พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่๗)

แบ่งปัน

พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว            พระปกเกล้า ทรงพระเยาว์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖ สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงเรียกพระองค์ว่า เอียดน้อยและเนื่องจากพระพลานามัยไม่ค่อยสมบูรณ์ สมเด็จพระบรมราชชนนีจึงมอบพระองค์ให้อยู่ในพระอภิบาลของเจ้าจอมมารดาเยื้อน ในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการศึกษาขั้นแรกเมื่อพระชนมายุ ๗ พรรษา โดยทรงศึกษาวิชาภาษาไทยกับพระยาอิศรพันธุ์โสภณ (หนู อิศรางกูร ณ อยุธยา) ต่อมาสมเด็จพระบรมชนกนาถได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนนายร้อยพิเศษ จากนั้นทรงเข้าพิธีโสกันต์ในวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทพร้อมกับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา มุสิกนาม

            พระองค์ได้เสด็จไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ขณะมีพระชน มายุเพียง ๑๓ พรรษา ทรงศึกษาวิชาสามัญในวิทยาลัยอีตัน ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมชั้นหนึ่งของอังกฤษ เมื่อสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยอีตันแล้วทรงสอบเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยทหารที่เมืองวูลิช (Royal Military Academy Council) โดยทรงเลือกศึกษาวิชาทหารแผนกปืนใหญ่ม้า แต่ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.๒๔๕๓ พระองค์จึงเสด็จกลับประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมพิธีพระบรมศพ แล้วจึงเสด็จกลับไปศึกษาต่อจนจบการศึกษา

เจ้าฟ้าประชาธิปก ทรงเครื่องแบบทหาร            ต่อมาพระองค์ทรงเข้าประจำการ ณ กรมทหารปืนใหญ่ม้าอังกฤษที่เมืองอัลเดอร์ชอต (Aldershot)  และได้รับอนุญาตให้ทรงเครื่องแบบนายทหารอังกฤษในสังกัด “ L”  Battery  Royal  Horse Artillery  พระองค์ทรงได้รับสัญญาบัตรเป็นนายทหารยศร้อยตรีกิตติมศักดิ์แห่งกองทัพอังกฤษ และในการที่พระองค์สำเร็จการศึกษาจากสถานที่นี้  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งพระยศนายร้อยตรีนอกกองสังกัดกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์  ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็นนายร้อยโท และนายทหารนอกสังกัด กรมทหารนอกกอง สังกัดกรมทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์

            ในปีพ.ศ.๒๔๕๗  ได้เกิดสงครามโลกขึ้นในยุโรป  แต่เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่าสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอยังทรงศึกษาวิชาการทหารได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ หากจะกลับเมืองไทยก็ยังทำคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้ไม่เต็มที่จึงโปรดเกล้าฯ  ให้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์  กฤษดากร  ทรงจัดหาครูเพื่อสอนวิชาเพิ่มเติมให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ โดยเน้นวิชาที่จะเป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมือง  คือ  วิชากฎหมายระหว่างประเทศ  พงศาวดารศึก  และยุทธศาสตร์การศึก  แต่ต่อมาสงครามได้ทวีความรุนแรงขึ้นมาก ทำให้การหาครูมาถวายพระอักษรเป็นเรื่องลำบาก  เนื่องด้วยนายทหารที่มีความสามารถต้องออกรบในสงคราม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ  ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเสด็จกลับประเทศไทย ในปีพ.ศ. ๒๔๕๘

            ครั้นเมื่อเสด็จกลับประเทศไทย  ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่ง นายทหารคนสนิทพิเศษจอมทัพสมเด็จพระอนุชาธิราช  เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ  ผู้ทรงเป็นพระเชษฐาในพระองค์ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเสนาธิการทหารบก  จากนั้นพระองค์ทรงเลื่อนเป็นผู้บังคับบัญชาการกองพันน้อยที่  2  ในตำแหน่งนายทหารเสนาธิการ และต่อมาเลื่อนเป็นนายพันตรีแล้วเป็นพันโทบังคับการโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม ในระยะแรกที่ทรงเข้ารับราชการ  พระองค์ประทับอยู่  ณ วังพญาไทร่วมกับสมเด็จพระบรมราชชนนี  และนอกจากวังพญาไทแล้ว  สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ยังประทานบ้านท่าเตียนให้เป็นที่ประทับอีกแห่งหนึ่งด้วย

เจ้าฟ้าประชาธิปก หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี            สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอทรงปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณในตำแหน่งหน้าที่การงานต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยมาโดยตลอดจนในปี พ.ศ.๒๔๖๐ จึงทรงลาราชการเพื่อผนวช ณ อุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  แล้วเสด็จ ประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร  เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอทรงลาผนวชและเสด็จเข้ารับราชการอีกครั้งเป็นที่เรียบร้อย   พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระมหากรุณาธิคุณตรัสขอหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ให้และประกอบพระราชพิธีมงคลสมรส ณ พระที่นั่งวโรภาสพิมาน  พระราชวังบางปะอินพระนครศรีอยุธยา  ในวันที่ ๒๖  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๔๖๑

            หลังจากที่ทรงอภิเษกสมรส  และรับราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว    พระองค์ก็ทรงประสบปัญหาเกี่ยวกับพระพลานามัย  จึงจำเป็นต้องลาราชการไปพักรักษาตัวในที่ๆ มีอากาศเย็นตามความเห็นของคณะแพทย์  พระองค์เสด็จไปพักรักษาตัวที่ยุโรปในปีพ.ศ.๒๔๖๓  ครั้นทรงหายจากพระอาการประชวรแล้ว  ก็ทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนนายทหารฝ่ายเสนาธิการฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส  จนสำเร็จการศึกษา และเสด็จกลับประเทศไทยในปี  พ.ศ.  ๒๔๖๔  หลังจากนั้นอีก    ปี  พระองค์ก็ทรงเข้ารับราชการอีกครั้ง  โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้เข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดกรมเสนาธิการทหารบก  และเลื่อนพระยศขึ้นเป็นนายพันเอก  ผู้บัญชาการกองพลทหารบกที่    และเป็นผู้บังคับการพิเศษกรมทหารปืนใหญ่ที่    ในคราวเดียวกัน  และต่อมา พระองค์ก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น  สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา

            เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงษ์วรเดช  ได้ทรงเป็นประธานในที่ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และเสนาบดี  เพื่อปรึกษาหารือเรื่องการสืบราชสมบัติ  ซึ่งจากการพิเคราะห์พระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงแสดงไว้ในพระราชหัตถเลขานิติกรรมจะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางพระราชหฤทัยในสมเด็จพระอนุชาธิราชมาก

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชย์            ทว่าสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา ไม่เต็มพระทัยจะรับราชสมบัติ  โดยทรงอ้างว่ายังมีเจ้านายที่อาวุโสมากกว่าพระองค์  แต่ในที่ประชุมลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ไว้วางใจในพระองค์ และต้องการปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงพร้อมใจกันเชิญสมเด็จเจ้าฟ้าฯ  กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา  ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่    แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  มีพระปรมาภิไธยว่า  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

            เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว  พระองค์จัดตั้ง “คณะอภิรัฐมนตรี” ขึ้น  เพื่อทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน  และราชการในพระองค์  ด้วยทรงพระราชดำริว่า ไม่ทรงสันทัดในการแผ่นดินมากนัก  คณะอภิรัฐมนตรีนี้ประกอบไปด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ๕  พระองค์  คือ

            ๑. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงษ์วรเดช

            ๒. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

            ๓. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

            ๔. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

            ๕. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทรบุรีนฤนาท

พระปกเกล้า สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี            หลังจากนั้นได้มีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้น จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยทำให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งพระองค์ก็มิได้ทรงขัดเคืองพระราชหฤทัย แต่ได้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้พระองค์ต้องประกาศสละราชสมบัติ เพราะการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ไม่เป็นไปตามที่พระองค์ได้วางแผนให้เป็น คือ ต้องการมอบประชาธิปไตยให้กับคนไทยทุกคน  ดังนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จต่างประเทศเพื่อผ่าตัดพระเนตรแล้ว ก็มิได้เสด็จกลับประเทศไทย ยังคงประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ จนกระทั่งคณะรัฐบาลจัดตั้งกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเดินทางไปเฝ้ากราบบังคมทูลเชิญพระองค์เสด็จกลับประเทศไทย แต่การกราบบังคมทูลเชิญเสด็จกลับนั้นกลับไม่เป็นผล ทำให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระราชหฤทัยประกาศสละราชสมบัติ ในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ และหลังจากที่ทรงสละราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และพระประยูรญาติที่สนิทบางพระองค์ ก็ได้เสด็จประทับที่รัฐเวอร์จิเนียวอเตอร์ (Virginia Water) อันเป็นชนบทใกล้กรุงลอนดอนเป็นการถาวร

 

พระราชกรณียกิจ

พระราชกรณียกิจด้านการทำนุบำรุงบ้านเมือง

สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ สะพานพุทธ            พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ ขึ้น ด้วยทรงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ สะพานแห่งนี้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี พร้อมกับทรงชักชวนประชาชนชาวไทยร่วมกันสร้าง พระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่บริเวณเชิงสะพานแห่งนี้ด้วย  โดย พระองค์เสด็จไปทำพิธีเปิดด้วยพระองค์เองในวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๕ และโปรดเกล้าฯ ให้มีมหรสพสมโภชเป็นการเฉลิมฉลองที่กรุงเทพฯ มีอายุครบ ๑๕๐ ปีด้วย และพระราชทานนามสะพานแห่งนี้ว่าสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์

            เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จ ขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังที่ประทับ ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด้วยโปรดการประพาสชายทะเลเป็นอย่างมาก เมื่อสร้างเสร็จได้พระราชทานนามว่า พระราชวังไกลกังวล พระราชวังแห่งนี้ประกอบไปด้วย พระตำหนักต่างๆ มากมาย เช่น พระตำหนักเปี่ยมสุข พระตำหนักน้อย พระตำหนักปลุกเกษม พระตำหนักเอมปรีดี ศาลาเริง เป็นต้น

 

พระราชกรณียกิจด้านการดนตรี

พระปกเกล้า ทรงดนตรีไทย            พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดการทรงดนตรีเป็นอย่างมาก พระองค์ทรงตั้งวงดนตรีไทยส่วนพระองค์ขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๗๐  ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ และข้าราชการที่ใกล้ชิด  รวมถึงมีพระปรีชาสามารถในการพระราชนิพนธ์เพลงอีกด้วย  โดยพระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทยเดิมไว้ 3 เพลง คือ เพลงราตรีประดับดาว (เถา), เพลงเขมาลออองค์ (เถา), เพลงคลื่นกระทบฝั่ง 3 ชั้น

 

พระราชกรณียกิจด้านการวางรากฐานปกครองในระบอบประชาธิปไตย

            พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์แน่วแน่ที่จะทรงมอบอำนาจการปกครองให้แก่ประชาชนในรัชกาลของพระองค์ จึงได้มีการจัดตั้งสภากรรมการองคมนตรี อันประกอบด้วยกรรมการ 40 คน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี ทำหน้าที่ในการประชุมพิจารณากฎหมายและปัญหาอื่นๆ ตามแต่จะโปรดเกล้าฯ   อีกทั้งมีพระราชประสงค์ให้สภากรรมการองคมนตรีเป็นสภาทดลองระดับท้องถิ่น   พระองค์ ทรงเปิดโอกาสให้ราษฎรมีส่วนร่วมในกิจการสุขาภิบาล ซึ่งพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปรับปรุงกิจการเป็นรูปแบบการบริหารงานส่วนท้องถิ่นแบบเทศบาล โดยทรงแต่งตั้งกรรมการจัดการประชาภิบาลคอยสำรวจดูงานสุขาภิบาลตามหัวเมือง ทั่วราชอาณาจักร   แต่พระราชบัญญัติเทศบาลที่ร่างเสร็จเมื่อปี  พ.ศ.๒๔๗๓ ต้องมีขั้นตอนผ่านการพิจารณาจากเสนาบดีสภา สภากรรมการองคมนตรี จึงยังมิได้ประกาศพระราชบัญญัติเทศบาลดังกล่าว

 

พระราชกรณียกิจด้านการปกครอง

            พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดระเบียบการบริหารงานบุคคลของชาติ ด้วยการตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๔๗๑ ขึ้นบังคับใช้ โดยจะมีกลุ่มคนที่เรียกว่า คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน คอยดูแลการบรรจุแต่งตั้ง การเคลื่อนย้าย รวมทั้งควบคุมให้อยู่ใน ระเบียบวินัยของราชการ และโปรดเกล้าฯ ให้มีการสอบแข่งขันบุคคลเข้าบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนเป็นครั้งแรก ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่ใครประสงค์จะเข้ารับราชการก็ไปฝากตัวแก่หัวหน้าส่วนราชการนั้นโดยตรง

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว            นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระราชบัญญัติควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือความผาสุกแห่งสาธารณชน พ.ศ. ๒๔๗๑ เพื่อเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนชาวไทย  โดยมีขอบเขตครอบคลุมการค้าขายที่เป็นสาธารณูปโภคและการเงิน เช่น กิจการไฟฟ้า การประปา รถราง รถไฟ ฯลฯ  ซึ่งนับว่าเป็นรากฐานของระเบียบที่ใช้กันมาจนทุกวันนี้

            พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์ที่เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตย พระองค์ทรงพยายามที่จะปรับปรุงแก้ไขระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มา เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วก็โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น เพื่อเป็นที่ปรึกษาในการบริหารราชการแผ่นดินแทนที่จะทรงตัดสินพระราช หฤทัยแต่เพียงพระองค์เดียว นอกจากนี้ยังทรงฟื้นฟูการประชุมเสนาบดีให้มีความสำคัญ และทรงแนะนำให้รู้จักการทำงานเป็นคณะและรับผิดชอบร่วมกันทั้งยังทรงแต่งตั้ง สภากรรมการองคมนตรี เพื่อเป็นที่ปรึกษาข้อราชการและฝึกหัดการประชุมแบบรัฐสภา  สำหรับ การปูพื้นฐานในการปกครองตนเองของประชาชนก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้ร่างพระราชบัญญัติเทศบาลขึ้น แต่กฎหมายดังกล่าวได้ร่างเสร็จเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯ ให้ท่านผู้รู้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อเตรียมพระราชทานแก่ประชาชนในโอกาสฉลอง กรุงเทพมหานครครบรอบ ๑๕๐ ปี แต่ได้มีพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ได้ทรงทูลคัดค้านว่ายังไม่สมควรแก่เวลา จึงต้องรอคอยการพระราชทานรัฐธรรมนูญไว้ก่อน

            ในช่วงระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ เป็นระยะที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ อันเป็นผลเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง ต่อสู้กับปัญหาดังกล่าวด้วยการประหยัด โดยทรงเริ่มจากตัดทอนรายจ่ายส่วนพระองค์ก่อน จากนั้นทรงตัดทอนรายจ่ายของแผ่นดินลงทุกวิถีทางเท่าที่จะกระทำได้ เริ่มด้วยการยุบรวมหน่วยราชการที่พอจะรวมกันได้ โดยมีการดุล (ปลด) ข้าราชการที่ล้นงานออกจากกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ มากมาย ซึ่งก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการเป็นอันมาก และการแก้ปัญหาด้วยวิธีการดังกล่าวก็ไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้ดีได้ ประกอบกับขณะนั้นมีพวกข้าราชการและนายทหารที่กลับจากการไปศึกษาต่างประเทศ และมีหัวคิดรุนแรงต้องการจะเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองเสียใหม่ เพราะเข้าใจว่าจะเป็นหนทางแก้ปัญหาทางบ้านเมืองได้

            แล้วในเช้ามืดของวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปประทับที่พระราชวังไกลกังวล คณะราษฎร นำโดย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาก็ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองแผ่นดินที่กรุงเทพมหานคร  โดยเข้าควบคุมพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์  และข้าราชการตำแหน่งสำคัญๆ ไว้เป็นตัวประกัน แล้วส่งหนังสือไปกราบบังคมทูลเชิญเสด็จนิวัติกลับพระนครเพื่อเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญการปกครองที่คณะราษฎรได้ทำขึ้น ซึ่งแม้ว่าพระองค์จะได้ทรงเตรียมพระราชทานอำนาจอธิปไตยนี้แก่ประชาชนอยู่แล้ว แต่เมื่อคณะราษฎรแสดงออกถึงความปรารถนาอันแรงกล้าเช่นนี้ พระองค์ก็มิได้ทรงถือทิฐิมานะ โดยทรงละพระบรมเดชานุภาพ ยอมรับการเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และหลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับคืนสู่พระนครแล้ว ก็ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามฉบับแรก เมื่อวันที่ ๑๐ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕

พระราชหัถเลขา            พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหา กษัตริย์ที่ทรงเลื่อมใสการปกครองในระบอบประชาธิปไตย พระองค์ทรงพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ยังมิได้ทรงทำการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ด้วยทรงคำนึงว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม แต่เมื่อคณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียก่อน ก็มิได้ทรงขัดเคืองพระราชหฤทัย ทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มพระราชหฤทัย ดังมีพระราชดำรัสว่า ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่ เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร

            ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๖  ได้เกิดสงครามกลางเมืองที่เรียกกันว่า กบฏบวรเดช ขึ้น โดยพระองค์เจ้าบวรเดชกับพระยาศรีสิทธิสงคราม รวมกำลังทหารหัวเมืองมุ่งเข้าตีกรุงเทพมหานคร ตามคำแถลงการณ์ที่จะเข้ามาช่วยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทรงหลุดพ้นจากอำนาจของคณะราษฎร เหตุการณ์ในครั้งนี้มีการปราบปรามด้วยอาวุธ ทำให้เกิดการสู้รบระหว่างคนไทยด้วยกันเอง และมีผู้เสียชีวิตด้วยกันทั้งสองฝ่าย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นที่สะเทือนพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมาก จึงทรงตัดสินพระราช หฤทัยเสด็จไปประทับที่ประเทศอังกฤษ ด้วยเหตุผลเพื่อไปรักษาพระเนตรเมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๖ และในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ พระองค์จึงได้พระราชทานพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ           

 

 

พระราชกรณียกิจด้านประเพณีและวัฒนธรรม

            พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง เป็นผู้ริเริ่มในการสร้างค่านิยมให้ชายไทยมีภรรยาเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของสังคมไทยแต่โบราณที่ชายไทยมักนิยมมีภรรยาหลายคนโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ศ. ๒๔๗๓ และ ทรงริเริ่มให้มีการจดทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า ทะเบียนรับรองบุตร อันเป็นการปลูกฝังค่านิยมใหม่ทีละน้อยตามความสมัครใจ นอกจากนี้ยังทรงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างโดยมีพระบรมราชินีเพียงพระองค์เดียว และไม่มีสนมนางในใดๆ ทั้งสิ้น

 

เกร็ดความรู้

พระราชทานรัฐธรรมนูญ

พระราชทานรัฐธรรมนูญ            นับแต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สืบต่อจากพระบรมเชษฐาธิราช เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๖๘ พระบรมราโชบายแรกที่ทรงดำเนิน คือทรงเตรียมความพร้อมในการปูพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชนชาวสยาม เฉกเช่นเดียวกับแนวทางของพระบรมชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  โดยการจัดระบบการบริหารงานราชการแผ่นดินแบบใหม่  ด้วยการจัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภา องคมนตรีสภา  เสนาบดีสภา  เป็นสภาที่ปรึกษาราชการเพื่อซักซ้อมการบริหารงานระบบรัฐสภา  ภายหลังเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ.๒๔๗๕  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ผู้สำเร็จราชการพระราชวังประกาศว่าบัดนี้การเรียบเรียงรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรสยามสำเร็จสมบูรณ์แล้ว ให้กำหนดการพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ราษฎรสยามในวันที่ ๑๐ ธันวาคม  พ.ศ.๒๔๗๕  นับเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานรัฐธรรมนูญมาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย และปวงชนชาวไทยก็ยึดถือวันที่  ๑๐ ธันวาคมของทุกปีเป็นวันรัฐธรรมนูญนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบรมราชานุสาวรีย์ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

            พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งอยู่ภายในบริเวณสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร  โดยดำริของท่านอดีตประธานรัฐสภา (พลอากาศเอกหะริน  หงสกุล)  เริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปีพ.ศ.  ๒๕๒๒  พร้อมกับพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗  พระราชทานสิ่งของส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นำมาจัดแสดง และเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมเป็นครั้งแรกในพระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ  เมื่อวันที่  ๑๐  ธันวาคม  พ.ศ.  ๒๕๒๓ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ที่  ถ.หลานหลวง เปิดทุกวันอังคาร อาทิตย์ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ ๑๖.๐๐ น.  ค่าเข้าชมครั้งละ  ๒๐  บาท  (เสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์เข้าชมฟรี)

 

 




ความเห็น

  • ฉัตรบงกช wrote on 25 มกราคม, 2011, 17:04

    ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นหน่วยงานหนึ่งของสถาบันพระปกเกล้า ตั้งอยู่ที่เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนหลานหลวง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
    เปิดให้ชมฟรีทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

  • พฤกษา wrote on 14 มิถุนายน, 2013, 22:34

    อ่านเข้าใจง่ายค่ะ

    ชอบตรงที่ พระองค์มีพระบรมราชินีเพียงพระองค์เดียว และไม่มีสนมนางในใดๆ ทั้งสิ้น

    มันใช่เลยอ่ะ



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 35985 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics