รายงานพิเศษต้อนรับอาเซียน

แบ่งปัน

asean4

รายงานโดย ศศิวิมล  แสงรุ่งกิจอรุณ

ความเป็นมาของอาเซียน
การจัดตั้ง
     มีจุดเริ่มต้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2504 โดยประเทศไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ได้ร่วมกันจัดตั้งสมาคมอาสา หรือ Association of sg-my-th_mapSouth East Asia ขึ้นเพื่อการร่วมมือกันทาง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แต่ดำเนินการได้เพียง 2 ปี ก็ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากความผันแปรทางการเมืองระหว่าง ประเทศอินโดนีเซีย กับประเทศมาเลเซีย
     จนกระทั่งต่อมามีการฟื้นฟูสัมพันธภาพระหว่างประเทศขึ้นจึงมีการมองหาลู่ทางจัดตั้งองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจขึ้นในภูมิภาค ซึ่งก็คือ “สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หรือ อาเซียน และ พันเอก (พิเศษ) ดร.ถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศในสมัยรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร โดยมีการลงนาม “ปฏิญญากรุงเทพฯ” ที่วังสราญรมย์ ในกระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร ขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2510 จากคำประกาศอาเซียน (ASEAN Declaration) ซึ่งลงนามโดย รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกที่ร่วมก่อตั้ง 5 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ต่อมา บรูไน ดารุสซาลามได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในวันที่ 8 มกราคม 2527 เวียดนามได้เข้าร่วมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2538 ลาวและพม่าเข้าร่วมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 และกัมพูชาเข้าร่วมเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2542
     ภูมิภาคอาเซียนนั้น ประกอบด้วยประชากรประมาณ 567 ล้านคน มีพื้นที่โดยรวม 4.5 ล้านตารางกิโลเมตร ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติประมาณ 1,100 พันล้านดอลลาร์ และรายได้โดยรวมจากการค้าประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ (สถิติในปี 2550)
 

วัตถุประสงค์
     ปฏิญญาอาเซียน (The ASEAN Declaration) ได้ระบุว่า เป้าหมายและจุดประสงค์ของอาเซียน คือ 1) เร่งรัดการเจริญเติบโตทางi6mu9kเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคมและการพัฒนาวัฒนธรรมในภูมิภาค และ 2) ส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค โดยการเคารพหลักความยุติธรรมและ  หลักนิติธรรมในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค ตลอดจนยึดมั่นในหลักการแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ
     ในโอกาสครบรอบ 30 ปีของการก่อตั้งอาเซียน ในปี 2540 (ค.ศ.1997) ผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนได้รับรอง “วิสัยทัศน์อาเซียน 2020” (ASEAN Vision 2020) โดยเห็นพ้องกันในวิสัยทัศน์ร่วมของอาเซียนที่จะเป็นวงสมานฉันท์ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับภายนอก การใช้ชีวิตในสภาพที่มีสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรือง ผูกมัดกันเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาที่มีพลวัตและในประชาคมที่มีความเอื้ออาทรระหว่างกัน
     ปี 2546 ผู้นำอาเซียนได้เห็นพ้องกันที่จะจัดตั้งประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วย 3 เสาหลัก อันได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community–ASC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC) และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community-ASCC) ภายในปี 2563 ต่อมา ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 12 ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ ผู้นำประเทศอาเซียนตกลงที่จะเร่งรัดกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียนให้แล้วเสร็จภายในปี 2558

หลักการพื้นฐานของความร่วมมือ
     ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ยอมรับในการปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกัน อันปรากฏอยู่ในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia หรือ TAC) ซึ่งประกอบด้วย
     – การเคารพซึ่งกันและกันในเอกราช อธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณาการแห่งดินแดนและเอกลักษณ์ประจำชาติของทุกชาติ
     – สิทธิของทุกรัฐในการดำรงอยู่โดยปราศจากจากการแทรกแซง การโค่นล้มอธิปไตยหรือการบีบบังคับจากภายนอก
     – หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน
     – ระงับความแตกต่างหรือข้อพิพาทโดยสันติวิธี
     – การไม่ใช้การขู่บังคับ หรือการใช้กำลัง และ
     – ความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพระหว่างประเทศสมาชิก

โครงสร้างองค์การของอาเซียน
     องค์กรสูงสุดของอาเซียนคือ ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนหรือที่ประชุมของประมุขหรือหัวหน้ารัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN Summit) โดยจะมีที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ (ASEAN Ministerial Meeting) และที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Ministers’ Meeting) เป็นองค์กรระดับรอง และอาจมีที่ประชุมระดับรัฐมนตรีด้านอื่นๆ ด้วย logo-asean 
     การประชุมระดับผู้นำและรัฐมนตรีถือเป็นองค์กรระดับนโยบายชั้นสูง รองลงมาจะเป็นที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส หรือระดับปลัดกระทรวง (Senior Officials’ Meeting -SOM) ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย และเร่งรัดการดำเนินการตามนโยบายของที่ประชุมระดับผู้นำและระดับรัฐมนตรี
     ส่วนที่ประชุมคณะกรรมการประจำอาเซียน (ASEAN Standing Committee -ASC) ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมอาเซียนของประเทศสมาชิก จะทำหน้าที่กำหนดแนวทางและเร่งรัดการดำเนินการตามมติที่ประชุมสุดยอดอาเซียนและที่ประชุมระดับรัฐมนตรี รวมทั้งให้ความเห็นชอบโครงการความร่วมมือด้านต่างๆ ภายในอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ตลอดจนรับทราบผลการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอาเซียน ทั้งนี้ อาเซียนจะตัดสินใจในเรื่องใดๆ โดยใช้ฉันทามติ
     นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการอาเซียนในประเทศที่สาม (ASEAN Committee in Third Countries) สำนักเลขาธิการอาเซียนซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานในการดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก มีเลขาธิการอาเซียนเป็นหัวหน้าผู้บริหารสำนักงาน
     สำนักเลขาธิการอาเซียนจะมีหน่วยงานเฉพาะด้านที่ดำเนินความร่วมมือในด้านต่างๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ในขณะที่กรมอาเซียนของประเทศสมาชิกจะทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการแห่งชาติของแต่ละประเทศ ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ของประเทศตนในการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือในสาขาต่างๆ
     อย่างไรก็ดี โครงสร้างของอาเซียน รวมทั้งสำนักเลขาธิการอาเซียนตามที่กล่าวมาข้าวต้นได้ถูกปรับเปลี่ยนตามกฎบัตรอาเซียนที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2551

 

ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง
     อาเซียนเห็นว่า สันติภาพและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาในด้านต่างๆ จึงมุ่งเน้นการส่งเสริมให้มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน (confidence building)  ตลอดจนการสร้างเสถียรภาพ (stability) และสันติภาพ (peace) ในภูมิภาค โดยจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community–APSC) อันมีจุดมุ่งหมายในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความมั่นใจว่าประเทศในภูมิภาคจะอยู่ร่วมกันและร่วมกับประเทศอื่นๆ ในโลกด้วยความสงบสุขในสภาพแวดล้อมที่เป็นประชาธิปไตยและมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ซึ่งปรากฏในเอกสารสำคัญทางการเมืองดังนี้
     – ปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Declaration) ณ กรุงเทพฯ วันที่ 8 สิงหาคม 2510
     – ปฏิญญาว่าด้วยเขตสันติภาพ อิสรภาพ และการวางตนเป็นกลาง (Zone of Peace, Freedom and Neutrality Declaration) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2514
     – ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน (Declaration of ASEAN Concord) ณ บาหลี  วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2519
     – สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia ) ณ บาหลี วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2519
     – ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยทะเลจีนใต้ (ASEAN Declaration on the South China Sea) ณ กรุงมะนิลา วันที่ 22 กรกฎาคม 2535
     – สนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty on the Southeast Asia Nuclear-Free Zone : SEANWFZ) ณ กรุงเทพฯ วันที่ 15 ธันวาคม 2540
     – วิสัยทัศน์อาเซียน 2020 (ASEAN Vision 2020) ณ กัวลาลัมเปอร์ วันที่ 15 ธันวาคม 2540
     – ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน ครั้งที่ 2  (Declaration of ASEAN Concord II) ณ บาหลี วันที่ 7 ตุลาคม 2546

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
     ประเทศสมาชิกอาเซียนได้จัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area –AFTA) ในปี 2535 ตามข้อเสนอของนายอานันทน์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีไทยในสมัยนั้น เพื่อเป็นกลไกช่วยขยายการค้าระหว่างประเทศสมาชิกและดึงดูดการลงทุนจากภายนอก ขณะนั้น (ปี 2551) ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ ได้ลดภาษีสินค้าในกรอบ AFTA ทุกรายการลงเหลือร้อยละ 0-5 โดยสินค้าร้อยละ 80 มีอัตราภาษีที่ร้อยละ 0 แล้ว ส่วนสินค้าที่เหลือ ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิมมีเป้าหมายที่จะลดอัตราภาษีเป็นร้อยละ 0 ในปี 2553 และประเทศสมาชิกใหม่ (CLMV) ในปี 2558
     สำหรับการค้าบริการได้ทยอยเปิดเสรีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมุ่งเน้นใน 7 สาขา คือ การเงิน ขนส่งทางทะเล ขนส่งทางอากาศ การสื่อสาร โทรคมนาคม การท่องเที่ยว ก่อสร้าง และบริการธุรกิจ
     ส่วนการลงทุน ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ดำเนินความร่วมมือในการส่งเสริมการลงทุนครอบคลุมสาขาการผลิต เกษตร ประมง ป่าไม้ เหมืองแร่ และบริการที่เกี่ยวข้องกับ 5 สาขาดังกล่าว (services incidental) แต่ยังจำกัดเฉพาะการลงทุนโดยตรง (FDI) ไม่รวมถึงการลงทุนด้านหลักทรัพย์ (portfolio investments)
     นอกจากนี้ อาเซียนมีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน (ASEAN Industrial Cooperation – AICO) ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อภาคเอกชน
     ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ผู้นำประเทศอาเซียนเห็นชอบให้มีการกำหนดทิศทางการดำเนินงานเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ชัดเจน ได้แก่ การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) ซึ่งอาจะเป็นไปในทำนองเดียวกับประชาคมเศรษฐกิจยุโรปในระยะเริ่มต้น โดยมีแนวทางดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
     1.การนำร่องการรวมกลุ่ม 11 สาขาสำคัญ เพื่อส่งเสริมให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมือในสาขานำร่องทั้ง 11 สาขาที่เสรีและสร้างการรวมกลุ่มที่เป็นรูปธรรมพร้อมกำหนดประเทศผู้ประสานงานหลัก (Country Coordinators)
     2.พิมพ์เขียวเพื่อเร่งรัดการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) แผนงานภายใต้ AEC Blueprint มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2550 เห็นชอบร่างแผนงานและตารางเวลา และนายกรัฐมนตรี (พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์) ได้ลงนามในปฏิญญาเกี่ยวกับ AEC Blueprint แล้วในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 13 ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2550

ประโยชน์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน
     1.ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค และเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของอาเซียนในตลาดโลก
     2.ช่วยขยายการค้า และการลงทุนภายในภูมิภาคให้สูงขึ้น
     3.ช่วยลดการพึ่งพาตลาดในประเทศที่สาม โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่อาเซียนมีศักยภาพและสามารถผลิตได้ในระดับมาตรฐานสากล
     4.ช่วยสร้างอำนาจการต่อรองของอาเซียนในเวทีโลก
     5.ช่วยเพิ่มสวัสดิการและยกระดับความเป็นอยู่ของผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้น
     6.ช่วยพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน โดยยกระดับกระบวนการผลิตและเกื้อกูลกันในขั้นตอนกระบวนการผลิต
     7. ช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม
     ความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรมในกรอบอาเซียนประกอบด้วยความร่วมมือด้านต่างๆ เช่น เยาวชน การศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สาธารณสุข วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม สตรี แรงงาน การขจัดความยากจน สวัสดิการสังคมและการพัฒนา วัฒนธรรมและสนเทศ กิจการพลเรือน ตรวจคนเข้าเมืองและกงสุล ยาเสพติด การจัดการภัยพิบัติ สิทธิมนุษยชน และมูลนิธิอาเซียน ซึ่งจะมีคณะทำงานอาเซียนรับผิดชอบการดำเนินความร่วมมือในแต่ละด้าน
     ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 9 ปี 2546 ที่บาหลี ผู้นำประเทศอาเซียนได้แสดงเจตนารมณ์ใน Bali Concord II เห็นชอบให้จัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) ประกอบด้วยความร่วมมือ 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์ให้อาเซียนเป็นสังคมที่เอื้ออาทรและมีความมั่นคง ประชากรอาเซียนมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีและมีการพัฒนาในทุกด้านเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมเอกลักษณ์ของ

ความริเริ่มเพื่อการรวมตัวกัน
    การที่อาเซียนมีประเทศสมาชิก 2 กลุ่มคือ สมาชิกเก่า 6 ประเทศ (บูรไนฯ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย หรือ ASEAN 6) และสมาชิกใหม่ (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือ CLMV) โดยกลุ่มสมาชิกใหม่เป็นประเทศในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนาที่สุด จึงเกิดช่องว่างการพัฒนาระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกเก่าและกลุ่มประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน
     ดังนั้น เพื่อให้อาเซียนสามารถก้าวเดินทางไปพร้อมกันให้มากที่สุด จึงต้องลดช่องว่างการพัฒนานี้ ซึ่งที่ประชุมสุดยอดอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ครั้งที่ 4 ที่สิงคโปร์ (พฤศจิกายน 2543) ได้เห็นพ้องให้มี “ความริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน” (Initiative for ASEAN Integration – IAI) เพื่อลดช่องว่างการพัฒนาอันจะช่วยเร่งรัดการรวมตัวของประเทศสมาชิกอาเซียน 
     IAI มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศ CLMV เพื่อลดปัญหาความยากจนและยกระดับความเป็นอยู่ของประชากร พัฒนาระบบข้าราชการ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันโดยมีแผนงาน 6 ปี (ปี 2545-2551) รองรับและมีกลไกในการจับคู่ (Co-shepherd Mechanism) ระหว่างประเทศ ASEAN 6 กับประเทศ CLMV ในแต่ละสาขาความร่วมมือ อาทิ โครงสร้างพื้นฐาน (ขนส่งและพลังงาน) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ความยากจนและคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว การรวมตัวทางเศรษฐกิจและสาขาย่อยด้านบรรยากาศการลงทุน และสาขาทั่วไป ทั้งนี้ ผู้เสนอโครงการจะให้เงินสนับสนุน โดยอาจเป็นเต็มจำนวนหรือร่วมกันระหว่าง ASEAN 6 กับประเทศคู่เจรจาองค์การเพื่อการพัฒนาต่างๆ และประเทศนอกภูมิภาค

 

ความสัมพันธ์กับภายนอก
     ในวิสัยทัศน์ 2020 ได้กำหนดให้อาเซียนส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กับภายนอกโดยเฉพาะการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจา (Dialogue Partners) ทั้ง 10 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ แคนาดา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน รัสเซีย เกาหลีใต้ และอินเดีย เพื่อทำให้เกิดสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศในภูมิภาคที่เอื้ออำนวยต่อกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียน อาเซียนพยายามชักชวนให้ประเทศคู่เจรจาเข้าเป็นภาคีในสนธิสัญญาไมตรีและความ ร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำหนดแนวทางการดำเนินความสัมพันธ์ของรัฐต่างๆ ในภูมิภาคโดยคำนึงถึงสันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญทางเศรษฐกิจร่วมกัน (ขณะนี้เหลือเพียงสหรัฐฯ แคนาดา และสหภาพยุโรปที่ยังไม่ได้เข้าร่วมในสนธิสัญญานี้) 
     นอกจากนี้ หลายประเทศคู่เจรจา (ยกเว้นนิวซีแลนด์และแคนาดา) ยังได้ลงนามในเอกสารความเป็นหุ้นส่วนกับอาเซียนและมีแผนปฏิบัติการร่วมในการดำเนินความร่วมมือในด้านต่างๆ กับอาเซียน โดยเฉพาะการต่อต้านการก่อการร้าย และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยให้การรวมตัวของอาเซียนเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย
ความสัมพันธ์อาเซียน+3
ภูมิหลัง

     กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2540 ในช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเงินในภูมิภาคเอเชีย4smccoตะวันออก โดยมีการพบหารือระหว่างผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนและผู้นำของจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี เป็นครั้งแรก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเดือนธันวาคม 2540 นับแต่นั้นเป็นต้นมา การประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดียวกับการประชุมสุดยอดอาเซียน
พัฒนาการของกรอบอาเซียน+3
     – กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 เริ่มเป็นรูปเป็นร่างภายหลังการออก Joint Statement on East Asia Cooperation ในปี 2542 และการจัดตั้ง East Asia Vision Group (EAVG) ในปี 2542 เพื่อวางวิสัยทัศน์ความร่วมมือในเอเชียตะวันออก EAVG ได้เสนอรายงานการศึกษาต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 5 ในปี 2544 โดยแนะแนวคิดการจัดตั้ง East Asian community (EAc) และมาตรการความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้ง EAc ข้อเสนอแนะของ EAVG ได้รับการศึกษาจาก East Asia Study Group (EASG) ซึ่งได้คัดเลือกมาตรการความร่วมมือที่เสนอโดย EAVG จำนวน 26 มาตราการ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในกรอบอาเซียน+3
     – ในการประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 9 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อปี 2548 ผู้นำได้ลงนามใน Kuala Lumpur Declaration on the ASEAN+3 Summit กำหนดให้การจัดตั้งประชาคมเอเชียตะวันออกเป็นเป้าหมายระยะยาว และให้กรอบอาเซียน+3 เป็นกลไกหลักในการนำไปสู่เป้าหมายระยะยาวดังกล่าว 
กลไกของกรอบอาเซียน+3
     กลไกภายใต้กรอบอาเซียน+3 แบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ การประชุมระดับคณะทำงาน การประชุมอธิบดี การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส การประชุมรัฐมนตรี และการประชุมสุดยอดผู้นำ ปัจจุบันมีการประชุมในระดับต่างๆ ภายใต้กรอบอาเซียน+3 ทั้งสิ้นประมาณ 50 การประชุม
     ความร่วมมือโดยรวมในกรอบอาเซียน+3 แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ
     1.ความร่วมมือภายใต้กรอบการประชุมในระดับต่างๆ ประมาณ 20 สาขา ความร่วมมือในด้านการเงิน ภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative)
     2.ความร่วมมือตามข้อเสนอแนะของ EASG ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียf7bosfตะวันออก (East Asia Free Trade Area-EAFTA)        
     3.ความร่วมมือระหว่างประเทศ+3 แต่มิได้อยู่ภายใต้กรอบอาเซียน+3
สถานะล่าสุด
     – ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 11 ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 ได้รับรองแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออก ฉบับที่ 2 และแผนงานความร่วมมืออาเซียน+3 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในกรอบอาเซียน+3 ไปสู่การจัดตั้งประชาคมเอเชียตะวันออก
     – ในเอกสารดังกล่าวยังกำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนความร่วมมืออาเซียน+3 เพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน+3 สำหรับขนาดของกองทุนและสัดส่วนการสมทบเงินเข้ากองทุน ที่ประชุมอธิบดีอาเซียน+3 จะพิจารณาในรายละเอียดต่อไป
ความสัมพันธ์อาเซียน-เอเชียตะวันออก หรือ อาเซียน+6
ภูมิหลัง

     การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit-EAS) เดิมเป็นข้อริเริ่มในกรอบอาเซียน+3 โดยจะเป็นวิวัฒนาการการประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ไปสู่การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก อย่างไรก็ดี อาเซียนเห็นว่า ควรเปิดกว้างให้ประเทศนอกกลุ่มอาเซียน+3 เข้าร่วมด้วย โดยกำหนดหลักเกณฑ์ 3 ประการสำหรับการเข้าร่วม ได้แก่
     1.การเป็นคู่เจรจาเต็มตัวของอาเซียน
     2.การมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับอาเซียน
     3.การภาคยานุวัติ (Treaty of Amity and Cooperation – TAC)
     ปัจจุบันมีประเทศที่เข้าร่วมใน EAS จำนวน 16 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน 10 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
รูปแบบและบทบาท
     ในการประชุม EAS ครั้งที่ 1 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2548 ผู้นำได้ลงนาม Kuala Lumpur Declaration on the East Asia Summit กำหนดให้ EAS เป็นเวทีสำหรับการหารือทางยุทธศาสตร์ที่เปิดกว้าง โปร่งใสและครอบคลุม และเป็นส่วนหนึ่งของ “evolving regional architecture” การประชุม EAS จะมีขึ้นในช่วงเดียวกับการประชุมสุดยอดอาเซียนโดยประเทศที่เป็นประธานอาเซียนเป็นประธานการประชุม
ข้อริเริ่มและความร่วมมือที่สำคัญในเวที EAS
     ในการประชุม EAS ครั้งที่ 2 ณ เมืองเซบู เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2549 ที่ประชุมเห็นชอบกับความร่วมมือในสาขาสำคัญ 5 สาขา ได้แก่ 1.ความมั่นคงด้านพลังงาน 2.การศึกษา 3.การเงิน 4.ไข้หวัดนก 5.การจัดการภัยพิบัติ

 

 

 

 

กฎบัตรอาเซียน
ภูมิหลัง

   1.กฎบัตรอาเซียนเป็นเสมือนธรรมนูญของอาเซียนที่จะวางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 (ค.ศ. 2015) ตามที่ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันไว้
   2.วัตถุประสงค์ของกฎบัตรฯ คือ ทำให้อาเซียนเป็นองค์การที่มีประสิทธิภาพ มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเคารพกฎกติกาในการทำงานมากขึ้น นอกจากนี้ กฎบัตรฯ จะให้สถานะนิติบุคคลแก่อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล (intergovernmental organization)
   3.กฎบัตรฯ ประกอบด้วยข้อบทต่างๆ 13 บท 55 ข้อ มีประเด็นใหม่ที่แสดงความก้าวหน้าของอาเซียน asean-charterได้แก่
      1.การจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียน
      2.การให้อำนาจเลขาธิการอาเซียนสอดส่องและรายงานการทำตามความตกลงของรัฐสมาชิก
      3.การจัดตั้งกลไกสำหรับการระงับข้อพิพาทต่างๆ ระหว่างประเทศสมาชิก
      4.การให้ผู้นำเป็นผู้ตัดสินว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อรัฐผู้ละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตรฯ อย่างร้ายแรง
      5.การเปิดช่องให้ใช้วิธีการอื่นในการตัดสินใจได้หากไม่มีฉันทามติ
      6.การส่งเสริมการปรึกษาหารือกับระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อผลประโยชน์ร่วม ซึ่งทำให้การตีความหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายในมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
      7.การเพิ่มบทบาทของประธานอาเซียนเพื่อให้อาเซียนสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที
      8.การเปิดช่องทางให้อาเซียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรภาคประชาสังคมมากขึ้น
      9.การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น ให้มีการประชุมสุดยอดอาเซียน 2 ครั้งต่อปี จัดตั้งคณะมนตรีเพื่อประสานความร่วมมือในแต่ละ 3 เสาหลัก และการมีคณะผู้แทนถาวรประจำอาเซียน ที่กรุงจาการ์ตา เพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการประชุมของอาเซียน เป็นต้น
   4. กระบวนการจัดทำกฎบัตรอาเซียนเริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 ซึ่งที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 11 ได้ตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิเรื่องกฎบัตรอาเซียน (Eminent Persons Group on the ASEAN Charter-EPG) เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับทิศทางการรวมตัวของอาเซียนและสาระสำคัญที่ควรมีปรากฏในกฎบัตรฯ ต่อมาในเดือนมกราคม 2550 ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 12 มอบหมายให้คณะทำงานระดับสูงในการยกร่างกฎบัตรอาเซียน (High Level Task Force on the ASEAN Charter-HLTF) ทำการยกร่างกฎบัตรฯ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และเมื่อการยกร่างแล้วเสร็จ ผู้นำอาเซียนก็ได้ลงนามกฎบัตรฯ ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 13 ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2550 และได้ประกาศปฏิญญาเรียกร้องให้รัฐสมาชิกให้สัตยาบันต่อกฎบัตรฯ โดยเร็ว
 

การดำเนินการเกี่ยวกับการมีผลใช้บังคับของกฎบัตรฯ
     โดยที่รัฐสมาชิกได้ให้สัตยาบันกฎบัตรฯ ครบทั้ง 10 ประเทศแล้วเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2551 กฎบัตรฯ จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2551 เป็นต้นไป และในขณะนี้ประเทศสมาชิกได้จัดตั้งคณะทำงานระดับสูงขึ้น 2 คณะ เพื่อพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับกฎบัตรอาเซียน ได้แก่ การยกร่างขอบเขตASEAN Charterอำนาจหน้าที่ของกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน และการพิจารณาประเด็นด้านกฎหมายต่าง ๆ เช่น นิติฐานะของอาเซียน กลไกระงับข้อพิพาท และการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่บุคลากรของอาเซียน

ความสำคัญของกฎบัตรอาเซียนต่อประเทศไทย
     ไทยเป็น 1 ใน 5 ของผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน เป็นสถานที่กำเนิดของอาเซียน อีกทั้งยังมีบทบาทนำในอาเซียนมาโดยตลอด โดยล่าสุด ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ ได้เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2551 โดยมีวาระ 5 ปี ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงบทบาทนำของไทยในเวทีนี้ และการมีกฎบัตรอันจะช่วยให้อาเซียนมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น จะเป็นการสะท้อนความสำเร็จทั้งของไทยและภูมิภาคนี้โดยรวม
     กฎบัตรฯ ให้ความสำคัญกับการปฎิบัติตามพันธกรณีต่างๆ ของประเทศสมาชิก ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมหลักประกันให้กับไทยว่า จะสามารถได้รับผลประโยชน์ตามที่ตกลงกันไว้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้ การปรับปรุงการดำเนินงานและโครงสร้างองค์กรของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมาก ขึ้น และการเสริมสร้างความร่วมมือในทั้ง 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียนจะเป็นฐานสำคัญที่จะทำให้อาเซียนสามารถตอบสนองต่อ ความต้องการและผลประโยชน์ของรัฐสมาชิก รวมทั้งยกสถานะและอำนาจต่อรอง และภาพลักษณ์ของประเทศสมาชิกในเวทีระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น
     นอกจากนี้ กฎบัตรเป็นเครื่องมือที่จะทำให้อาเซียนรวมตัวเป็นประชาคมได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเอื้อให้ไทยสามารถผลักดันและได้รับผลประโยชน์ด้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น
     – อาเซียนขยายตลาดให้กับสินค้า
     – อาเซียนช่วยส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อเผชิญกับภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง
     – อาเซียนจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลก และเป็นเวทีที่ไทยสามารถใช้ในการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของเพื่อนบ้านที่กระทบมาถึงไทยด้วย
 

 

 

 

การประชุมสุดยอดอาเซียน
การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14

     ประเทศไทยมีบทบาทเชิงรุกทั้งในแง่การก่อตั้งและการพัฒนาให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีความสำเร็จ เพื่อให้เป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญของภูมิภาคนี้ ในส่วนของการก่อตั้งไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียนในปี พ.ศ. 2510 ในส่วนของการพัฒนาไทยยังมีบทบาทที่สำคัญ ดังนี้
     – มีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพในกัมพูชา
     – การจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area) ในปี พ.ศ. 2535
     – ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก หรือ ARF- ASEAN Regional Forum ซึ่งเป็นเวทีที่ใช้พูดคุยปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค ในปี พ.ศ. 2537
     – ความริเริ่มเชียงใหม่และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี พ.ศ. 2540

     การที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 นี้ จึงเป็นการย้อนรำลึกถึงถิ่นกำเนิดของอาเซียนและเป็นการเริ่มต้นโฉมหน้าใหม่ของอาเซียนหลังจากการมีผลบังคับใช้กฏบัตรอาเซียนตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2551
     หัวข้อหลักการประชุมของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 คือ “กฏบัตรอาเซียนสำหรับประชาชนอาเซียน” โดยต้องการให้ประชาชนอาเซียนเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งหมายถึงต้องการให้ความร่วมมือในกรอบต่างๆ ของอาเซียนอำนวยประโยชน์ให้กับประชาชน ซึ่งประกอบไปด้วยหัวย่อยอีก 3 หัวข้อ ได้แก่
     1.มุ่งสู่การสร้างชุมชนที่มีประสิทธิภาพasean_logo_thailand1
     ไทยจะใช้โอกาสนี้ในการวางรากฐานในการไปสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 เพื่อให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีกติกาของการดำเนินงานอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ โดยผลักดันกลไกการทำงานในหน้าที่ใหม่ของอาเซียนภายใต้กฎบัตรอาเซียน รวมทั้งการวางรากฐาน 3 เสาหลักของสภาประชาคมอาเซียนและการจัดตั้งคณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา
     – ยกร่างการจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียนให้เสร็จสิ้นภายในปลายปีนี้ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือและสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงในการปกป้องและส่ง เสริมสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้
     – เสริมสร้างความเข้มแข็งของสำนักเลขาธิการอาเซียน ทั้งในแง่งบประมาณและบุคคลากร เพื่อให้อาเซียนสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มความสามารถและเต็มความรับผิดชอบ ตามที่กำหนดไว้ในกฎบัตรอาเซียน
     – สร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยนายกรัฐมนตรีและผู้นำอาเซียนจะพบปะพูดคุยกับตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ที่มีความหลากหลาย อาทิ ตัวแทนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ ตัวแทนเยาวชน และตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคม

     2.การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของภูมิภาค เพื่อรับมือกับภัยคุกคามของโลกประเทศไทยต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามของโลก โดยการสร้างความเข้มแข็งด้านความมั่นคงของมนุษย์ในมิติต่างๆ ในชุมชนอาเซียนเพื่อให้สามารถลดสิ่งที่กระทบความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน รวมถึงการยกประเด็นของความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และการบริหารจัดการภัยพิบัติ

     3.การเพิ่มบทบาทของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาในภูมิภาค เสริมสร้างความพยายามในการสร้างชุมชนอาเซียน อาเซียนจะสนับสนุนให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางในการวิวัฒนาการโครงสร้างของภูมิภาค การประชุมสุดยอดผู้นำจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับอาเซียน ในการแสดงต่อประชาคมโลกว่า อาเซียนยังคงหนักแน่นสมาชิกทั้ง 10 ประเทศเป็นส่วนที่สมบูรณ์ของชุมชนเอเชียตะวันออกที่กว้างขึ้น และยังคงเป็นกลจักรสำคัญของการเติบโตในเศรษฐกิจโลกต่อไป

กิจกรรมคู่ขนาน
     ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 จะมีกิจกรรมคู่aseanขนาน 4 กิจกรรมที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ได้แก่
     – การหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนสมัชชารัฐสภาอาเซียน
     – การหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนเยาวชนอาเซียน
     – การหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนภาคประชาสังคมอาเซียน
     – การหารือระหว่างอาหารกลางวันของผู้นำอาเซียนกับผู้นำสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน

เอกสารที่เป็นผลจากการประชุม
เอกสารที่จะมีการลงนามโดยผู้นำอาเซียน
     – ร่างปฏิญญาชะอำ หัวหินว่าด้วยแผนงานสำหรับประชาคมอาเซียน ปี ค.ศ. 2009-2015
     – ร่างความตกลงอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียม

เอกสารที่จะมีการรับรองโดยผู้นำอาเซียน
     – ร่างปฏิญญาร่วมว่าด้วยการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษในอาเซียน
     – ร่างแผนงานสำหรับการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน
     – ร่างแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ปี ค.ศ. 2009-2015
     – ร่างแผนงานข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน ฉบับที่สอง (พ.ศ. 2552 – 2558)
     – แถลงการณ์ว่าด้วยความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาคอาเซียนรวมทั้งแผนนโยบายบูรณาการความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียน และแผนกลยุทธความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียน

เอกสารที่จะมีการรับรองโดยรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน
     – ยกร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน
     – ประเด็นกฎหมายภายใต้กฎบัตรอาเซียนภายใต้การพิจารณาของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระดับสูงว่าด้วยกฎบัตรอาเซียน

เอกสารที่จะมีการลงนามโดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน
     – ร่างความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน
     – ร่างความตกลงด้านการลงทุนของอาเซียน
     – พิธีสารอนุวัติข้อผูกพันชุดที่ 7 ภายใต้ความตกลงการค้าบริการของอาเซียน
     – ร่างความตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียนสำหรับการตรวจผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต
     – ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพแพทย์ของอาเซียน
     – ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพทันตแพทย์ของอาเซียน
     – ข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวิชาชีพบัญชีของอาเซียน
     – ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและอินโดนีเซียเรื่อง น้ำตาล

เอกสารที่จะมีการลงนามโดยรัฐมนตรีพาณิชย์อาเซียนกับคู่เจรจา
     – ร่างความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์
     – ร่างความเข้าใจว่าด้วยข้อ 1 (การลดและ/หรือการยกเลิกอากรศุลกากร) ของบทที่ 2 (การค้าสินค้า) ของความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด
     – ร่างข้อตกลงเพื่อการปฏิบัติตามแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจของความตกลงเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ตามบทที่ 12 (ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ)
     – พิธีสารว่าด้วยการเข้าเป็นภาคีของไทยในความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้า ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมด้านต่างๆ ระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลี
     – หนังสือความเข้าใจเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมกฎเฉพาะรายสินค้าในเอกสารแนบ 2 ของภาคผนวก 3 ของความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลี
     – หนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างสาธารณรัฐเกาหลีและอาเซียนเกี่ยวกับการปฏิบัติและการเฝ้าติดตามให้เป็นไปตามกฎข้อ 6 ในภาคผนวก 3 ของความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลีี
     – พิธีสารว่าด้วยการเข้าเป็นภาคีของไทยในความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมด้านต่างๆ ระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐเกาหลี

q457ni

 

กำหนดการ

การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14

ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1 มีนาคม 2552

โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน, อำเภอชะอำ, จังหวัดเพชรบุรี

 

วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552

09.00-18.00 น.               - การรับรองคณะผู้แทน (25 กุมภาพันธ์ 1 มีนาคม 2552)

 

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552

เช้า/บ่าย                         - รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนเดินทางถึง

08.30-17.00 น.               - ลงทะเบียน

10.00-12.00 น.               - การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ

- การประชุมเตรียมการของเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน

- การประชุมเตรียมการของอธิบดีอาเซียน

12.00-13.00 น.               - งานเลี้ยงอาหารกลางวันของเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน/เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจ  

                                      อาเซียน/อธิบดีอาเซียนและคณะผู้แทน

บ่าย                               - การเตรียมการด้านเอกสาร/การบรรยายสรุป

18.30 น.                        - พิธีลงนามเอกสารความตกลงด้านเศรษฐกิจอาเซียน

19.00-21.00 น.               - การหารือระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีต่างประเทศ

                                      อาเซียน/เจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน/อธิบดีอาเซียน

- การหารือระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน

  และเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน

 

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552

08.00-11.00 น.               - ลงทะเบียน

 

สำหรับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน

09.00-09.30 น.               - การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ

09.30-10.30 น.               - การประชุมคณะมนตรีประสานงานอาเซียน

10.30-10.45 น.               - อาหารว่าง

10.45-11.45 น.               - การหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการจัดตั้ง

                                      กลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน

11.45-12.45 น.               - การหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระดับสูงว่า

                                      ด้วยกฎบัตรอาเซียน

13.00-14.00 น.               - งานเลี้ยงอาหารกลางวันของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน

- งานเลี้ยงอาหารกลางวันของคณะผู้แทน

14.30-15.30 น.               - การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างไม่เป็นทางการในกรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมมรกต

บ่าย                               - การเตรียมการด้านเอกสาร/การบรรยายสรุป

 

สำหรับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน

09.30-10.30 น.               - การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ

10.30-11.00 น.               - อาหารว่าง

11.00-12.30 น.               - การประชุมหารือของคณะมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน

13.00-14.00 น.               - งานเลี้ยงอาหารกลางวันของรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและคณะมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน

- งานเลี้ยงอาหารกลางวันของคณะผู้แทน

16.00 น.                        - พิธีลงนามความตกลงด้านเศรษฐกิจกับประเทศคู่เจรจาของอาเซียน (รอยืนยัน)

19.00-21.00 น.               - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไทยและเลขาธิการอาเซียนเป็นเจ้าภาพในงานเลี้ยง

                                      อาหารค่ำรัฐมนตรีเศรษฐกิจและแขกผู้มีเกียรติ

บ่าย                               - ผู้นำอาเซียนเดินทางถึง

 

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552

เช้า                                - ผู้นำอาเซียนเดินทางถึง

09.00-10.00 น.               - การประชุมสุดยอดแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย

                                      ครั้งที่ 4

10.00-10.15 น.               - อาหารว่าง

10.15-11.15 น.               - การประชุมสุดยอดแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจสี่ฝ่าย บรูไน-อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ฟิลิปปินส์

                                      ครั้งที่ 5

11.15-11.30 น.               - อาหารว่าง

11.30-12.00 น.               - การหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนสมัชชารัฐสภาอาเซียน

12.00-12.30 น.               - การหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนเยาวชนอาเซียน

12.30-13.00 น.               - การหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนภาคประชาสังคมอาเซียน

13.00-14.00 น.               - การหารือระหว่างอาหารกลางวันของผู้นำอาเซียนกับผู้นำสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน

- งานเลี้ยงอาหารกลางวันของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน/รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน

- งานเลี้ยงอาหารกลางวันของเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน/เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจ

                                                  อาเซียน/อธิบดีอาเซียน

- งานเลี้ยงอาหารกลางวันของคณะผู้แทน

13.00-13.45 น                - คณะผู้แทน/แขกผู้มีเกียรติ/สื่อมวลชนเดินทางถึงรอยัล ดุสิต แกรนด์ บอลรูม เอ-บี

14.00 น.                        - คู่สมรสของผู้นำอาเซียน/คู่สมรสของรัฐมนตรีทยอยเดินทางถึงรอยัล ดุสิต แกรนด์ ฮอลล์

                                      และเข้าประจำที่นั่งในรอยัล ดุสิต แกรนด์ บอลรูม เอ-บี

14.15 น.                        - ผู้นำอาเซียนทยอยเดินทางถึงรอยัล ดุสิต แกรนด์ ฮอลล์ โดยมีนายกรัฐมนตรีไทยให้การ

                                      ต้อนรับและเข้าประจำที่นั่งในรอยัล ดุสิต แกรนด์ บอลรูม เอ-บี

14.30-15.00 น.               - พิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14

- เพลงประจำอาเซียน

- สารคดี

- การกล่าวเปิดงานโดยนายกรัฐมนตรีไทย

- การถ่ายภาพหมู่ของผู้นำอาเซียน

- การแสดงศิลปะวัฒนธรรม

- สิ้นสุดพิธีเปิด

- ผู้นำอาเซียนเดินทางกลับ

17.00 น.                        - การเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

19.30-22.00 น.               - Gala Dinner ของผู้นำอาเซียน/ผู้นำรัฐบาลและคู่สมรส

 

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2552

08.30-11.00 น.               - การถ่ายภาพหมู่

- การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14

11.15-11.30 น.               - พิธีลงนามเอกสารที่เป็นผลจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14

11.45-12.00 น.               - นายกรัฐมนตรีไทยในฐานะประธานอาเซียนแถลงข่าวผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14

12.30-14.00 น.               - นายกรัฐมนตรีไทยเป็นเจ้าภาพในงานเลี้ยงอาหารกลางวันผู้นำอาเซียน

- งานเลี้ยงอาหารกลางวันของเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน/เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจ

  อาเซียน/อธิบดีอาเซียนและคณะผู้แทน

บ่าย                               - ผู้นำอาเซียนและคณะผู้แทนเดินทางกลับ

แหล่งที่มา : กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และ เว็บไซด์ 14th ASEAN Summit, Thailand 2009

 

 

 

 

 

 

 

 




ความเห็น

  • tt wrote on 22 พฤษภาคม, 2011, 13:47

    ครับ





1. โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
4. หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@chaoprayanews.com

ผู้เขียน

เขียน 35977 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

Copyright © 2014 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics