ความแตกต่างของพระมหากษัตริย์อังกฤษ และพระมหากษัตริย์ไทย

แบ่งปัน

ในหลวง พระราชินีความแตกต่างของพระมหากษัตริย์อังกฤษ  และพระมหากษัตริย์ไทย ในส่วนพระราชฐานะ  พระราชอำนาจ และบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน โดยแบ่งเป็นกรณี  ได้ดังนี้

๑.  พระราชฐานะ

            พระราชฐานะของพระมหากษัตริย์อังกฤษ  และพระมหากษัตริย์ของไทยนั้นมีลักษณะสำคัญ ๆ ที่เหมือนกันคือ  ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ  ทรงเป็นที่มาแห่งความยุติธรรม  และทรงเป็นที่มาแห่งเกียรติยศ  ซึ่งในหลักการแล้วจะเหมือนกัน  จะแตกต่างในส่วนของแนวคิดที่มาและรายละเอียดปลีกย่อย

            แต่ส่วนของพระราชฐานะที่แตกต่างกันระหว่างพระมหากษัตริย์อังกฤษ  และพระมหากษัตริย์ไทยที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ พระราชฐานะประมุขของฝ่ายบริหาร  และประมุขของศาสนจักร

 

 

 

 

 

กษัตริย์ อังกฤษ            ในอังกฤษนั้น  มีแนวคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของฝ่ายบริหารอย่างไรก็ตาม  พระมหากษัตริย์อังกฤษทรงเป็นประมุขฝ่ายบริหารในทางแบบพิธี (Formal) เท่านั้น  มิได้ทรงเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารประเทศของฝ่ายบริหารในแง่ของกลไก (Function)  แต่อย่างใด  ในรูปแบบของการปกครองในระบบระบบรัฐสภา (Parliamentary  system)  ของอังกฤษนั้น  ในทางรูปแบบ  ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบทั้งต่อพระมหากษัตริย์และรัฐสภาซึ่งถือเป็นระบบรัฐสภาแบบอำนาจคู่ (dualist)  เนื่องจากในทางรูปแบบแล้ว  พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี  แต่ในความเป็นจริงฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบต่อสภาสามัญเท่านั้น  มิได้รับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของฝ่ายบริหารแต่อย่างใด (monist)  ในกรณีดังกล่าวนี้จะแตกต่างจากประเทศไทย ในประเทศไทยนั้นไม่มีแนวคิดว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของฝ่ายบริหารเหมือนดังที่อังกฤษมี  แต่อย่างไรก็ตาม  ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในแทบจะทุกฉบับได้มีการบัญญัติไว้ในแนวทางเดียวกันว่า  พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง  และถอดถอนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี  บทบัญญัติดังกล่าวของรัฐธรรมนูญไทยสะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบการปกครองในระบบรัฐสภาของไทยมีลักษณะเป็นแบบอำนาจคู่ (Dualist)  ดังเช่นอังกฤษ  แต่กระนั้น ในความเป็นจริง  กลไกที่แท้จริงของระบบการปกครองในระบบรัฐสภาของไทยเป็นแบบอำนาจเดี่ยว (Monist)  กล่าวคือ  ในประเทศไทยนั้นตั้งแต่ช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา  มีลักษณะที่ฝ่ายบริหารเข้ามารับหน้าที่ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ไปดำเนินการแทนองค์พระมหากษัตริย์  ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับคณะรัฐบาลเป็นไปในแบบพิธีเท่านั้น  คณะรัฐมนตรีรับผิดชอบต่อรัฐสภามิใช่ต่อพระมหากษัตริย์  อาจกล่าวได้โดยสรุปว่าประเทศอังกฤษและไทยนั้น  มีลักษณะเหมือนกันคือรัฐบาลไม่ต้องรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์  แต่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา  ความสัมพันธ์ของพระมหากษัตริย์และรัฐบาลเป็นไปตามแนวแบบพิธีเท่านั้น  แต่จะมีส่วนที่แตกต่างกันก็คือ  ในประเทศอังกฤษมีแนวคิดว่า  พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของฝ่ายบริหาร  แต่ของไทยมิได้มีแนวคิดเช่นว่านั้น

๒.  พระราชอำนาจ

ราชินี อลิซเบธ อังกฤษ            จุดมุ่งหมายของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (Constitutional Monarchy) นั้น คือการที่จะทำให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง  แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยวิวัฒนาการของสถาบันพระมหากษัตริย์  วิวัฒนาการของระบอบการปกครอง  รวมทั้งขอบเขตของรัฐธรรมนูญ  ทำให้พระราชอำนาจและบทบาทตามรัฐธรรมนูญของพระมหากษัตริย์อังกฤษและพระมหากษัตริย์ไทยมีความแตกต่างกันในเนื้อหา

            พระมหากษัตริย์อังกฤษยังทรงมีพระราชอำนาจในการที่จะทรงใช้พระราขวินิจฉัยส่วนพระองค์ในกรณีของการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี  และในกรณีวิกฤติการณ์ของชาติ  และแนวโน้มของการเพิ่มพูนพระราชอำนาจดังกล่าวก็มีมากขึ้น  ทั้งนี้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระบบพรรคการเมืองจากรูปแบบของพรรคการเมืองแบบสองพรรค  ไปเป็นแบบหลายพรรคการเมือง (multi-party system)  อันก่อให้เกิดปัญหาหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปแล้วไม่มีพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงในสภาสามัญเกินกว่ากึ่งหนึ่ง (hung  Parliament)  ขึ้นได้ง่าย

ในหลวง            กรณีของประเทศอังกฤษดังกล่าวไม่ปรากฏในประเทศไทย  เนื่องจากประเทศไทยมี  รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร  หากได้ศึกษาถึงประวัติรัฐธรรมนูญไทยในฉบับต่าง ๆ  ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีลักษณะตรงกันข้ามอังกฤษ  กล่าวคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบางฉบับที่มีลักษณะที่ถวายพระราชอำนาจแก่องค์พระมหากษัตริย์มากขึ้น  แต่อย่างไรก็ตาม  ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำให้ทรงวางพระองค์อยู่เหนือการเมืองตลอดมา  จะทรงลดพระองค์เข้ายุ่งเกี่ยวก็เฉพาะกับกรณีที่เกิดเหตุการณ์วิกฤตของประเทศชาติเท่านั้น

            อย่างไรก็ตาม  แม้พระมหากษัตริย์ไทยจะทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจดั้งเดิมที่จะทรงใช้ในกรณีวิกฤติของบ้านเมือง  ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อังกฤษแต่ก็มีส่วนที่แตกต่างกันอยู่ในรายละเอียด  กล่าวคือ

            ๑.  พระมหากษัตริย์อังกฤษทรงใช้พระราชอำนาจโดยพระองค์เองในกรณีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและทรงใช้พระราชอำนาจโดยพระราชวินิจฉัยส่วนพระองค์ในกรณีบ้านเมืองอยู่ในภาวะวิกฤติทางรัฐธรรมนูญหรือทางเศรษฐกิจ  ดังเช่น  กรณีที่ไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับคะแนนเสียงในสภาสามัญได้เกินกว่ากึ่งหนึ่งหรือการชะงักงันของสภาสามัฐ (hung Parliament)  หรือในกรณีที่ในปี  ๑๙๓๑  พระเจ้าจอร์จที่    ทรงไม่ต้องการให้นาย  MacDonald  ลาออกในช่วงวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจตกต่ำ  จึงได้ทรงพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์โดยพยายามจะให้มีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ (National  government)  ขึ้นภายใต้การนำของนาย MacDonal  โดยทรงพยายามเกลี้ยกล่อมให้หัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ  และหัวหน้าพรรคลิเบอรัลเข้าร่วมในรัฐบาลแห่งชาติ  ซึ่งหัวหน้าพรรคทั้งสองยินยอมให้มีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้น 

สมเด็จพระราชินี อลิซเบธ            กรณีของวิกฤติการณ์ทางรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้  ถือเป็นกรณีที่เป็นข้อพิพาทในทางการเมืองประชาชนมิได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบโดยตรงแต่อย่างใด  ซึ่งจะต่างจากกรณีการใช้พระราชอำนาจดั้งเดิมของพระมหากษัตริย์ไทยที่เป็นการใช้พระราชอำนาจในกรณีเกิดเหตุการณ์วิกฤติที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งของประชาชนกับรัฐบาล  ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน  ดังเช่น  กรณี  ๑๔  ตุลา  หรือพฤษภาทมิฬ  เป็นต้น  พระมหากษัตริย์ไทย  ไม่เคยทรงลดพระองค์ลงมายุ่งเกี่ยวกับปัญหาการต่อสู้ทางการเมือง  ดังเช่นในอังกฤษ  ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่า  พระมหากษัตริย์ไทยทรงดำรงพระองค์อยู่เหนือการเมืองอย่างแท้จริงยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์อังกฤษ  ที่เป็นต้นแบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

            ๒.  การใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์อังกฤษในกรณีดังกล่าวข้างต้นเป็นการใช้พระราชอำนาจที่มีข้อโต้แย้งในทางวิชาการเสมอว่า  พระมหากษัตริย์อังกฤษทรงสามารถใช้พระราชอำนาจดังกล่าวได้หรือไม่เพียงใด  และเป็นการใช้พระราชอำนาจเกินขอบเขตของ  รัฐธรรมนูญหรือไม่  แต่ในการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทย  นั้น  ถือเป็นการใช้พระราชอำนาจดั้งเดิมของพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีอยู่ก่อนที่จะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ  เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว  พระราชอำนาจดั้งเดิมดังกล่าวจะยังคงมีอยู่มากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์  เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้วอาจทำให้มีการมองว่าพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ของไทยนั้น  คงมีอยู่เท่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ  แต่แท้จริงแล้ว  พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยที่แต่เดิมมีอยู่อย่างล้นพ้นนั้นก็ยังคงมีอยู่  เพียงแต่ว่าจะสามารถนำมาใช้ได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าการใช้พระราชอำนาจดังกล่าว  สอดคล้องกับหลักการของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่เพียงใด  รวมทั้งขึ้นอยู่กับพระบรมเดชานุภาพส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ (Royal  Charisma)

 

๓.  บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน

ราชินี อังกฤษ อลิซเบธ            เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า  สถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย  ทั้งอังกฤษและไทยไม่มีภารกิจหลักในการบริหารปกครองประเทศเหมือนดังที่ต้องทำในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  คงเหลือไว้แต่ภารกิจในฐานะที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ  เป็นสัญลักษณ์กับนานาประเทศ  เป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำรัฐบาลและเป็นศูนย์กลางประสานประโยชน์ของคนทุกฝ่ายในชาติ

            ตั้งแต่ในยุคโบราณสถาบันพระมหากษัตริย์อังกฤษถูกมองว่า  เป็นสถาบันที่ลึกลับและเต็มไปด้วยความรู้สึกแห่งเทพนิยาย (magic)  ได้เคยมีการสำรวจความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษในปี  ๑๙๕๖  หลังจากการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่    เป็นเวลา    ปี  ผลการปรากฏว่าร้อยละ  ๓๕  เชื่อว่าพระมหากษัตริย์ได้ถูกเลือกโดยพระเจ้า  จนกระทั่งในช่วงปี  ๑๙๙๐  ความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เริ่มเปลี่ยนไป  เนื่องจากทัศนคติของประชาชนได้เปลี่ยนแปลงเนื่องจากสภาพสังคมยุคใหม่  เริ่มมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงปี  ๑๙๙๐  เป็นช่วงที่นาง Margaret  Thatcher  เป็นนายกรัฐมนตรี  นโยบายของนาง Margaret  ได้ส่งผลกระทบต่อสถาบันและองค์กรต่าง ๆ จะต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความมีประโยชน์ขององค์กรหรือสถาบันนั้นๆ เป็นองค์กรหรือสถาบันที่มีมานานแล้วเท่านั้น  หากองค์กรหรือสถาบันใดไม่สามารถพิสูจน์ได้  ก็จำเป็นต้องยกเลิกหรือมีการปรับปรุงโครงสร้างใหม่

            นโยบายดังกล่าว  แม้ไม่ได้กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อังกฤษโดยตรงก็ตาม  แต่ก็มีผลกระทบในทางอ้อมที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อังกฤษ  พยายามที่จะปรับเปลี่ยนสถาบันให้มีความทันสมัยขึ้น  โดยพยายามจะปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์จากสถาบันที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเทพนิยาย (magic)  ไปสู่สถาบันที่ทรงไว้ซึ่งประโยชน์ (practical)  ซึ่งมีกรณีดังกล่าวสถาบันพระมหากษัตริย์อังกฤษจำเป็นจะต้องลดระยะห่างของสถาบันกับประชาชนลง  และพยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประชาชน

            สถาบันพระมหากษัตริย์อังกฤษในปัจจุบัน  ปรับเปลี่ยนบทบาทจากสถาบันที่ห่างไกลจากประชาชนมาเป็นสถาบันที่ใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น  โดยการประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อสังคม  รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือกลุ่มคนที่ได้รับการดูแลจากรัฐบาลไม่ทั่วถึง  ลักษณะดังกล่าวเป็นบทบาทในยุคใหม่ของสถาบันพระมหากษัตริย์อังกฤษ  โดยอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นบทบาทที่มีแนวคิดแบบสังคมสงเคราะห์ (welfare  conception)  ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่  2  และเจ้าฟ้าชายชาร์ล  ซึ่งอุทิศพระองค์ในการช่วยเหลือผู้ด้วยโอกาสในสังคม  เช่น  คนพิการ  คนว่างงาน  และคนกลุ่มน้อย เป็นต้น  ซึ่งลักษณะดังกล่าวข้างต้นเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับบทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยในยุคปัจจุบัน

ชลมารค            บทบาทหน้าที่ทางการ  ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยมอบหมายให้สถาบันอื่นใดปฏิบัติแทนไม่ได้  มีหลายกรณีคือ  กิจกรรมที่เกี่ยวกับพระราชพิธีตามประเพณีของราชสำนัก  อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมชั้นสูงของสังคมไทยมาแต่โบราณกาล  พระราชพิธีที่เป็นการภายในส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์นั้นจะคงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงไปตามพระราชอธัยาศัยโดยตรง  แต่ในส่วนพระราชพิธีที่มีส่วนเป็นการสาธารณะของชาติให้ประชาชนทั่วไปในสังคมมีส่วนร่วม  เป็นงานใหญ่ที่ต้องใช้ทรัพยากรมาก  รัฐบาลต้องจัดงบประมาณสนับสนุนเพื่อแบ่งเบาพระราชภาระ  เช่น  พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  เพื่อความสมบูรณ์ของเกษตรกรรมที่ผลิตอาหารเลี้ยงประชาชนในชาติหรือพระราชพิธีใหญ่ ๆ ในโอกาสสำคัญพิเศษที่มีนาน ๆ ครั้ง  เช่น  พระราชพิธีบรมราชาภิเษก  พระราชพิธีเสด็จทางชลมารค  เฉลิมฉลองระยะเวลาครองราชสมบัติหรือรอบพระชนมายุที่ยาวนาน  ซึ่งพิธีการเหล่านี้มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประธานที่มาของงาน  และพสกนิกรร่วมฉลองแสดงความปิติและภักดี  กิจกรรมเหล่านี้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์แสดงความรักสมัคคี  และศักดิ์ศรีเกียรติยศของประเทศชาติ  ที่เป็นความสืบเนื่องของอารยธรรมไทย  เป็นการสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยในแบบจารีตประเพณีดั้งเดิมที่ไม่มีสถาบันอื่นใดในสังคมจะแบ่งเบาภารกิจนี้ไปได้

ราชินี อังกฤษ            พระราชกรณียกิจในด้านการส่งเสริมคุณภาพของประชาชนพลเมือง  ด้วยการเสด็จเยี่ยมเยียนทุกข์สุขของราษฎรโดยตรงด้วยพระองค์เองของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์  ในรัชกาลปัจจุบันความสัมพันธ์ดังกล่าวนับได้ว่ามีมากกว่ายุคสมัยใดๆ ของประวัติศาสตร์ไทย  จากการประพาสในทุกสภาพภูมิประเทศทั่วทุกภาคเพื่อรับรู้ความทุกข์ยากของราษฎร  ที่รัฐบาลผู้บริหารปกครองในระบอบประชาธิปไตยยังดูแลบริการได้ไม่ทั่วถึงเพราะความจำกัด  ของทรัยากรวัตถุและบุคคล  โครงการช่วยเหลือบรรเทาปัญหาด้านสุขภาพอนามัยและการศึกษาของประชาชนผู้ยากไร้  และด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร  ด้วยบุคลากรอาสาสมัครสนองพระราชประสงค์  และทุนทรัพย์ส่วนพระองค์  ซึ่งเมื่อเวลาล่วงไปก็มีโครงการอื่นๆ  เพิ่มขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์เพื่อช่วยพัฒนาอาชีพของราษฎร  และอนุรักษ์สภาพแวดล้อมธรรมชาติด้วยในทุกภาคของประเทศ  ที่เริ่มจากการทดลองศึกษาค้นคว้าด้วยพระองค์เองและผู้เชี่ยวชาญในพระบรมราชูปถัมภ์  และด้วยเงินบริจาคสมบทโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยของประชาชนผู้ศรัทธา แล้วนำไปแนะนำให้ราษฏรกลุ่มเป้าหมายปฏิบัติเพื่อพัฒนาอาชีพและชีวิตความเป็นอยู่ของตนได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน รวมถึงโครงการตามพระราชดำริเสนอแนะให้รัฐบาลร่วมดำเนินการแก้ปัญหาฝนแล้งน้ำท่วม ดินเสื่อมโทรม การขาดแคลนน้ำ ทั้งในเขตชนบทและเขตเมือง หรือปัญหาการทำลายป่าและภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป ซึ่งสรุปแล้วคือพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทุกแง่มุมอย่งถูกต้องตามหลักวิชาการที่แสดงถึงพระเมตตา และพระปัญญาบารมี

ในหลวง ประชาชน พอเพียงอาจกล่าวโดยสรุปว่า บทบาทของพระมหากษัตริย์ในยุคของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีแนวโน้มที่จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับประชาชนในสังคมมากขึ้น ทั้งในลักษณะที่เป็นการช่วยเหลือดูแลทุกข์สุขของราษฏรที่เป็นรูปธรรม และในลักษณะของการพระราชทานกำลังใจในการดำเนินชีวิตซึ่งมีลักษณะ เป็นเสมือนศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติ ซึ่งบทบาทในสองลักษณะดังกล่าวนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงถือเป็นพระราชภารกิจของพระองค์เสมอมานับแต่เมื่อพระองค์ได้ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อกว่า ๖๐ ปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทุ่มเทพระวรกาย และพระวิริยะอุตสาหะในการที่จะให้เกิดความอยู่ดีมีสุขของอาณาประชาราษฏรทั้งด้านรูปธรรมและทางด้านจิตใจในทางรูปธรรมนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงพยายามที่จะชี้แนะหนทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ดังจะเห็นได้จากการที่ทรงมีพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก เพื่อช่วยชี้นำทางประชาชนให้มีความมานะอดทนต่อการกระทำในสิ่งต่างๆ นอกจากนั้น ยังทรงได้มีแนวพระราชดำริในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อช่วยชี้นำประชาชนให้ทราบถึงแนวทางการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและเหมาะสม  บทบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดังกล่าวได้ถือว่า เป็นบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ยุคใหม่ที่ลงมาสัมผัสใกล้ชิดกับประชาชน บทบาทดังกล่าวนี้เพิ่งเริ่มเป็นบทบาทที่พระมหากษัตริย์อังกฤษหันมาให้ความสนใจ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ พระราชวงศ์อังกฤษได้เริ่มที่จะลงมาสัมผัสประชาชนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้เริ่มแสดงบทบาทในทางสังคมสงเคราะห์มากขึ้นเช่นกัน

            จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็นเสมือนหนึ่งศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ พระบรมเดชานุภาพของพระองค์มีมากล้นจนเกินกว่าที่จะสามารถบัญญัติไว้เป็นถ้อยคำใดๆ ในกฎหมายได้ ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องมีการบันทึกหรือบัญญัติถึงพระบรมเดชานุภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้เป็นตัวบทกฎหมาย เพราะพระบรมเดชานุภาพและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์นั้นเป็นที่ซาบซึ้งและสถิตย์อยู่ทั่วในจิตใจของชนชาวไทยทุกคนอยู่แล้วโดยเสมอมา

เรียบเรียงจาก “พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ประเทศไทยกับประเทศอังกฤษ” ของเจษฎา พรไชยา




ความเห็น

  • puma wrote on 29 กรกฎาคม, 2009, 22:10

    ในหลวงของเราทรงงานหนักเพื่อประชาชนของพระองค์ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่คนไทยทุกคนสามารถช่วยแบ่งเบาพระราชภาระความเหน็ดเหนื่อยของพระองค์ท่านได้ คือความสามัคคีของคนในชาติ

    ..

    คนไทยสู้ๆ!

  • มิ้น wrote on 19 สิงหาคม, 2009, 16:07

    ชอบมากแต่อยากรู้ว่ากษัตริคงต่อไปเป็นใคร

  • Facebook User wrote on 19 สิงหาคม, 2009, 21:34

    เรื่องพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปเป็นใครนั้นเป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้ว
    ซึ่งปรากฎอยู่ในรัฐธรรมนูญ และในกฎมลเฑียรบาล

  • arm wrote on 5 มกราคม, 2010, 11:46

    กษัตริย์ของไทยและกษัตริย์อังกฤษปกครองประเทศไม่เหมือนกันโดยพระมหากษัตริย์ไทยปกครองแบบใกล้ชิดประชาชนโดยไม่ถือตัว และเป็นกันเองกับประชาชนแม้ว่าประชาชนอยู่ใกล้แค่ไหน พระองค์ท่านทรงดำเนินไปถึงประชาชนของท่านไม่ว่าจะใกล้หรือไกล

  • ลุงเชย ดอกกัญชา wrote on 10 กุมภาพันธ์, 2010, 9:13

    พระมหากษัตริย์ทรงพระคุณอันประเสริฐ แสนล้ำเลิศกว่าชาติใดจะหาไหน
    ทรงทำคุณประโยชน์แก่พนกนิกรมากมายหลาย เปรียบได้เป็นพ่อแม่ของแผ่นดิน
    แตกต่างยิ่งกับกษัตริย์ของอังกฤษ แต่อดีตนักล่าเมืองขึ้นมึนหงุดหงิด ล่าพื้นที่ชีวิตคนไปทั้งในศาสนา ต่างกันสิ้นกับกษัตริย์ไทยใช้เมตตา รักประชาเหมือนลูกหลานทั่วบ้านเมือง มีข่าวคราวเคราะห์ร้าย หรือภัยใดใด ทรงสดับได้ให้การช่วยเหลือ ทรงเอื้ออาทรทุกจังหวัดได้พัฒนา ฯ

  • สุกัญญา เดชขุน wrote on 8 เมษายน, 2010, 21:43

    พระเจ้าแผ่นดินไทยได้อุทิศพระวรกายอย่างไม่ทรงหยุดพักเพื่อความผาสุขของประชาชน หากไม่ใช่น้ำพระทัยโดยแท้ เราคงไม่อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขมาตราบเท่าวันนี้ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

  • ตุ๊ย wrote on 2 พฤษภาคม, 2010, 14:21

    ขอพระองค์พระเจริญยิ่งยืนนาน เรารักพระเจ้าอยู่หัว และจะจงรักภักดีต่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตราบชีวิตจะหาไม่

  • จิตภินันท์ ยุกตะสิริบูลย์ wrote on 12 ตุลาคม, 2010, 21:12

    ขอเป็นข้าใต้พระบาททุกชาติไป

  • จิตภินันท์ ยุกตะสิริบูลย์ wrote on 12 ตุลาคม, 2010, 21:22

    ด้
    วยอำนาจคุณพระรัตนตรัยบิดามารดาครูอาจารย์ บุญทื่ข้าพเจ้าสร้างมา ทุกภพชาติด้วยทาน ศีล ภาวนา ขอตั้งจิตอธิษฐานขอ พ่อหลวงทรงพระเจริญ
    0863559603

  • พระไสว wrote on 14 ตุลาคม, 2010, 18:11

    อาตมาในนามคณะสงฆ์ที่อยู่ในประเทศอินเดีย ขอพระราชทานโอกาสถวายพระพรให้ในหลวงทรงมีสุขภาพแข็งแรงและให้สถาบันพระมหากษัตริย์จงดำรงสถิตย์มั่นคู่ชาติไทยตลอดกาล ไม่มีเมืองไหนดีเท่าเมืองไทยในสายตาของอาตมาหากท่ามาอยู่ในต่างแดน

  • มารุต wrote on 3 เมษายน, 2011, 0:27

    ขอถวายพระพร ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจงทรงพระเจริญ ขออำนาจแห่งพระบารมีอันพระองค์ทรงสั่งสมปฏิบัติมาดีแล้ว กับทั้งคุณพระศรีรัตนตรัย พระพุทธานุภาพ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระสยามเทวาธิราช แลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วทั้งสากลจักรวาล จงอภิบาลบันดาลดลให้พระองค์ทรงหายประชวรโดยเร็ว ขอพระองค์แลพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า

  • แดน wrote on 14 กันยายน, 2011, 18:02

    กษัตริย์ทานบำเพ็ญมาตั้งหลายร้อยชาติจึงได้เป็นผู้ปกครองใครอยากปกครองก็ต้องสร้างสร้างบารมีไว้ไม่ใช่มาริดรอนอำนาจของท่านอย่างนี้เรียกว่าขี้โกง

  • แดน wrote on 14 กันยายน, 2011, 18:08

    พระเจ้าอยู่หัวของไทยบำเพ็ญบารมีมามากท่านเคยตรัสไว้ว่าคนเราไม่ควรกินบุญเก่าหรือเบิกมรดกเก่ามาใช่้มากแต่ควรจะทำบุญทำกุศลไว้ต่อชาติหน้า ดังเช่นเพลงที่พระองค์แต่งเพลงแรกพระองค์ก็ตรัสว่าคนเราเกิดมาไม่แน่นอนควรทำบุญทานไว้ พระองค์ทรงใฝ่ในพระราชกุศลเมื่ออยู่ในสถานะท่ีสูงสุดท่านก็แสดงพระเมตตามากต่อคนไทยและคนที่ศรัทธาท่านจึงได้รับการแซ่ซร้องจากคนทัง่้โลกขอพระองค์ทรงเจริญยิ่งยืนนานเป็นมิ้งขวัญของคนไทยและคนต่างชาติ

  • จู่กัดเหลียง wrote on 23 ธันวาคม, 2014, 17:34

    Ikkyu บ่นไรครับ 

  • aui wrote on 23 ธันวาคม, 2014, 17:48

    ikkyu
    search หานะครับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” กับ “ทรัพย์สินราชวงศ์จักรี” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” 
    ระวังโดนนักการเมืองจูงจมูก นะครับ

  • duang1977 wrote on 23 ธันวาคม, 2014, 20:42

    lkkyu ข้อมูลคุณได้มาจากไหนอ่ะครับ? ดูมากๆระวังบ้าเด้อเพจเสื้แดง เวปหมิ่นฯ บอกคนอื่นบอกตัวเองดีกว่ามั้ย? อวดจังเรื่องง่าวๆ รู้ลึกเกินไปมั้ง!รู้จักสูงต่ำบ้าง! จะไปอยู่อังกฤษมั้ย?เดี๋ยวจะหาช่องทางให้ เหมือนบักตั้งอาชีวะ มั่วจริงๆ คนไทยป่าววะ?

  • Shanon wrote on 23 ธันวาคม, 2014, 22:56

    ชั่งน่าเสียดาย ที่พระมหากษัตริย์ไทย ที่ไม่มีอำนาจประมุขของฝ่ายบริหาร การเมืองไทยถึงได้ไม่เข้มแข็ง ซักที

  • loongpro4 wrote on 24 ธันวาคม, 2014, 8:35

    Ikkyu คุณคิดว่าการไม่มีระบบกษัตริย์ แล้วจะทำให้ประเทศดีขึ้นจริงหรือ 
    สถาบันเป็นศูนย์รวมจิตใจหนึ่งเดียว หากไม่มี บริบทคนไทยที่ยัง ใหว้หินไหว้ดิน ถูกชักจูกโดยลัทธิต่างๆนานาได้ง่ายเชื่อในเรื่องงมงาย คงง่ายดายต่อการยุยงให้ฆ่าฟัน การแบ่งฝ่ายแบ่งกลุ่ม
    การเมืองการปกครองต้องเหมาะสมกับลักษณะประชากร ภูมิประเทศและต่างๆนาๆ 
    ต้องนำรูปแบบมาแล้วปรับใช้ให้เหมาะกับประเทศ ไม่ใช่เอามาแล้วให้ประชากรปรับตัวตาม
    ลอกเขามาแล้วฟังคำสั่งว่าดันใหนดีไม่ดี
    “คนที่เลียนแบบได้เก่งที่สุดในโลก จนวันตายก็เป็นได้แค่ที่ 2 “

  • Ethan77 wrote on 24 ธันวาคม, 2014, 9:51

    คุณ Ikkyu
    ที่ว่าเป็นราชวงศ์กษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก Forbes จัดอันดับโดยประมาณการว่าทรัพย์สินทุกอย่าง
    โดยที่ Forbes ก็ไม่รู้แท้จริงว่า อันไหนคือทรัพย์สินของราชวงค์จักรี คุณต้องเข้าใจคำว่าประเมิน และประมาณการ

  • ชัชวาล วีระรัตนวรณ์ wrote on 24 ธันวาคม, 2014, 13:48

    ใครคิดอะไรก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ละคนก็มีข้อมูลม่ต่างกัน แต่อยากให้คิดเองว่าที่เกิดมาทุกวันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขแล้ว ท่านให้อะไรตอบแทนคุณของชาติ พระมหากษัตริย์ และบรรพบุรุษบ้างครับ 

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics