๔๖๘ ในรัชสมัยต่อมา  ประเทศสยามต้องประสบสภาวะฝืดเคืองทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจึงทำให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจำต้องทรงตัดทอนรายจ่ายส่วนพระองค์ลง  ทั้งนี้เพื่อให้การเงินในประเทศเข้าสู่สมดุล  ดังนั้นใน พ.ศ. ๒๔๖๙  พระองค์จึงทรงยุบโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่  และโรงเรียนราชวิทยาลัย และได้มีพระบรมราชโองการให้รวมโรงเรียนมหาดเล็กหลวงกรุงเทพฯ  โรงเรียนราชวิทยาลัยและโรงเรียนมหาดเล็กหลวงเชียงใหม่เข้าด้วยกัน โดยให้ย้ายนักเรียนมาเรียนรวมกันที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงกรุงเทพฯ  และได้พระราชทานนามโรงเรียนให้ใหม่ว่า วชิราวุธวิทยาลัยเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระผู้พระราชทานกำเนิดโรงเรียนสืบต่อไป

ตึกขาว วชิราวุธ 




ความเห็น

  • พัชราพร wrote on 2 สิงหาคม, 2011, 18:43

    น่าจะมีชื่อนามปากกาของท่านด้วยนะค่ะ เพื่อความสะดวกจะได้หาภายในเว็บเดียวกันอะค่ะไม่ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ซึ่งเสียเวลาด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ที่มีข้อมูลได้เยอะถึงขนาดนี้ค่ะ 🙂

  • Bigzee wrote on 28 สิงหาคม, 2011, 22:15

    น่าจะมีนามปากกาของท่านนะ บางครั้งอาจได้ทำรายงานเรื่องนี้ก้ได้

  • นายบุญญฤทธิ์ งามแสง (เอ๊กซ์) wrote on 27 กันยายน, 2011, 14:52

    ดีเยียมครับ เป็นข้อมูล และแนวทางในการศึกษาประวัติศาสาตร์ไทยได้ดีครับขอบพระคุณอย่างสูงนะครับ…:+D

  • TOM NONG wrote on 8 ธันวาคม, 2011, 9:02

    เป็นความรู้ที่ดีมาก มีประวัติหน้าอ่าน

  • beem wrote on 10 ธันวาคม, 2011, 12:02

    ดีมากเลยๆๆๆ  มีงานส่งอาจานเเล้ว มีคคะเเนน สอบเเล้ว

  • kitty katty wrote on 1 มีนาคม, 2012, 18:36

    ขอบพระคุณผู้ที่มาลงมากค่ะ 
    ได้ประโยชน์ในการทำรายงานเพื่อที่จะแพร่ความดีงามและความสามารถของท่านรวมทั้ง
    ประวัติศาสตร์ไทยมากเลยค่ะ

  • นายทวีวัฒน์ หิรัญ wrote on 13 พฤษภาคม, 2012, 20:22

    ควรเผยแพร่คำสอนเกี่ยวกับเยาชนทั้งหมดของพระองค์ให้ได้รูทั่วกัน

  • ศรสวรรค์ ธนวิทยากร wrote on 29 พฤษภาคม, 2012, 20:27

    พระองค์ทรงทำนุบำรุงประโยชย์แก่ปะเทศชาติ

  • รติรัตน์ เทียนงาม wrote on 26 กรกฎาคม, 2012, 9:49

    กำลังหาอยู่พอดี เป็นเรื่องที่ดีมาก

  • สิริภพ wrote on 5 พฤศจิกายน, 2012, 17:52

    ดีๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

  • อภินันท์ wrote on 6 พฤศจิกายน, 2012, 17:26

    ข้อมูลเยอะมากอ่ะ

  • aminoh wrote on 19 พฤศจิกายน, 2012, 16:42

    ขอบคุณค่ะ สำหรับงานพรุ่งนี้ได้ส่งให้อาจารย์แล้วค่ะ

  • kong wrote on 15 กุมภาพันธ์, 2015, 9:54

    สุดยอดครับ

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2018 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics