พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่๘)

แบ่งปัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเมื่อครั้งทรงพระเยาว์009            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เป็นพระโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (กรมหลวงสงขลานครินทร์) กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี

            เมื่อแรกพระราชสมภพ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงมีฐานันดรศักดิ์เป็นหม่อมเจ้า ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นเป็นพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล เมื่อพระชนมายุ ๓ เดือน ได้ตามเสด็จสมเด็จพระราชบิดาไปต่างประเทศ จนกระทั่งพระชนมายุ ๓ พรรษาจึงเสด็จกลับประเทศไทย และเข้าประทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๗๖ ได้เสด็จกลับยุโรปเพื่อศึกษาต่อในชั้นประถม ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในหลวงอานันทมหิดล            ในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ จึงมีความจำเป็นต้องหาผู้สืบทอดราชสมบัติขึ้นดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ที่ว่างลง สภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีจึงได้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดลเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๘ แห่งราชวงศ์จักรี มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล แต่ในขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุเพียง ๙ พรรษา   จึงต้องมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  ได้แก่   พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์  พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา  และเจ้าพระยายมราช  ทำการบริหารราชการแผ่นดินแทนพระองค์จนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะ

            ใน ระหว่างนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ทรงย้ายไปศึกษาในโรงเรียนนูแวล เดอลา ซืออิสโรมองต์ โดยมีพระอาจารย์ถวายอักษรไทย ณ พระตำหนักที่ประทับ รวมถึงทรงศึกษาเกี่ยวกับหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ และภาษาต่างประเทศอีก ๔ ภาษา คือ ภาษาฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี และสเปน ทั้งยังทรงโปรดศึกษาหาความรู้ในเรื่องต่างๆ โดยไม่ทรงปล่อยเวลาว่างให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้ทรงเป็นที่รักใคร่ของบุคคลทั่วไปที่มีโอกาสพบเห็น

rw2078x85            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จนิวัตกลับประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑  ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษา การเสด็จนิวัตครั้งนี้ได้เสด็จโดยทางเรือชื่อ  มีโอเมีย  พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี  สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ  และสมเด็จพระอนุชาธิราช ตลอดระยะเวลา ๒  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระราชอนุชา ได้ทรงออกเยี่ยมราษฎรในที่ต่างๆ หลายแห่ง จากนั้นได้เสด็จกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

            หลังจากเสด็จนิวัตกลับประเทศไทยครั้งแรกแล้ว ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ สถานการณ์ของโลกอยู่ในขั้นวิกฤต การคมนาคมติดต่อระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศขัดข้อง  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลจึงมิได้เสด็จนิวัตกลับสู่ประเทศไทยอีก เป็นเวลานาน แต่ก็ได้ทรงศึกษาวิชาการอยู่โดยตลอด จนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลงเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ

เสด็จนิวัตประเทศไทยครั้งที่2            ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลกำลังศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ และเหลือเวลาอีกประมาณ ๓ ปี ก็จะทรงได้รับปริญญาเอก ได้เสด็จนิวัตกลับประเทศไทยอีกครั้ง โดยเสด็จถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ ขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมายุได้ ๒๑ พรรษา ซึ่งถือว่าทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว

            ในการเสด็จนิวัตเมืองไทยครั้งนี้ เดิมทรงตั้งพระราชหฤทัยจะประทับอยู่ในเมืองไทยเพียง ๑ เดือน จากนั้นจะเสด็จพระราชดำเนินกลับสวิตเซอร์แลนด์  เพื่อให้ทันการเปิดภาคเรียนในกลางเดือนมกราคม แต่เนื่องจากมีพระราชกรณียกิจในฐานะประมุขของประเทศมากมาย ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นของชาติและพสกนิกร ทำให้ทรงเลื่อนเวลาที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับสวิตเซอร์แลนด์ออกไปวันที่ ๑๓ มิถุนายน  พ.ศ. ๒๔๘๙

พระราชกรณียกิจ ในหลวงอานันท์            พระราชภารกิจของพระองค์  เริ่มตั้งแต่เสด็จออกรับการตรวจพลสวนสนามของฝ่ายพันธมิตรในประเทศไทยพร้อมด้วย ลอร์ด  หลุยส์  เมาท์แบตเตน แม่ทัพใหญ่ของอังกฤษ  อันส่งผลให้ภาพพจน์และฐานะของประเทศเป็นที่ยอมรับแก่ประเทศทางตะวันตกที่เป็นฝ่ายพันธมิตร  ซึ่งก่อนหน้านี้ฐานะของประเทศไทยไม่ค่อยสู้ดีนัก  เนื่องจากในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องให้ความร่วมมือกับกองทัพญี่ปุ่นซึ่งเป็นฝ่ายอักษะ  ทำให้เมื่อสงครามสงบแล้ว   มีประเทศพันธมิตรหลายชาติไม่พอใจและถือโอกาสข่มขู่ไทย  พระราชภารกิจหนึ่งที่สำคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้ทรงพระราชทานพระราชวินิจฉัยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รัฐสภาได้ร่างขึ้น พร้อมกับได้ทรงลงพระปรมาภิไธย และได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับวันที่ ๙  พฤษภาคม  พ.ศ.๒๔๘๙

เสด็จสำเพ็ง            เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒  สงบลง  จีนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่อยู่ฝ่ายชนะสงคราม  ทำให้ชาวจีนบางกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยทำการเรียกร้องสิทธิบางประการจากรัฐบาลไทย  ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างชาวไทยกับชาวจีน  จนถึงขั้นก่อความไม่สงบและมีการรุมทำร้ายร่างกายคนไทยอยู่บ่อยครั้ง  เหตุการณ์นี้ได้ทวีความรุนแรงและขยายพื้นที่ออกไปอย่างกว้างขวางจนเกือบจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง เมื่อเรื่องทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จึงทรงหาวิธีพระราชกรณียกิจแก้ไขด้วยพระองค์เอง โดยทรงตระหนักว่าถ้าเสด็จออกเยี่ยมเยือนท้องถิ่นที่มีชาวจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากย่อมจะสามารถประสานรอยร้าวที่มีอยู่ได้ จึงมีกำหนดการเสด็จเยี่ยมสำเพ็งอย่างเป็นทางการในวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๙  พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ

            ข่าวเสด็จสำเพ็งในครั้งนี้เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นเต้นยินดีอย่างยิ่งแก่พ่อค้าชาวจีนที่อาศัยอยู่ในแถบนั้น  เพราะเป็นครั้งแรกที่มีพระมหากษัตริย์เสด็จเยี่ยมสำเพ็งอย่างเป็นทางการ  การเสด็จครั้งนี้ทรงใช้เวลานานถึง ๔ ชั่วโมง      และมีชาวจีนมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างมากมาย  จนประชาชนทุกคนต่างเกิดความรู้สึกกว่าทั้งชาวไทย และชาวจีนต่างก็อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์ด้วยกันทั้งสิ้น และนับแต่นั้นมาความบาดหมางระหว่างชาวไทยกับชาวจีนก็หายไปจนสิ้น นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลอย่างแท้จริง

 

พระราชกรณียกิจ

พระราชกรณียกิจด้านการทำนุบำรุงพระศาสนา

ในหลวงอานันท์ ทรงหว่านข้าว            แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลจะทรงเจริญวัยในดินแดนที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่ก็ทรงได้รับการอบรมให้ซาบซึ้งในพระพุทธศาสนาและความเป็นไทย  โดยทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะตั้งแต่คราวเสด็จนิวัตพระนครครั้งแรก  และเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรวัดสำคัญๆ อยู่เสมอ  พร้อมกับทรงตั้งพระราชพระหฤทัยว่าหลังจากเสด็จกลับจากศึกษาต่ออีกหนึ่งปีครึ่งพระองค์จะทรงผนวชในพระพุทธศาสนา

 

พระราชกรณียกิจอื่นๆ

            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลโปรดการเสด็จออกไปเยี่ยมเยือนและทอดพระเนตรทุกข์สุขของพสกนิกรทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง  โดยพระราชกรณียกิจครั้งสุดท้ายที่ทรงปฏิบัติ คือ ทรงหว่านข้าวลงในแปลงนาด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นการบำรุงขวัญและเป็นสิริมงคลแก่ชาวนาไทย เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมกิจการของชาวเกษตรกรบางเขน เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน  พ.ศ.๒๔๘๙

 

เหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

            แม้ว่ารัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลจะเป็นระยะเวลาอันสั้น  แต่ก็มีเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างเกิดขึ้น  ได้แก่

              เมื่อวันที่  ๑๒  กันยายน  พ.ศ.  ๒๔๘๒  รัฐบาลซึ่งมีจอมพล  ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี  ได้ประกาศ เปลี่ยนชื่อจากประเทศสยามมาเป็นประเทศไทย  โดยให้เหตุผลว่าคำว่าสยามมักใช้กันแต่ในวงราชการและในหมู่ชาวต่างชาติ ส่วนคนไทยโดยเฉพาะชาวบ้านไม่ค่อยใช้คำว่าสยาม  แต่ใช้คำว่าไทยอีกประการหนึ่งคือ  การขนานนามประเทศส่วนมากมักเรียกตามเชื้อชาติของคนผู้เป็นเจ้าของประเทศนั้น  ดังนั้นในเมื่อคนไทยมีเชื้อสายไทยก็ควรมีชื่อประเทศให้ตรงกับเชื้อชาติ

 

              กำหนดให้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่  โดยมีประกาศเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม  พ.ศ.๒๔๘๓  ให้ใช้วันที่ ๑ มกราคม  เป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยมีเหตุผลว่าชาติไทยแต่โบราณมาได้กำหนดวันขึ้นปีใหม่ในเดือนอ้ายต่อมาคตินิยมแบบพราหมณ์แพร่หลายเข้ามาด้วยการกำหนดเอาวันที่ ๑ เมษายน  เป็นวันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ  ในขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วทางตะวันตกถือเอาวันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่  ฉะนั้นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกับต่างประทศ  จึงเริ่มใช้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่นับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

เกร็ดความรู้

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย            อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย   บริเวณถนนราชดำเนินกลาง  อนุสาวรีย์นี้รัฐบาลได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย  โดยได้มีการวางศิลาฤกษ์ในวันที่  ๒๔  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๔๘๙

            อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ  บริเวณถนนพญาไทต่อกับถนนราชวิถี  สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติของทหาร  ตำรวจ  พลเรือน  ที่ได้สละชีพเพื่อชาติ  มีพิธีเปิดเมื่อวันที่  ๒๔ มิถุนายน  พ.ศ.๒๔๘๕  เดิมทีจารึกชื่อผู้เสียชีวิตในสมรภูมิอินโดจีนจำนวน 59  นาย  ต่อมาภายหลังได้จารึกชื่อทหารที่เสียชีวิตในสงครามเกาหลีเพิ่มเติมด้วย

            สะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่ ที่ชื่อว่า  สะพานข้ามแม่น้ำแควและทางรถไฟสายมรณะ  เนื่องจากระหว่างสงครามโลกครั้งที่    ญี่ปุ่นที่ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร  ได้ขอเดินทัพผ่านประเทศไทยในการทำสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกา  และได้ยกพลขึ้นบกอย่างกะทันหันตามจังหวัดชายทะเลของไทย  ไทยจึงจำต้องยอมให้ญี่ปุ่นผ่าน  ญี่ปุ่นสร้างทางรถไฟจากชุมทางหนองปลาดุก จ. ราชบุรี  ผ่าน  จ. กาญจนบุรี  ต่อ ไปยังพม่า เพื่อใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยุทธสัมภาระไปพม่าและอินเดียในการสร้างทางรถไฟ สายนี้ญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร และว่าจ้างกรรมกรสร้างอย่างเร่งด่วนแต่เนื่องจากทางรถไฟจะต้องผ่านเทือกเขา และป่าทึบ  อากาศร้อนจัดและหนาวจัด  อีกทั้งมีไข้ป่าชุกชุม  เชลยศึกและกรรมกรขาดแคลนอาหาร และยา เจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมากทุกวัน  ทางรถไฟเส้นนี้จึงถูกขนานนามว่าทางรถไฟสายมรณะ  ในการสร้างทางรถไฟสายนี้  ได้สร้างสะพานเพื่อใช้ข้ามแม่น้ำด้วย  ชื่อว่าสะพานข้ามแม่น้ำแคว  สะพานนี้สร้างเสร็จเมื่อเดือนกันยายน  พ.ศ. ๒๔๘๖  ต่อมาเมื่อฝ่ายญี่ปุ่นแพ้สงคราม  ไทยจึงได้ซื้อทางรถไฟสายนี้จากฝ่ายสัมพันธมิตร

 

พระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

พระเมรุ ในหลวงอานันท์            เมื่อใกล้กำหนดเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จกลับสวิตเซอร์แลนด์  พระองค์ทรงพระประชวรเกี่ยวกับพระนาภีที่อาหารไม่ย่อย  เนื่องจากทรงตรากตรำพระวรกายในการปฏิบัติพระราชภารกิจ  จึงงดเสด็จออกงานต่างๆ จนกระทั่งเช้าตรู่วันที่  ๙ มิถุนายน  พ.ศ.๒๔๘๙  เกิดเสียงปืนดังขึ้นในห้องบรรทมของพระองค์ เมื่อมหาดเล็กห้องบรรทมวิ่งเข้าไปดู  ก็เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลอยู่บนพระที่บรรทม  และเสด็จสวรรคตแล้ว ในชั้นแรกรัฐบาลได้แถลงการณ์ว่าเป็นอุปัทวเหตุ  แต่ต่อมาได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง  จนรัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙  รวมพระชนมายุได้ ๒๑ พรรษา และทรงครองราชย์นาน ๑๒ ปี

            ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  ในวันที่ ๒๙ มีนาคม  พ.ศ. ๒๔๙๓ ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง  ประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดร่วมกันมาถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างเนืองแน่นด้วยความเศร้าสลดเป็นอย่างยิ่ง

            แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลจะเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติได้ไม่นานนัก   แต่ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยในพสกนิกร เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ  ขณะที่เสด็จนิวัตกลับประเทศไทยนั้นพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการเยี่ยมพสกนิกรทุกวันโดยมิได้ทรงหยุดพักจนทรงพระประชวร  และเมื่อเสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืนในเวลาอันมิควรนั้น ก็ได้นำความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างยิ่งแก่พสกนิกรทั่วแผ่นดินไทย




ความเห็น

  • ป๊อบอาย wrote on 4 กุมภาพันธ์, 2010, 17:33

    สุดยอดเลย

  • athenaz wrote on 24 มิถุนายน, 2010, 18:12

    ขอบคุณพระราชประวัติอันทรงคุณค่ายิ่งค่ะ

  • pang wrote on 27 ธันวาคม, 2010, 22:13

    ดีมากเลยค่ะ พรุ่งนี้ก็จะรายงานเรื่องนี้แล้ว ก็เลยมาค้นคว้าหาข้อมูลที่นี่ค่ะ

  • boss ^_^ wrote on 27 มกราคม, 2011, 19:28

    ขอบคุณสำหรับพระราชประวัติอันส่งคุณค่านี้
    จะรายงานให้ดีที่สุดครับ

  • ทรสา wrote on 20 กรกฎาคม, 2011, 18:33

    ดี

  • เมียboss wrote on 20 กรกฎาคม, 2011, 18:37

    แน่ใจนะว่าจะรายงานให้ดีที่สุด คุณคะ…………

  • jantrapanu wrote on 1 สิงหาคม, 2011, 14:29

    ขอบคุณเกร็ดความรู้อันมีค่าอย่างใหญ่หลวงต่อข้าพเจ้าและประชาชนทุกๆคน

  • ปราชญ์ wrote on 2 สิงหาคม, 2011, 20:28

    ขอบคูณครับสำหรับทุกๆสิ่ง ขอบคุณมากครับ

  • นายบุญญฤทธิ์ งามแสง (เอ๊กซ์) wrote on 27 กันยายน, 2011, 14:46

    ดีเยียมครับ เป็นข้อมูล และแนวทางในการศึกษาประวัติศาสาตร์ไทยได้ดีครับ
    ขอบพระคุณอย่างสูงนะครับ…:+D

  • Kallaket wrote on 9 มิถุนายน, 2012, 21:29

    ในวันนี้ถ้าพระองค์ทรงมีพระชนอยู่นั้น คงจะเป็นผลดีต่อชาติของไทยเรา้แล้วถ้าพระองค์ ทรงมีพระชนอยู่ทุกวันนี้ พระองค์ท่านขึ้นเป็นปี87 พรรษาแล้ว คิดนึกถึงพระองค์ท่านตลอดเวลา

  • zoy wrote on 25 กุมภาพันธ์, 2014, 5:08

    เสียดายที่ ท่านโดนลอบปลงพระชนส์ 

  • mild naphat wrote on 26 มกราคม, 2015, 19:24

    ขอขอบคุณสำหรับเกร็ดความรู้ที่ดีน่ะค่ะ พรุ่งนี้ก็ส่งงานแล้ว(ดีมากเลยค่ะ)

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics