สถาบันพระปกเกล้า “เจ้าภาพ” การปฎิรูปการเมือง

แบ่งปัน

สืบเนื่องจากกรณีที่พรรคเพื่อไทยเสนอแนวทางการปฎิรูปการเมือง เพื่อยื่นแก้รัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง โดยนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส. พรรคเพื่อไทยสนับสนุนให้เกิดรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยหลังจากนั้นก็ได้มีกระแสการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยตลอด ไม่ว่าจะข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ การร่างพระราชบัญญัติความปรองดองแห่งชาติ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่แนวทางที่เรียกว่า “การปฎิรูปการเมือง”

ทั้งนี้ประเด็นสำคัญก็คือ การปฎิรูปการเมืองดังกล่าวนั้นจะถูกดำเนินการโดยใคร เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศขาดความเป็นเอกภาพ อีกทั้งมีความคลืบแคลงกันในทางการเมืองระหว่างทุกภาคส่วนในสังคม ดังนั้นแนวทางหนึ่งที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือ การปฎิรูปการเมืองดังกล่าวจะต้องดำเนินการโดย “คนกลาง” ซึ่งแน่นอนว่า คำถามต่อมาคือ ใครคือคนกลาง?

ที่ผ่านมานั้นองค์กรหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากในฐานะ “คนกลาง” ที่จะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการปฎิรูปการเมืองนี้ นั่นคือ “สถาบันพระปกเกล้า”

ซึ่งในความเห็นของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างทางการเมือง เป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงเสนอให้มีการปฏิรูปการเมืองเพื่อยุติความขัดแย้ง

ทั้งนี้ได้ขอความร่วมมือจากสถาบันพระปกเกล้าเป็น “เจ้าภาพ”ในการดำเนินการ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีเพียงแค่องค์กรเดียว อาจมีองค์กรอื่น ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องและสนับสนุนได้ เช่น สภาพัฒนาการเมือง ทั้งนี้ต้องรอดูข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าก่อน โดยจะเน้นให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมปฎิรูปการเมืองอย่างจริงจัง

ต่อข้อสงสัยว่าจะให้ฝ่ายการเมืองมีส่วนร่วมการปฎิรูปการเมืองครั้งนี้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่าจะมีการเชิญฝ่ายค้านมาพูดคุยกันอีกครั้ง ทั้งนี้เห็นว่าจะต้องกระบวนการที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ซึ่งรวมถึงฝ่ายการเมืองด้วย แต่ก็ยอมรับว่า มีการท้วงติงจากนักการเมืองว่าในการเขียนบทบัญญัติบางอย่างอาจจะเป็นปัญหาได้ แต่ตนเห็นว่าเป็นการยากที่จะทำให้ทุกฝ่ายพอใจ แต่ในที่สุดแล้ว ถ้ามีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กระบวนการจะต้องกลับมาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว โดยเฉพาะในสถานการณ์อย่างนี้จะให้นักการเมืองจะเป็นเจ้าภาพไม่ได้ แต่สามารถที่จะแสดงความเห็น ข้อท้วงติงในฐานะผู้มีประสบการณ์ได้

สำหรับปัญหาเรื่องความเหมาะสมของสถาบันพระปกเกล้านั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในช่วงปีที่ผ่านมาเกิดความขัดแย้งสูงในสังคม มีข้อถกเถียงในการยอมรับบุคคล องค์กร หรือสถาบันต่างๆ แต่หลังจากที่หารือกับฝ่ายค้านแล้ว เชื่อว่าสถาบันพระปกเกล้าน่าจะเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง

โดยขณะนี้สภาสถาบันได้มีมติให้สถาบันพระปกเกล้ารับทำการศึกษา เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง โดยวางกรอบการศึกษาไว้คือเรื่องศึกษาสภาพการณ์อันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการเมืองร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้เสียในระบบการเมือง และจัดทำข้อเสนอสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครองโดยความสมานฉันท์และเห็นพ้องต้องกันของสาธาณชน ทั้งนี้จะไม่ใช้คำว่าปฏิรูปการเมือง เพราะจะทำให้การศึกษาแคบเกินไปและทำให้หลายฝ่ายรู้สึกเบื่อหน่าย

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติแต่งตั้ง นายสุจิต บุญบงการ เป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษา โดยมีนายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นเลขานุการคณะกรรมการ เพื่อรับฟังความคิดเห็นและเสนอแนะการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง

โดยคณะกรรมการอิสระดังกล่าวจะประกอบด้วยตัวแทนจากทุกภาคส่วนไม่เกิน 50 คนทำการรับฟังความคิดเห็นและเสนอแนะการพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง ใช้เวลาศึกษาความคิดเห็นให้แล้วเสร็จภายใน 8 เดือนหรือเสร็จสิ้นประมาณเดือน พ.ย.2552

ฝ่ายที่ออกมาแสดงท่าทีคัดค้านการเป็นเจ้าภาพของสถาบันพระปกเกล้าอย่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เชื่อว่า การให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นคนกลางนั้นน่าจะทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจ เพราะที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้าทำให้คนรู้สึกว่าสถาบันยืนข้างเผด็จการมากกว่าประชาธิปไตย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ2550 ซึ่งประธานยกร่างเป็นคนของสถาบันพระปกเกล้าปกเอง

ทางด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่าถ้าเป็นผมปีเดียวก็จบ การให้สถาบันปกเกล้าเข้ามาเป็นเรื่องที่ไม่ดี ควรให้นักการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่า เพราะคน กลางเข้ามาทำให้นักการเมืองเหี้ยนหมด คน เข้ามาควรผสมผสานกับนักการเมือง เหมือนรัฐธรรมนูญ 2550 ร่างสู้รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ไม่ได้”

ทางด้านนักวิชาการอย่าง ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง โดยเฉพาะในประเด็นยุบพรรค อีกทั้งไม่สามารถทำให้เป็นสัญญาประชาคม หรือเป็นที่ยอมรับของคนทั้งชาติได้
ส่วนการมอบให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพนั้น ดร.ปริญญา เห็นว่าตัวสถาบันไม่เป็นปัญหา แต่อยู่ที่บุคลากรบางคนที่เคยร่วมร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ด้วย ซึ่งเป็นการยากที่จะขับเคลื่อนต่อไปหากฝ่ายที่ไม่ยอมรับตั้งแต่ต้น

ส่วนนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า บรรยากาศทางการเมืองขณะนี้ยังไม่เอื้อต่อการให้ผู้คนทุกภาคส่วนในสังคมมาร่วมอย่างแท้จริง และสถาบันพระปกเกล้าก็อาจจะมีปัญหาเรื่องความเป็นการ และเห็นว่าคนที่เข้ามาร่วมกระบวนการนี้จึงอาจเป็นนักกฎหมายที่ อยากจะเขียนรัฐธรรมนูญเพราะเห็นแก่ลาภยศสรรเสริญ โดยไม่สนใจที่จะแก้ไขปัญหาอย่างแท้

แต่สำหรับดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า มีความเหมาะสมพอสมควรที่เลือกนายสุจิต บุญบงการ เป็นประธานกรรมการปฏิรูปการเมือง เพราะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับจากสังคม และเห็นด้วยที่จะให้มีคณะกรรมการขึ้นมารับฟังประเด็นปัญหาและวิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ ควรทำให้เกิดการตกผลึกทางความ คิดก่อน จากนั้นจึงนำเสนอต่อสาธารณะ
นายสมบัติกล่าวว่า สำหรับปัญหาแตกต่างทางความคิดที่แบ่งคนในสังคมเป็นสีเหลืองสีแดงก็ถือเป็นอุปสรรคต่อการระดมความคิดเห็น แต่การรับฟังความคิดเห็นมีหลายวิธี ไม่ควรให้คนที่มีจุดยืนต่างกันมานั่งประชันความคิดกัน เพราะจะหาข้อสรุปได้ยาก

นอกจากนี้ก็ยังผู้ออกมาแสดงความเห็นในเชิงลึกไว้เกี่ยวกับการปฎิรูปการเมืองโดย ศ.ดร.อักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด เห็นว่าการจะปฏิรูปการเมืองมิใช่แค่เพียงการแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น คำว่า “ปฏิรูป” เป็นเรื่องใหญ่ มีภาพกว้าง ดังนั้น ก่อนอื่นจะต้องศึกษาเสียก่อนว่าปัญหาเกิดจากอะไร ซึ่งเวลานี้แม้บ้านเมืองจะมีปัญหา แต่การใช้คำว่าปฏิรูป โดยที่ยังไม่รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร เราก็ไม่สามารถแก้ปัญหา ซึ่งเหมือนหลักสอนของพระพุทธเจ้า ที่เราต้องย้อนไปดูเหตุของปัญหาเสียก่อน

เช่นเดียวกับพล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส ผอ.หลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่าไม่เชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะเป็นสูตรสำเร็จในการแก้ปัญหา ไม่เชื่อว่ากฎหมายบังคับให้คนเป็นคนดีได้ ทั้งนี้จะต้องพัฒนาประชาธิปไตย และการเมืองการปกครองไทยทั้งระบบ

สำหรับรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องเอาเนื้อหา หรือจิตวิญญาณมาด้วย โดยเปรียบเทียบว่าไทยเป็นสังคมอุปภัมภ์ ไม่ใช่ปัจเจกชนเหมือนต่างประเทศโดยสิ่งที่อยากให้มีในรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป คือ การเพิ่มความเข้มแข็งของภาคประชาชน ประเด็นสำคัญคือ หลังเลือกตั้งทุกฝ่ายต้องจบ

ทั้งนี้ก็แสดงความกังวลว่าวันนี้แค่พอเปิดเผยชื่อประธาน คือ นายสุจิต บุญบงการ ออกมาก็มีเสียงคัดค้านเสียแล้วจึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใจเย็นและรอดูไปก่อน นอกจากนี้พล.อ.เอกชัยมองว่า ความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าวก็มีแง่ดี เพราะอย่างน้อยก็เป็นการปลุกกระแสภาคประชาชนให้มีความตื่นตัวมากขึ้น เพียงแต่อาจจะยังไม่ถูกต้องมากนักเท่านั้น

อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นายเสรี สุวรรณภานนท์ ชี้ว่า ปัญหาในการพัฒนาการเมืองของไทย คือ “คนไม่พัฒนา” ทั้งที่ระบบการเมืองพัฒนามาไกลแล้ว โดยเฉพาะนักการเมือง แต่เมื่อแก้ที่คนไม่ได้ก็ต้องมาแก้ที่ระบบก่อน อีกทั้งบอกว่าที่รัฐธรรมนูญปี 2550 มิได้เป็นสาเหตุของความความขัดแย้งอย่างที่วิพากษ์จารณ์ แต่มองว่า ตัวเพราะคนไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ยังทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก็เลยมีการเขียนกฎหมายยุบพรรค ประเด็นที่สำคัญในการปฎิรูปการเมืองครั้งนี้ คือ ทำอย่างไรให้เมื่อเสร็จสิ้นการเลือกตั้งแล้ว ทุกฝ่ายยอมรับ



สถาบันพระปกเกล้าสถาบันพระปกเกล้า (King Prajadhipok’s Institute)

สถาบันพระปกเกล้า เป็นองค์การมหาชนอิสระทางวิชาการในกำกับของประธานรัฐสภา โดยการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับงานทางด้านวิชาการ ซึ่งจะครอบคลุมถึงเรื่องของการวิจัย การจัดการศึกษา อบรม และเผยแพร่ให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการพัฒนาประชาธิปไตย และการเมืองการปกครอง รวมทั้งให้บริการคำแนะนำปรึกษาด้านการบริหารปกครองบ้านเมืองที่ดี ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังรับผิดชอบงานเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในประเทศ ต่างประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน

สำหรับความเป็นมาของสถาบันพระปกเกล้านั้น สืบเนื่องจากในวโรกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี วันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทยได้เวียนมาบรรจบเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๖ ศาสตรจารย์มารุต บุนนาค ประธานรัฐสภาในขณะนั้น จึงได้มีคำสั่งรัฐสภา แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น เป็นประธานกรรมการพิจารณาและมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อจัดทำโครงร่างงบประมาณแผนงานการจัดตั้ง และกำหนดชื่อสถาบัน นอกจากนี้ยังมีการไปดูกิจการศึกษาเผยแพร่ประชาธิปไตยที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน

จนเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้มีคำสั่งรัฐสภา ตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดตั้งสถาบันพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นในรัฐสภา และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ให้เชิญพระนามของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มาเป็นชื่อของสถาบัน

ในเวลาต่อมามีการปรับสถานภาพและโครงสร้างสถาบันพระปกเกล้าให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลในการกำกับดูแลของรัฐสภา

และเมื่อวันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๑ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. … ตามที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๑ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไป โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาเป็นประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า คนแรกและมีศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าคนแรก

(ที่มา: http://www.kpi.ac.th/)




ความเห็น

  • พํฒนาการการเมืองไทย wrote on 25 เมษายน, 2010, 13:37

    โครงส้าง

  • พํฒนาการการเมืองไทย wrote on 25 เมษายน, 2010, 17:41

    คิดว่าทุกอย่างเป็นปรากฎการณ์การพัฒนาทางการเมืองไทย ควรเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ทุกคนหันมามองในแง่บวก ลดอคติ หันหน้าเข้าหากัน เพื่อปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ภายหน้าต่อไป จึงขอนำเสนอโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตย(แท้จริง) ดังนี้ 1 , ประชาธิปไตยนั้น ศูนย์รวมอำนาจไม่ตกอยู่กับกลุ่มใดคณะใด ถือว่าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เนื่องจากใช้สิทธิใช้เสียงเลือกตั้งผู้แทนเข้ามาเพื่อ..รับใช้ตน.. 2, ผู้แทน,รัฐบาล ถูกจำกัดอำนาจเหลือเพียงหน้าที่..เท่านั้น..ที่ต้องรับใช้..ประชาชน (เพื่อตัด วงจรการผูกขาดอำนาจเพราะเป็นปัญหาใน..ปัจจุบันเนื่องจากประชาชนไม่สามารถยอมรับได้..ไม่ว่าอำนาจผูกขาด..ของข้างใดฝ่ายใด.ก็ตาม.) 3 , การชุมนุม จำเป็นต้องมี เพื่อการ.ร้องเรียน.ความทุกข์ยาก..ของประชาชน (ไม่ใช้เรียกร้องจนเกินขอบเขต)โดยรัฐต้องจัดให้มีที่ ที่ชุมชุมโดยเฉพาะ(เช่นที่ท้องสนามหลวง)และมีการเผยแพร่สื่อให้เด่นชัดทั่วถึง (ห้ามปกปิดสื่อเป็นอันขาดถือว่าไม่จริงใจ) จัดให้มี องค์กรตรวจสอบและจัดเก็บผลงานของรัฐบาล และเปิดกว้างให้ประชาชนตรวจสอบได้อีกชั้นหนึ่ง ทุกสังคมโดยเสมอภาค 4,เปลียนฝ่ายสีเหลืองสีแดง ให้เข้ามา ต่อสู้กัน.. ในระบบ (นำเข้าระบบก่อนอื่นเลย) (เห็นว่า…พวกสีเหลือง น่าจะเป็น พวกฝ่าย(เหมือนพรรค)อนุรักษ์นิยม และ พวกสีแดง น่าจะเป็นพวกฝ่าย(เหมือนพรรค)แรงงาน เชื่อว่า..คู่ต่อสู้ทั้ง 2 ฝ่ายตื่นตัว ทางการเมืองเข้ากระแสเลือด ไม่ขายสิทธิตนเองแน่นอน ในขณะเดียวกันต้องมีระบบตรวจสอบและโฆษณาปลุกจิตสำนึก..ให้รักในสิทธิ,เสียงของตน (เพราะมันมีผลย้อนกลับมาหาตนได้แน่นอน ) 5,ปลูกจิตสำนึกให้ประชาชน เคารพ..และต้องยอมรับ..ในกติกาที่เสียงข้างมาก เลือกมาได้ และอดทนรอดูผลงานของแต่ละรัฐบาล, และต้องยอมปล่อยให้อยู่และทำงาน.จนครบวาระ 4 ปี..ให้ได้ อดทนรอดู เพราะ..ถ้ายุบจะมีผลต่อเศรษฐกิจและการเมืองจะไม่เข็มแข็งอ่อนแอ (เพราะอำนาจถูกระบบที่มีวาระจำกัดไว้,ไม่ต้องกลัว) 6,รัฐบาลต้องสานต่อโครงการอันเป็นประโยชน์ของรัฐบาลชุดก่อนให้แล้วเสร็จ ลดอคติ นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวมร่วมกัน 7,รัฐบาลที่ดี.. ควรแก้ที่ฐานรากก่อน ถ้าประชาชนจน..มาก.ปัญหาก็มากตามไปด้วย ควรอย่างยิ่งที่ต้องทำให้ประชาชนระดับล่าง.ซึ่งเป็นฐานกว้างเหมือนฐานปิรามิด ลืมตาอ้าปาก และยกระดับ..เป็นคนระดับกลางโดยเร็ว (โดยการ..หาอาชีพและหาตลาดให้,ให้โอกาสมีทุนเริ่มต้น(ดอกเบี้ยต่ำหรือไม่มี),ให้การศึกษาอย่างต่ำ สายวิชาชีพ วปช.เพื่อพึ่งตนเองได้.,โดยไม่เป็นปัญหาสังคม) ควรให้แต้มต่อและให้โอกาส หาทางออกให้พวกเขาโดยเร็ว เพราะฐานรากไม่แข็งเข้มประชาธิปไตยหรือประเทศชาติก็ไม่เข็มแข็งตามไปด้วย เพราะเป็นการยกระดับคุณภาพประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยอย่าลืม ถ้าแก้คนกลุ่มนี้ไม่ได้..ประชาธิปไตยก็เข็มแข็งยาก 8,ระบบศาล ต้องดำรงอยู่ซึ่งความศักดิ์สิทธ..ข้อตัดสินทุกฝ่ายต้องยอมรับได้ และต้องห่างไกลจากข้อวิภาษณ์วิจารณ์ใดๆ เลย จากที่กล่าวมา..ทุกคนมีเพียงหน้าที่..ที่จะขับเคลือนไปให้ประเทศพัฒนาต่อไป ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันก็ทรงทำเป็นแบบอย่าง พระองค์ทำเพียงหน้าที่ของพระองค์เท่านั้น..มาโดยตลอด ทรงเป็นประมุข..ภายใต้รัฐธรรมนูญทรงทำหน้าที..เป็นแบบอย่างให้เห็นและทรงจำกัดอำนาจตนเองไว้และไม่เคยจะใช้อำนาจเลย เพราะพระองค์ตระหนักเสมอว่า..ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ โดยต้องมาอุ้มพวกเราตลอด และเมื่อไร..ประชาชนของท่านจะเข็มแข็งและมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ในระบบประชาธิปไตย และยืนหยัดอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตนเองซะที่ (เพราะพ่อที่สมบูรณ์คือพ่อที่ปล่อยให้ลูกเรียนรู้ด้วยตนเองแก้ปัญหาได้ และยืนหยัด.ด้วยตนเอง) ( หมายเหตุ ประเทศที่จะวางระบบได้กลมกลืนกับธรรมชาติ คือประเทศที่ไม่มีใครผูกขาดอำนาจไว้ได้เลย มีแต่ผู้ที่ทำหน้าที่ของตน.เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตให้คนรุ่นหลังต่อไปเท่านั้น) ตอนนี้อย่าทะเลาะกันดีกว่า เพราะ..ทุกคนมีส่วนดีและจริงใจต่อประเทศด้วยกันทั้งนั้นให้อภัยและหันมารวมมือกันแก้ปัญหาของประเทศ เพราะตอนนี้โลกร้อนมาก..จนภูเขาไฟระเบิดแล้ว รีบมาปลูกต้นไม้ กันซักเดือนละ 2 ต้นเถอะ.. คน ( 60 ล้านคน เดือนหนึ่งก็ได้ 120 ล้านต้นแล้ว ) ขอให้รัฐ.จัดนิทรรศการปลูกต้นไม้เยอะๆเลยคะ แล้วจะไปรวมด้วย โลกคงเย็น..น่าอยู่ขึ้นเยอะเลยนะ….

  • ประชาธิปไตยแท้จริง wrote on 25 เมษายน, 2010, 21:22

    ขอยกพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เพื่อเตือนสติ ” ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้า ให้แก่ผู้ใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และไม่ฟังเสียงของราษฎร “

  • ประชาธิปไตยแท้จริง wrote on 25 เมษายน, 2010, 21:35

    คิดว่าทั้ง พธม และ นปช ไม่ผิดเพราะไม่ชอบการผูกขาดอำนาจทั้งสิน



พิมพ์ "2222" ในช่องข้างล่างก่อนกดส่งความเห็น



1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 35985 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics