ราชอาณาจักรนอร์เวย์ (Kingdom of Norway)

แบ่งปัน

 

ราชอาณาจักรนอร์เวย์ (Kingdom of Norway)

 

800px-flag_of_norwaysvg 

ประเทศนอร์เวย์ มีชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรนอร์เวย์ (Kingdom of Norway)

 

ประมุข สมเด็จพระราชาธิบดีเฮรัลด์ที่ 5 (King Harald V)สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5

 

ี่ตั้ง ฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ทิศเหนือติดกับมหาสมุทรอาร์กติก ทิศใต้ติดกับทะเลเหนือ ทิศตะวันออกติดกับฟินแลนด์ สวีเดน และรัสเซีย ทิศตะวันตกติดกับทะเลนอร์วีเจียน พื้นที่ 324,219 ตารางกิโลเมตร
map-of-norway

 

 

 

 

 

 

ประชากร 4.5 ล้านคน

ภาษา Norwegian ภาษาเขียนมี 2 แบบคือ Bokmal และ Nynorsk

ศาสนา ร้อยละ 88 นับถือศาสนาคริสต์ นิกาย Evangelical Lutheran(ซึ่งเป็น Official State-religion)

เมืองหลวง กรุงออสโล (Oslo)

 

osloskyline

สกุลเงิน Norwegian Krone (NOK) อัตราแลกเปลี่ยน 1 NOK ประมาณ 5.65 บาท 7.07 NOK ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

วันชาติ 17 พฤษภาคม (วันรัฐธรรมนูญ)

ระบบการเมือง ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ

สถาบันการเมือง
– นอร์เวย์มีสภาเดียว คือ สภาผู้แทนราษฎร (Storting) มีจำนวนสมาชิก 165 คน ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน(ประชาชนที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงต้องมี อายุครบ 18 ปีบริบูรณ์) และมีวาระสมาชิกภาพ 4 ปี และไม่อาจถูกยุบสภาได้
– คณะรัฐมนตรีได้รับแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์มีหน้าที่ดำเนินนโยบายบริหารประเทศด้วยความเห็นชอบจากรัฐสภา
– สำหรับฝ่ายตุลาการ ผู้พิพากษาได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี แต่มีอำนาจในการพิจารณาคดีอย่างอิสระ

การเมืองการปกครอง

สภาวะทางการเมือง
     ภายหลังจากการลงประชามติไม่เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของนอร์เวย์ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2537 โดยร้อยละ 52.5 ลงคะแนนเสียงคัดค้าน และร้อยละ 47.5 ลงคะแนนเสียงสนับสนุน นาง Gro Harlem Brundtland นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ได้แสดงท่าทีที่แน่ชัดว่า stortinget_norwayรัฐบาลนอร์เวย์และพรรคการเมืองอื่น ๆ จะต้องร่วมกันพิทักษ์ผลประโยชน์ของประเทศต่อความร่วมมือกับสหภาพยุโรป นอร์เวย์จะต้องแสดงให้เห็นว่า นอร์เวย์ไม่ต้องการอยู่โดดเดี่ยว และจะพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศในองค์กรต่าง ๆ ที่นอร์เวย์เข้าร่วมอยู่ด้วยอย่างแข็งขัน

 

การเลือกตั้งทั่วไปเดือนกันยายน 2540
     เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2540 นอร์เวย์ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปของสมาชิกรัฐสภาจำนวน 165 คน ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งวาระ 4 ปี ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคแรงงาน (Labour)ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด 65 ที่นั่ง กลุ่มพันธมิตร 3 พรรค (Christian Democratic Party, Centre Party และ Liberal Party) ได้รับคะแนนเสียง 42 ที่นั่ง และพรรคฝ่ายขวา คือ Progress Party ได้รับคะแนนเสียง 25 ที่นั่งเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2540 สมเด็จพระราชาธิบดีเฮรัลด์ที่ 5 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นาย Kjell Magne Bondevik หัวหน้าพรรค Christian Democrats และผู้นำกลุ่มพันธมิตร 3 พรรค (Centrist Coalition ซึ่งประกอบด้วยพรรค Christian Democrats พรรคLiberals และพรรค Centre) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์คนใหม่ พร้อมทั้งได้แต่งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่รวม 19 คน โดยมีนาย Knut Vollebaek เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2543 นาย Kjell Magne Bondevik ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากที่รัฐบาลประสบความพ่ายแพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจในรัฐสภาเกี่ยวกับ ประเด็นเรื่องการสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในนอร์เวย์ต่อ พรรค Labourจึงส่งผลทำให้มีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ โดยนาย Jens Stoltenberg รองหัวหน้าพรรค Labourดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน และนาย Thorbjorn Jagland หัวหน้าพรรค Labour และอดีตนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

การเลือกตั้งทั่วไปเดือนกันยายน2544
     เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2544 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไป ผลปรากฏว่า พรรค Labour ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด 43 ที่นั่ง พรรค Conservatives ได้รับเลือกตั้งมาเป็นอันดับที่ 2 จำนวน 38 ที่นั่ง พรรค Christian Democrats ได้รับเลือกตั้ง 22 ที่นั่งเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2544 สมเด็จพระราชาธิบดีเฮรัลด์ที่ 5 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นาย Kjell Magne Bondevik หัวหน้าพรรค Christian Democrats และผู้นำกลุ่มพันธมิตร 3 พรรค (Centrist Coalition ซึ่งประกอบด้วยพรรค Conservatives พรรค Christian Democrats และพรรค Liberals) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ เป็นสมัยที่สอง พร้อมทั้งได้แต่งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่รวม 19 คน โดยมีนาย Jan Petersen หัวหน้าพรรค Conservatives เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศjens_stoltenberg_2007_04_18
     จากผลการสำรวจความนิยมของประชาชนต่อพรรคการเมืองเมื่อเดือนธันวาคม 2546 ปรากฏว่า พรรคแรงงานได้รับความนิยมร้อยละ 27.8 พรรค Progress ร้อยละ 19.5 พรรคอนุรักษ์นิยม ร้อยละ 15.5 พรรค Christian Democrats ร้อยละ 7.3
     เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2547 นายกรัฐมนตรี Bondevik ได้ปรับคณะรัฐมนตรีในบางตำแหน่งเพื่อสร้างความเข้มแข็งของรัฐบาลก่อนการ เลือกตั้งทั่วไปในปี 2548

การเลือกตั้งทั่วไปเดือนกันยายน2548
     เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2548 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไป ผลปรากฎว่า พรรค Labour ได้ที่นั่งจำนวนมากที่สุด คือ 61 จาก 169 ที่นั่ง โดยมีพรรค Progressive พรรค Conservative ได้ที่นั่งเป็นลำดับถัดมา ส่วนพรรค Christian Democrats ของอดีตนายกรัฐมนตรี Kjell Magne Bondevik ได้เพียง 11 ที่นั่ง สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลนั้น คาดว่านาย Jens Stoltenberg หัวหน้าพรรค Labour จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรค Socialist Left และพรรค Center เป็นกลุ่มพันธมิตรร่วมฝ่ายซ้ายในนาม Red-Green Alliance อย่างไรก็ดีทั้งสามพรรคประสบปัญหาการมีนโยบายขัดแย้งเรื่องการใช้พลังงานจาก แก๊สธรรมชาติและการขุดเจาะน้ำมัน สิ่งแวดล้อม การทหารในต่างประเทศ และ การศึกษา จนเมื่อวันที่ 17 ต.ค. 48สมเด็จพระราชาธิบดีเฮรัลด์ที่ 5 ทรงมีพระบรมราชโองการฯ แต่งตั้งนาย Jens Stoltenberg ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นการกลับมาดำรงตำแหน่งครั้งที่สอง หลังจากเคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวระหว่างปี 2000 – 2001 โดยมีนาย Jonas Gahr Store เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นสมัยแรก
     ในด้านการต่างประเทศบทบาทที่โดดเด่นของนอร์เวย์ในกิจการระหว่างประเทศ คือ การส่งเสริมการรักษาสันติภาพ ดังจะเห็นได้จากบทบาทที่แข็งขันในกิจการภายใต้กรอบองค์การสหประชาชาติและ องค์การ NATO ตลอดจนการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางและในศรี ลังกา แนวนโยบายต่างประเทศที่สำคัญของนอร์เวย์ คือ การให้ความสำคัญแก่การส่งเสริมประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความมั่นคงของมนุษย์ การค้าเสรี ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา และสิ่งแวดล้อม สำหรับการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของนอร์เวย์ ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเมื่อเดือนธันวาคม 2546 ปรากฏว่า ร้อยละ 38.5 ไม่เห็นด้วยกับการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในขณะนี้ ขณะที่ร้อยละ 47 เห็นด้วยกับการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในอนาคต และร้อยละ 14.5 ยังไม่ได้ตัดสินใจ
     นอกจากนี้ นอร์เวย์และสวีเดนยังเป็นสถานที่มอบรางวัลโนเบล (Nobel prizes) โดยกำหนดจัดขึ้นที่กรุงออสโลและกรุงสตอกโฮล์ม ทุกๆ วันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี โดยจะมีการมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่กรุงออสโล

 

เศรษฐกิจการค้า

เศรษฐกิจการค้า
1. ข้อมูลทั่วไป
นอร์เวย์ เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก และการประมงเป็นอาชีพหลักของประเทศมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และนับตั้งแต่ปี2513 นอร์เวย์ได้ค้นพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งทะเลเป็นจำนวนมหาศาลbryggen_6-2007ทำให้ นอร์เวย์มีสภาวะทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากขึ้น พื้นที่การค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในนอร์เวย์จะอยู่ทางตอนใต้ของ ทะเลเหนือ อย่างไรก็ตาม นอร์เวย์ตระหนักดีว่า ไม่สามารถพึ่งพาการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งได้ตลอดไป รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะปรับมาตรการเพื่อให้อุตสาหกรรมภายในประเทศ (traditional commodities) ด้านต่างๆ สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ เช่น สินค้าประมงและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณท์ป่าไม้ การผลิตพลังไฟฟ้าด้วยกำลังน้ำ แร่ธาตุจำพวกอลูมิเนียม สังกะสี ตะกั่ว และทองแดง และการต่อเรือและอุปกรณ์ด้านการเดินเรือทะเล ขณะเดียวกัน รัฐบาลนอร์เวย์พยายามที่จะดำเนินนโยบายที่จะให้หลักประกันต่อการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ นอกจากนั้น รัฐบาลนอร์เวย์ได้สนับสนุนการพัฒนาความเจริญของประเทศในด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ และการวิจัยและการพัฒนา ตลอดจนเทคโนโลยี ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการ แข่งขันของประเทศ สำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจของนอร์เวย์ในระดับภูมิภาคยุโรป นอกเหนือจากการส่งเสริมความร่วมมือในกลุ่มประเทศนอร์ดิก (Nordic) ซึ่งประกอบด้วยเดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน แล้ว นอร์เวย์ยังเป็นสมาชิก สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association – EFTA) ซึ่งมีสมาชิกประเทศ ได้แก่ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ โดย ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และนอร์เวย์ได้เจรจากับสหภาพยุโรป (European Union – EU) เพื่อจัดตั้งเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area – EEA) ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 1994

2. สภาวะทางเศรษฐกิจ
2.1 สถานการณ์เศรษฐกิจโดยทั่วไป สภาวะเศรษฐกิจของนอร์เวย์โดยทั่วไปปรากฏว่า สภาพเศรษฐกิจของนอร์เวย์โดยทั่วไปนับตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2546 แสดงสัญญาณว่า เศรษฐกิจของนอร์เวย์เริ่มจะฟื้นตัวทั้งในภาคการผลิตและการจ้างงาน โดยอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นผลมาจากการลงทุนในภาคพลังงาน รวมทั้งการใช้สอยของครัวเรือนที่มีมากขึ้น เศรษฐกิจในภาคที่ไม่ใช่นำมันมีการเจริญเติบโตสูงถึงร้อยละ 12 โดยในปี 2543 รายได้จากอุตสาหกรรมภาคปิโตรเลียม (น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) มีอัตราร้อยละ 35 ของการส่งออกทั้งหมด ภาวะการว่างงานมีเพียงร้อยละ 3 นอกจากนั้น นอร์เวย์มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลถึงร้อยละ 7 ของ GDP และมีงบประมาณเกินดุลถึงร้อยละ 5 ของ GDP
2.2 อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การปิโตรเลียมaker_spitsbergenนอร์เวย์แถลงว่า นอร์เวย์มีขีดความสามารถในการผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณวันละ 3.7 ล้านบาร์เรล และมีโครงการที่จะเพิ่มปริมาณการผลิตให้สูงขึ้นอีกโดยจะใช้เงินทุนประมาณ 1,500 พันล้านโครนภายในช่วง 25 ปีต่อไป โดยในจำนวนนี้จะเป็นเงินลงทุนเพื่อการสำรวจแหล่งน้ำมันใหม่ 200 พันล้านโครน ยอดเงินลงทุนดังกล่าวสูงกว่าการลงทุนในรอบ 25 ปีที่ผ่านมาประมาณ 250 พันล้านโครน เมื่อเดือนเมษายน 2547 รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันและพลังงานของนอร์เวย์ได้ประกาศว่า นอร์เวย์ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่ม OPEC จะไม่ลดปริมาณการผลิตน้ำมันตามกลุ่ม OPEC โดยนอร์เวย์เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันใหญ่เป็นอันดับที่สามของโลก รองจากซาอุดิ อาระเบียและรัสเซีย ในช่วงเวลาที่ผ่านมา นอร์เวย์ได้มีการผลิตน้ำมันในปริมาณ 3,408 ล้านบาร์เรลต่อวันและมีปริมาณน้ำมันสำรอง 9,859 พันล้านบาร์เรล มีการรายงานว่ามีการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในไหล่ทวีปทางทะเลเหนือ ทำให้ภาคพลังงานยิ่งเพิ่มความสำคัญต่อเศรษฐกิจของนอร์เวย์ ผลของการสูงขึ้นของราคาน้ำมันตั้งแต่ต้นปี2548 ส่งผลให้กองทุนน้ำมันของนอร์เวย์มีมูลค่าสูงขึ้น คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 1670 พันล้านโครนนอร์เวย์ (ประมาณ 10000 พันล้านบาท) ในปี 2549 จากมูลค่า 1184 พันล้านโครนนอร์เวย์ (ประมาณ9000 พันล้านบาท) ในสิ้นเดือนมิ.ย. 2547
2.3 การเงินและการธนาคาร ในปี 2541-2542 ธนาคารชาตินอร์เวย์ให้ความสำคัญแก่ นโยบายการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินโครนนอร์เวย์ การควบคุมการขยายตัวของเงินเฟ้อและอัตราค่าจ้างโดยใช้มาตรการด้านอัตรา ดอกเบี้ย และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Standard & Poor (S&P) ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของนอร์เวย์อยู่ในระดับ AAA โดยเห็นว่า การที่นอร์เวย์มีวินัยทางการเงินการคลังในระยะยาวทำให้ภาครัฐมีทรัพย์สินส่วนเกินมาก

3 การค้าระหว่างประเทศ ประเทศคู่ค้าที่สำคัญของนอร์เวย์ที่สำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป (ร้อยละ79) สหรัฐฯ (ร้อยละ10) และประเทศในทวีปเอเชีย (ร้อยละ8)

ดรรชนีเศรษฐกิจ
– ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) : 171.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
– GDP ต่อหัว : 37,700 ดอลลาร์สหรัฐ
– ดุลงบประมาณ : เกินดุล 14.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
– รายได้/รายจ่าย : 71.7 และ 57.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
– ปริมาณน้ำมันดิบสำรอง : 9.859 พันล้านบาร์เรล
– อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ : ร้อยละ 0.5
– อัตราเงินเฟ้อ : ร้อยละ 2.6
– อัตราการว่างงาน : ร้อยละ 4.5 (จำนวนแรงงาน 2.4 ล้านคน)
– ดุลการค้า : ได้ดุล 17.08 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
– นำเข้า/ส่งออก : 40.19 และ 67.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
– เงินให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ (ODA) : 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
– หนี้ต่างประเทศ : ไม่มี
– ประเทศคู่ค้าสำคัญ : สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สวีเดน เยอรมนี เดนมาร์ก
– สินค้านำเข้าสำคัญ : เครื่องจักร น้ำมันหล่อลื่น เคมีภัณฑ์ อาหารสัตว์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เรือ
– สินค้าส่งออกสำคัญ : น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เครื่องจักร โลหะ เคมีภัณท์ อลูมิเนียม ปลาและผลิตภัณฑ์จากปลา กระดาษและเยื่อกระดาษ เรือ
– การจัดอันดับสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจ : อันดับที่ 18 ของโลกระหว่างช่วงปี 2542 – 2546 และ คาดว่าจะอยู่ในอันดับที่ 15 ของโลก ในระหว่างช่วงปี 2547 – 2551

การลงทุน
1 การลงทุนในต่างประเทศ
พื้นที่การลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป (ร้อยละ 52.3) เดนมาร์ก (ร้อยละ 14.9) ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ร้อยละ 14.6) และสหรัฐฯ (ร้อยละ 13.8) ทั้งนี้ การลงทุนในประเทศในทวีปเอเชียที่เป็นแหล่งรับการลงทุนสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น อินเดีย สิงคโปร์ และไทย
2 การลงทุนจากต่างประเทศ ธนาคารชาตินอร์เวย์แถลงว่า นักลงทุนต่างประเทศได้เริ่มหันมาให้ความสนใจกับการซื้อหุ้นธนาคารเอกชนใน นอร์เวย์มากขึ้น โดยสถิติเมื่อเดือนมีนาคม 2539 มีชาวต่างประเทศถือหุ้นในธนาคารต่าง ๆ ของนอร์เวย์ทั้งสิ้นร้อยละ 25.1 โดยนักลงทุนกว่าร้อยละ 90 มาจากสหภาพยุโรป

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับราชอาณาจักรนอร์เวย์

ความสัมพันธ์ทางการทูต
     ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับนอร์เวย์ดำเนินไปด้วยความราบรื่นตลอดมานับ ตั้งแต่เริ่มมีความสัมพันธ์กัน รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ของประเทศทั้งสองก็เป็นไปอย่างสนิทสนม ประเทศไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับนอร์เวย์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2448 (ค.ศ.1905) และต่อมาในปี 2495 (ค.ศ.1952) ได้มีการแลกเปลี่ยนผู้แทนทางการทูตในระดับอัครราชทูต และได้ยกฐานะความสัมพันธ์ขึ้นเป็นระดับเอกอัครราชทูตตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2503 (ค.ศ.1960) จากนั้นนอร์เวย์ได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตมาประจำประเทศไทยตลอดมา ส่วนไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล เมื่อเดือนสิงหาคม 2530
– เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศนอร์เวย์ นางจิตริยา ปิ่นทองe0b8a7e0b8b1e0b894e0b984e0b897e0b8a2e0b899e0b8ade0b8a3e0b98ce0b980e0b8a7e0b8a2e0b98c
– กงสุลกิตติมศักดิ์ไทย ณ กรุงออสโล นาง Solveig Skauan
– เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย นาง Merete Fjeld Brattested
– กงสุลกิตติมศักดิ์นอร์เวย์ประจำเมืองพัทยา นาย Stig Vagt-Andersson
     ล่าสุด ทางการนอร์เวย์ได้เปิดสถานกงสุลใหญ่นอร์เวย์ประจำจ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2548 เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนแก่ผู้ประสบภัยพิบัติธรรมชาติชาว นอร์เวย์จากคลื่นยักษ์บริเวณจังหวัดภาคใต้ของไทย โดยนาย Kjell Magne Bondevik นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ได้เป็นประธานในพิธีเปิดสถานกงสุลใหญ่ฯ ในโอกาสที่เดินทางมาเยือนไทยเพื่อประเมินสถานการณ์จากเหตุการณ์ภัยพิบัติดังกล่าวเมื่อวันที่ 16-17 มกราคม 2548
     ที่อยู่ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล Royal Thai Embassy, Eilert Sundts Gate 4, 0244 Oslo, Tel 47-22128660 Fax 47-22049969
     ในนอร์เวย์ มีวัดไทย 1 แห่ง คือ วัดไทยนอร์เวย์ตั้งอยู่ที่ Torstadasen, 1396 Billingstad, Asker Tel 47-66848313 Fax 47-66777927 และจากสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนอร์เวย์เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2546 มีคนไทยมีถิ่นพำนักในนอร์เวย์จำนวน 4,962 คน (ในปี 2544 มีคนไทยพำนักอยู่ในนอร์เวย์ 3,738 คน)

 

ความสัมพันธ์ทวิภาคี
ความสัมพันธ์ทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับนอร์เวย์ดำเนินมาด้วยความใกล้ชิด ในกรอบเวทีระหว่างประเทศ ไทยและนอร์เวย์มีความร่วมมือกันด้วยดีตลอดมา อาทิ การให้ความสนับสนุนของรัฐบาลนอร์เวย์ต่อผู้สมัครของไทย ในการเข้าดำรงตำแหน่งผู้wto-logoอำนวยการใหญ่ขององค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2542 การให้ความสนับสนุนของรัฐบาลนอร์เวย์ต่อไทยในการเข้าเป็นสมาชิกไม่ถาวรของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2529 เป็นต้น นอกจากนี้ ไทยยัง สนับสนุนบทบาทที่แข็งขันของนอร์เวย์ในกระบวนการเจรจาสันติภาพในศรีลังกา
     การไกล่เกลี่ยแก้ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมทั้งการลงนามในอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งไทยและนอร์เวย์ได้ ลงนามในอนุสัญญาฯ ดังกล่าว เมื่อเดือนธันวาคม 2540 ที่กรุงออตตาวา แคนาดา และการให้ความช่วยเหลือด้าน มนุษยธรรมของนอร์เวย์โดยผ่านทางองค์กรที่ไม่ใช่รัฐบาล (NGOs) แก่ชาวกัมพูชา และพม่าพลัดถิ่นที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน
     สำหรับการเจรจาหารือทางการเมืองระหว่างไทยกับนอร์เวย์ ทั้งสองฝ่ายได้มีการติดต่อในระดับต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ อาทิ นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยได้ พบหารือกับนาย Jan Petersen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2547 ที่กรุงออสโล และล่าสุดได้พบหารือทวิภาคีในระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 60 เดือนกันยายน 2548 ณ นครนิวยอร์ก นอกจากนี้ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ (ในขณะนั้น) ยังได้เคยพบหารือทวิภาคีกับนาย Jan Petersen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์ ในระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติครั้งที่ 59 เดือนกันยายน 2547 ณ นครนิวยอร์ก เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-นอร์เวย์และความร่วมมือระหว่างกันทั้ง ในกรอบภูมิภาคและองค์การสหประชาชาติ และในระหว่างการเยือนไทยของ นาย Petersen เมื่อเดือนมกราคม 2548 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือภายหลังเหตุการณ์คลื่นยักษ์ เช่นระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและสิ่งแวดล้อม
     นอกจากนี้ ในโอกาสที่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-นอร์เวย์ ครบรอบ 100 ปี ในปี 2548 นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มีสารแสดงความยินดีถึงฝ่ายนอร์เวย์ด้วย

ความสัมพันธ์ด้านการค้า
     ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการค้าระหว่างไทยกับนอร์เวย์ปรากฏว่ายังมีมูลค่าน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 6 ของประเทศเอเชียที่ทำการค้ากับนอร์เวย์
     ในปี 2547 ทั้งสองประเทศมีปริมาณการค้ามูลค่า 193.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นจากมูลค่าการค้าปี 2546 ร้อยละ 17.23 โดยไทยส่งออกมีมูลค่า 79.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าสินค้ามีมูลค่า 114.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า 35.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในด้านการส่งออก นอร์เวย์เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 63 ของไทยกับโลก สำหรับด้านการนำเข้า นอรเวย์เป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 47 ของไทยกับโลก
     สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลไม้กระป๋องและแปรรูป อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ ข้าว เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋อง อัญมณีและเครื่องประดับ ส่วนสินค้านำเข้า ได้แก่ ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เหล็กและเหล็กกล้า เยื่อกระดาษ กระดาษแข็ง และผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ โอกาสในการขยายตลาดสินค้าไทยไปยังนอร์เวย์ยังมีความเป็นไปได้อีกมาก เพราะนอร์เวย์อยู่ภายนอกตลาดยุโรป มีนโยบายการค้าเสรี และมีข้อจำกัดทางด้านการค้าน้อย
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับนอร์เวย์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ได้จัดโครงการทางเศรษฐกิจที่สำคัญๆ เช่น
1. โครงการนำนักธุรกิจนอร์เวย์ที่นำเข้าเสื้อผ้าเยือนไทย เพื่อเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Bangkok International Fashion Fair 2000 (BIFF) ระหว่างวันที่ 17-23 มกราคม 2543
2. โครงการนำคณะผู้บริหารบริษัทท่องเที่ยวนอร์เวย์แบบเครื่องบินเช่าเหมาลำเดิน ทางมาเยือนไทย โดยเน้นการเยี่ยมชมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ ระหว่างวันที่ 2-8 เมษายน 2543
3. โครงการนำคณะผู้บริหารบริษัทท่องเที่ยวนอร์เวย์แบบเครื่องบินเช่าเหมาลำและ ผู้สื่อข่าวท่องเที่ยวของนอร์เวย์เดินทางมาเยือนไทย โดยเน้นการเยี่ยมชมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ระยอง และชลบุรี ระหว่างวันที่ 15-23 สิงหาคม 2545
4. โครงการนำผู้บริหารบริษัทนอร์เวย์ที่นำเข้าตู้เย็น ตู้แช่แข็ง เครื่องทำความร้อน และเครื่องทำความเย็น เยือนไทย เพื่อร่วมงานแสดงสินค้า Refrigeration, Heating, Ventilation and Air Conditioning (Bangkok RHVAC 2003) ระหว่างวันที่ 16-21 กันยายน 2546
5. โครงการนำผู้บริหารบริษัทนอร์เวย์ที่นำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปเยือนไทยเพื่อ เข้าร่วมงานแสดงสินค้า Bangkok International Fashion Fair 2004 (BIFF) ระหว่างวันที่ 14-19 มกราคม 2547
6. โครงการนำนักธุรกิจนอร์เวย์ที่นำเข้าสินค้าอาหารเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมงาน แสดงอาหาร Thailand International Food Exhibition -Thaifex- 2004 ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2547

ปัญหาและอุปสรรคทางการค้า
1. นอร์เวย์เป็นตลาดขนาดเล็ก ซึ่งมีประชากรประมาณ 4.5 ล้านคน ผู้นำเข้าของนอร์เวย์นิยมสั่งซื้อสินค้าผ่านคนกลางในแถบยุโรปด้วยกัน จึงlogo-statoil2ทำให้ตลาดนอร์เวย์ไม่ได้รับความนิยมและสนใจจากผู้ส่งออกของไทย
2. ผู้ส่งออกของไทยขาดข้อมูลด้านการตลาดในนอร์เวย์
3. การนำเข้าสินค้าเกษตรของนอร์เวย์ส่วนใหญ่จะนำเข้าจากสหรัฐฯ
(ที่มา : กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ)
     นอกจากนี้ ไทยและนอร์เวย์ยังได้ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในกรอบพหุภาคี ภายใต้การเจรจาจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งนอร์เวย์เป็นสมาชิกอยู่ โดยในขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจาจัดทำความตกลงดังกล่าว อยู่

ความสัมพันธ์ด้านการลงทุน
     กิจการอุตสาหกรรมที่นอร์เวย์ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ได้แก่ กิจการผลิตเฟอร์นิเจอร์หนังและเหล็ก กิจการผลิตกระป๋องอลูมิเนียม อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่แข็ง นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2533 บริษัท STATOIL ได้เข้ามาร่วมลงทุนกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยในโครงการสำรวจแหล่งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ต่อมา ในปี 2541 บริษัท STATOIL ได้ถอนตัวออกจากธุรกิจในไทยทั้งหมดเนื่องมาจากนโยบายของบริษัทแม่ในการรักษา ผลกำไรโดยรวมของบริษัท

ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา
     นอร์เวย์ให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาแก่ไทยทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีใน ด้านต่างๆ อาทิ การพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในทะเล สื่อสารโทรคมนาคม การพัฒนาพลังงานน้ำ เทคโนโลยีสารสนเทศ อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมการประมง โดยนอร์เวย์มีหน่วยงาน NORAD (Norwegian Agency for International Development) ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ต่างประเทศ ความช่วยเหลือและความร่วมมือที่นอร์เวย์ให้แก่ไทย อาทิ โครงการพัฒนาบุคลากรด้านการบริหารกิจการปิโตรเลียม โดยสถาบัน Norwegian Petroleum Directorate (NPD) คัดเลือกเจ้าหน้าที่จากกระทรวงอุตสาหกรรมเข้ารับการอบรมด้าน Petroleum Policy and Management โครงการจัดตั้งระบบสำรวจและพยากรณ์ทางสมุทรศาสตร์และสภาพแวดล้อมทางทะเล (Thai Seawatch Project) ภายใต้โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาลนอร์เวย์ โดยมีบริษัท OCEANOR ของนอร์เวย์เป็นผู้ดำเนินการร่วมกันกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

กลไกของการดำเนินความสัมพันธ์
     ไทยและนอร์เวย์มีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การเดินเรืออุตสาหกรรม วิชาการและการค้า ซึ่งได้ลงนามเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2528 โดยความตกลงฉบับนี้ได้วางกรอบสำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจ การเดินเรือ อุตสาหกรรม วิชาการและการค้า (Joint Commission for Economic, Maritime, Industrial, Technical Cooperation and Trade – JC) ซึ่งได้มีการประชุมมาแล้ว 4 ครั้ง คือ
– ครั้งที่ 1 ณ กรุงออสโล วันที่ 27-29 ตุลาคม 2529 โดยมี ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
– ครั้งที่ 2 ณ กรุงเทพฯ วันที่ 7-9 ธันวาคม 2531 โดยมี ร.ต.ประพาส ลิมปะพันธุ์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
– ครั้งที่ 3 ณ กรุงออสโล วันที่ 10-12 กันยายน 2533 โดยมีนายอำนวย ยศสุข รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
– ครั้งที่ 4 ณ กรุงเทพฯ วันที่ 21-22 มิถุนายน 2542 โดยมีม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย

การท่องเที่ยว
     นอร์เวย์และกลุ่มประเทศนอร์ดิกเป็นประเทศเป้าหมายสำคัญของไทยในการส่งเสริม การท่องเที่ยวภายใต้โครงการพำนักระยะยาว (Long Stay) และการเชิญชวนให้เข้ามา ใช้บริการทางการแพทย์ในไทย ในปี2547 มีนักท่องเที่ยวนอร์เวย์เดินทางมาไทยจำนวน 77,684 คน (ในปี 2546 มีจำนวน 70,694 คน ปี 2545 จำนวน 74,947 คน และปี 2544 จำนวน 72,785 คน) นักท่องเที่ยวชาวนอร์เวย์ มีวันพักเฉลี่ย 11.99 วัน

panohardangerfjorden1

และมีการใช้เฉลี่ยต่อคนต่อวัน 2,664.66 บาท การใช้จ่ายส่วนใหญ่ คือ การจับจ่ายซื้อของ ค่าที่พัก และค่าอาหาร/เครื่องดื่ม แหล่งท่องเที่ยวที่ชาวนอร์เวย์นิยม คือ แหล่งท่องเที่ยวชายทะเลของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดภูเก็ต ปัจจัยที่ ทำให้ชาวนอร์เวย์นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย คือ ความสามารถสนองตอบต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวนอร์เวย์ในการท่องเที่ยว ประเภทหาดทรายชายทะเลของไทย และอัตราแลกเปลี่ยน
     สำหรับสถิติในปี 2547 มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปนอร์เวย์จำนวน 1,170 คน โดยในปี 2546 มีจำนวน 947 คน และปี 2545 จำนวน 615 คน
(ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)

การแลกเปลี่ยนการเยือน
ไทยเยือนนอร์เวย์
1.1 ระดับราชวงศ์

– เดือนมิถุนายน 2450 (ค.ศ. 1907) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนนอร์เวย์
– 19-21 กันยายน 2503 (ค.ศ. 1960) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนนอร์เวย์อย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของสมเด็จพระราชาธิบดี และสมเด็จพระราชินีแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์
– 12-18 ตุลาคม 2531 (ค.ศ.1988) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนนอร์เวย์ เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงบรรยายทางวิชาการ
1165295150– 17-27 มิถุนายน 2532 (ค.ศ. 1989) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนนอร์เวย์ เพื่อทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ไทย ณ North Cape
(Nordkapp)
– เดือนมกราคม 2534 (ค.ศ. 1991) สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์เพื่อทรงร่วมในพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
– 2538 (ค.ศ.1995) สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนคินทร์ เสด็จ เยือนนอร์เวย์เป็นการส่วนพระองค์ และทรงนำพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในชุดฉลองพระองค์ที่เสด็จฯ เยือน North Cape เมื่อปี 2450 ไปประดิษฐานไว้ที่พิพิธภัณฑ์ไทย ณ North Cape
– 29-30 สิงหาคม 2543 (ค.ศ. 2000) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนนอร์เวย์ เป็นการส่วนพระองค์
1.2 ระดับการเมือง
– 27-29 กันยายน 2532 (ค.ศ. 1989) พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี และคณะเดินทางเยือนนอร์เวย์อย่างเป็นทางการ
– 8-14 กันยายน 2533 (ค.ศ. 1990) นายอำนวย ยศสุข รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนนอร์เวย์ และนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทางเศรษฐกิจฯ (JC) ครั้งที่ 3
– 6-8 ตุลาคม 2537 (ค.ศ. 1994) นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะนักธุรกิจไทย เดินทางเยือนนอร์เวย์ อย่างเป็นทางการ
– 19-21 พฤษภาคม 2542 (ค.ศ. 1999) นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนนอร์เวย์ เพื่อเข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีเครือข่าย ความมั่นคงของมนุษย์ ครั้งที่ 1 (Human Security Network – HSN) ที่เกาะ Lysoen
เมือง Bergen
– 21-23 กันยายน 2543 (ค.ศ. 2000) นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนนอร์เวย์อย่างเป็นทางการในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์
– 24-25 พฤศจิกายน 2545 (ค.ศ.2002) นายประชา คุณะเกษม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนนอร์เวย์
– 30 พฤศจิกายน – 2 ธันวาคม 2546 (ค.ศ.2003) นายเตช บุนนาค ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เยือนนอร์เวย์ตามคำเชิญของนาย Bjarne Lindstrom ปลัดกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์
– 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2547 (ค.ศ.2004) นายกันตธีร์ ศุภมงคล ผู้แทนการค้าไทย (TTR) พร้อมภาคเอกชน เยือนนอร์เวย์
-22-24 เมษายน 2548 นายกร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เยือนนอร์เวย์

2 นอร์เวย์เยือนไทย
2.1 ระดับราชวงศ์

– 15-23 มกราคม 2508 (ค.ศ.1965) สมเด็จพระราชาธิบดีโอลาฟ ที่ 5 (His Majesty King Olav V) เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะพระราชอาคันตุกะของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
– เดือนมีนาคม 2513 (ค.ศ.1970) เจ้าชายเฮรัลด์ มกุฎราชกุมาร (HRH Crown Prince Harald)และเจ้าหญิงซอนยา (HRH Princess Sonja) เสด็จฯ เยือนไทยเป็น การส่วนพระองค์
– 21-22 มกราคม 2517 (ค.ศ.1974) เจ้าชายเฮรัลด์ มกุฎราชกุมาร(HRH Crown Prince Harald) เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์1164984986
– 12-14 ตุลาคม 2522 (ค.ศ.1979) เจ้าหญิงซอนยา (HRH Princess Sonja) เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์
– 8-10 ธันวาคม 2542 (ค.ศ.1999) เจ้าหญิงมาร์ทา หลุยส์ (Princess Martha Louise) พระราชธิดาในสมเด็จพระราชาธิบดีเฮรัลด์ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ และสมเด็จพระราชินีซอนยา เสด็จฯ เยือนไทยเป็นการส่วนพระองค์
– 23-26 พฤศจิกายน 2547 (ค.ศ.2004) เจ้าชายโฮกุ้น มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ (HRH Crown Prince Haakon) และเจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่ง นอร์เวย์ พระชายา (HRH Crown Princess Mette-Marit) เสด็จฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ (Official Visit) ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
2.2 ระดับการเมือง
– 19-20 สิงหาคม 2533 (ค.ศ.1990) นาย Knut Vollebaek รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์ เยือนไทย
– 6-8 ตุลาคม 2539 (ค.ศ.1996) นาง Gro Harlem Brundtland นายกรัฐมนตรี นอร์เวย์ พร้อมภาคเอกชนเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล (Official Visit)
– 11-12 กุมภาพันธ์ 2541 (ค.ศ.1998) นาย Kjell Magne Bondevikนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์เยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล (Working Visit)
– 21-22 มิถุนายน 2542 (ค.ศ.1999) นาง Harriet Berg รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมนอร์เวย์ เยือนไทย โดยเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนนอร์เวย์เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการร่วมทาง เศรษฐกิจ การเดินเรือ อุตสาหกรรมและวิชาการ และการค้า (Joint Commission for Economic, Maritime, Industrial, Technical Cooperation and Trade) ไทย-นอร์เวย์ ครั้งที่ 4
– 6-7 มกราคม 2543 (ค.ศ.2000) นาย Knut Vollebaek รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์ เยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ
– 18-20 กุมภาพันธ์ 2543 (ค.ศ.2000) นาง Hilde Johnson รัฐมนตรีว่าการกิจการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและสิทธิมนุษยชน เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม UNCTAD ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 11-19 กุมภาพันธ์ 2543
– 11-13 ตุลาคม 2543 (ค.ศ.2000) นาง Sigrun Mogedal รัฐมนตรีดูแลกิจการพัฒนาระหว่างประเทศเยือนไทยเพื่อเข้าร่วมประชุมระหว่าง ประเทศว่าด้วยยาเสพติด
– 19 มีนาคม 2545 (ค.ศ.2002) นาง Helle Hammer รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมเยือนไทย
– 29 มีนาคม 2545 (ค.ศ.2002) นาย Vidar Helgesen รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง การต่างประเทศเยือนไทย และพบหารือกับนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
– 16-18 กันยายน 2545 (ค.ศ.2002) นาย Vidar Helgesen รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนไทย
– 31 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายน 2545 (ค.ศ.2002) นาย Vidar Helgesen รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนไทย
– 23-25 กุมภาพันธ์ 2547 (ค.ศ.2004) นาย Jan Petersen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์ เยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ในระหว่างการเยือนไทย รัฐมนตรี Petersen ได้เข้าเยี่ยมคารวะ ฯพณฯ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และพบหารือกับนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
– 16-17 มีนาคม 2547 (ค.ศ.2004) นาย Vidar Helgesen รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์เยือนไทย และในระหว่างการเยือน รัฐมนตรีช่วย Helgesen พบหารือกับนายสรจักร เกษมสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ
– 24-25 พฤศจิกายน 2547 (ค.ศ.2004) นาย Vidar Helgesen รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์เยือนไทย เพื่อเข้าร่วมการสัมมนาเชิงวิชาการ ไทย-นอร์เวย์ ในหัวข้อ “Sharing the Experiences in Promoting the Global and Regional Peace” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งร่วมจัดโดยกระทรวงการต่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ในโอกาสการเสด็จฯ เยือนไทยของมกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์และพระชายา ระหว่าง วันที่ 23-26 พฤศจิกายน 2547
– 6-8 มกราคม 2548 (ค.ศ. 2005) นาย Jan Petersen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์ เยือนไทย เพื่อประเมินสถานการณ์เหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติจากคลื่นยักษ์บริเวณ จังหวัดภาคใต้ของไทย และในระหว่างการเยือนไทย รัฐมนตรี Petersen ได้เข้าพบนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อหารือข้อราชการ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2548 ที่กรุงเทพฯ แลได้เดินทางไป จ.ภูเก็ต เพื่อเยี่ยมพื้นที่ประสบภัย เมื่อวันที่ 6-8 มกราคม 2548
– 16-17 มกราคม 2548 (ค.ศ.2005) นาย Kjell Magne Bondevik นายกรัฐมนตรี นอร์เวย์ พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรีในกลุ่มประเทศนอร์ดิก (สวีเดนและฟินแลนด์) เยือนไทยในฐานะแขกของรัฐบาล (Working Visit) เพื่อประเมินสถานการณ์เหตุการณ์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติจากคลื่นยักษ์บริเวณจังหวัดภาคใต้ของไทย และในระหว่างการเยือนไทย นายกรัฐมนตรีกลุ่มประเทศนอร์ดิกทั้งสามประเทศได้รับพระราชทานพระบรมราช วโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ วังไกลกังวล และได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อหารือ ข้อราชการในวันที่ 16 มกราคม 2548 และได้เดินทางไปเยี่ยมชมพื้นที่ประสบภัยที่จ.ภูเก็ตในวันที่ 17 มกราคม 2548
28-29 มกราคม 2548 (ค.ศ.2005) นาย Svein Ludvigsen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประมงและกิจการชายฝั่งนอร์เวย์ เยือนไทยเพื่อเข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือในภูมิภาค เกี่ยวกับระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่จ.ภูเก็ต
12-14 เมษายน 2548 (ค.ศ.2005) นางสาว Valgerd Haugland รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมและกิจการศาสนา เยือนไทยเพื่อประเมินสถานการณ์จากกรณีเหตุการณ์ คลื่นยักษ์
4-8 พฤษภาคม 2548 (ค.ศ.2005) นาย Angsar Gabrielsen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เยือนไทย เพื่อเป็นประธานในงานพิธีรำลึกแก่ผู้เสียชีวิตชาวนอร์เวย์จากเหตุการณ์คลื่น ยักษ์ที่จ.ภูเก็ต
26 ธันวาคม 2548 (ค.ศ.2005) นาย Jan Patersen อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์ เยือนไทยเพื่อเป็นตัวแทนรัฐบาลนอร์เวย์ในงานรำลึกครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์คลื่นยักษ์




ความเห็น

  • Patsaporn wrote on 16 มีนาคม, 2010, 14:04

    นอร์เวย์เป็นประเทศที่น่าอยู่ ผู้คนจิตใจดี อบอุ่นไม่ก้าวร้าว รักสันติ

  • ศึกษา wrote on 12 ธันวาคม, 2010, 16:15

    อยากรู้เกี่ยวกับ โครนนอร์เวย์ อ่ะคับ มีประเทศไหนใช้บ้าง ? ประวัติเงินโครน

  • รักข่าว wrote on 1 กรกฎาคม, 2014, 10:11

    ขอบคุณสำหรับข่าวดีๆ คับ 
    http://www.haijai.com

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics