รัฐกาตาร์ (State of Qatar)

แบ่งปัน

        

รัฐกาตาร์ (State of Qatar)

 

756px-flag_of_qatarsvg1ประเทศกาตาร์ หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า รัฐกาตาร์ (State of Qatar)

 

ประมุขของรัฐ เช็ค ฮามัด บิน คาลิฟา อัล-ตานี (H.H. Shaikh Hamad Bin Khalifa Al-Thani) ดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ (Amir of Qatar) (มาจากการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2538)537909154_56682e9e9d
 

ที่ตั้งและพื้นที่ กาตาร์เป็นประเทศที่มีลักษณะเป็นแหลมยื่นจากชายฝั่ง ตะวันออกของคาบสมุทรอาระเบียลงไปในอ่าวเปอร์เซีย ทิศใต้และทิศตะวันตกติดซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดบาห์เรน กาตาร์มีพื้นที่ประมาณ 4,247 ตารางไมล์ (11,437 ตารางกิโลเมตร) และมีหมู่เกาะอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 563 กิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเป็นทะเลทราย ที่ตั้งประเทศมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เพราะอยู่ใจกลางอ่าวเปอร์เซีย และใกล้แหล่งน้ำมันดิบใหญ่ ๆ ของโลกmqatar

ประชากร ประมาณ 700,000 คน (2003) ร้อยละ 40 เป็นชาวอาหรับ ร้อยละ 18 เป็นชาวอินเดีย ร้อยละ 18 เป็นชาวปากีสถาน ร้อยละ 10 เป็นชาวอิหร่าน และอื่น ๆ อีกร้อยละ 14

เมืองหลวง Doha (โดฮา)

เมืองสำคัญ Umm Said, Al-Khor, Dakhan, Wakrah, Madinet, Al-Shamal

ภาษา อาหรับ (ภาษาราชการ) ภาษาอังกฤษใช้กันแพร่หลายเป็นภาษาที่สอง

ศาสนา อิสลาม (ร้อยละ 90 นับถือนิกายสุหนี่ อีกร้อยละ 5นับถือนิกายชีอะห์) และอื่นๆ อีก ร้อยละ 5

การปกครอง ระบอบกษัตริย์ (traditional monarchy)

หน่วยเงิน Qatari Riyal ริยัล

อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับ 3.64 ริยัล หรือประมาณ 12 บาท

GDP ประมาณ 20.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (2004)

รายได้ต่อหัว 30,410 เหรียญสหรัฐ (2003) สูงสุดในกลุ่มประเทศอาหรับdoha_sheraton

ผลิตน้ำมัน ได้วันละ 928,055 บาร์เรลต่อวัน (2003)

ปริมาณน้ำมันดิบสำรอง 15.2 พันล้านบาร์เรล (2003)

ปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรอง 509 ล้านล้านลูกบาศ์กฟุต (2003)

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และทรัพยากรประมง

สินค้าออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมัน ปุ๋ย เหล็ก ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี

สินค้าเข้าที่สำคัญ เชื้อเพลิง เครื่องจักร เครื่องยนต์ เคมีภัณฑ์ อาหารและเสื้อผ้า

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ญี่ปุ่น อังกฤษ สหรัฐฯ อิตาลั เยอรมนี ฝรั่งเศส เกาหลีใต้

บุคคลสำคัญของกาตาร์
1.) H.H Sheikh Hamad Bin Khalifa Al-Thani เจ้าผู้ครองรัฐ และรัฐมนตรีกลาโหม (Amir and Minister of Defence) ครองราชย์เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2538
2.) H.H. Sheikh Jassem Bin Hamad Al-Thani มกุฎราชกุมารแห่งรัฐกาตาร์ (Heir Apparent) ได้รับการสถาปนาเมื่อ 22 ต.ค. 2539
3.) H.H. Sheikh Abdullah Bin Khalifa Al-Thani นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (Prime Minister and Minister of Interior) ได้รับแต่งตั้งเมื่อ 30 ต.ค. 2539
4.) H.E. Hamad Bin Jassem Bin Jabr Al-Thani รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (Minister of Foreign Affairs)

          

การเมืองการปกครอง

การเมืองการปกครอง
ประวัติศาสตร์

     กาตาร์เคยอยู่ภายใต้การปกครองของตุรกีจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อมาอังกฤษได้เข้ามามีอิทธิพลโดยได้ทำสนธิสัญญาปี 2459 (ค.ศ. 1916) กับกาตาร์มีผลทำให้กาตาร์อยู่ภายใต้การคุ้มครองของอังกฤษ โดยอังกฤษดูแลกิจการระหว่างประเทศของกาตาร์และต้องป้องกันกาตาร์จากการ ถูกรุกรานจากภายนอก และต่อมาสนธิสัญญาปี 2477 (ค.ศ. 1934) ได้ขยายการคุ้มครองของอังกฤษออกไปทุก ๆ ด้าน
250px-doha_palaceในปี 2511 (ค.ศ. 1968) รัฐบาลอังกฤษประกาศจะถอนตัวออกจากภูมิภาค อ่าวเปอร์เซียภายในปี 2514 (ค.ศ. 1971) กาตาร์จึงพยายามรวมตัวเป็นสหพันธ์รัฐกับบาห์เรนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ กาตาร์เป็นเอกราชเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2514 (ค.ศ. 1971) โดยอังกฤษได้ยกเลิกสนธิสัญญาปี 2459 (ค.ศ. 1916) และได้มีการลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพระหว่างกันแทน
     ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2515 (ค.ศ. 1972) Shaikh Khalifa Bin Hamad Al – Thani ได้ทำรัฐประหารสำเร็จโดยปราศจากการนองเลือด และต่อมา เมื่อ วันที่ 27 มิถุนายน 2538 (ค.ศ. 1995) Shaikh Hamad Bin Khalifa Al – Thani พระโอรส ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นมกุฎราชกุมารของกาตาร์ ก็ได้ยึดอำนาจการปกครองและตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองรัฐองค์ใหม่

ระบอบการปกครอง
     กาตาร์มีการปกครองระบบราชาธิปไตย โดยมีเจ้าผู้ครองรัฐ (Amir of Qatar) เป็นประมุขและอำนาจการปกครองทั้งหมดตกอยู่กับเจ้าผู้ครองรัฐและราชวงศ์ Al – Thani กาตาร์มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) เป็นกฎหมายหลักในการปกครองประเทศ และยึดถือแบบแผนการดำเนินชีวิตตามหลักการของศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด และต่อมาในปี 2542 เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ได้ออกพระราชกำหนดให้จัดตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับถาวร กาตาร์ไม่มีพรรคการเมือง แต่มีสภาที่ปรึกษา เรียกว่าMajlis al-Shura ประกอบด้วยสมาชิก 35 คน แต่งตั้งโดยเจ้าผู้ครองรัฐ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่เจ้าผู้ครองรัฐ

การเมืองภายในzubara_fort
     Sheikh Hamad เจ้าผู้ครองรัฐองค์ปัจจุบัน ขึ้นครองราชย์ด้วยการก่อรัฐประหารพระบิดา เมื่อปี 2538 ทรงได้ชื่อว่าเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ ต้องการนำกาตาร์เข้าสู่สังคมยุคใหม่ อาทิ การเสนอให้กาตาร์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ในปี 2549 (2006)ซึ่งกาตาร์ได้รับเลือก นอกจากนี้ ได้ทรงพยายามเปิดเสรีทางการเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาทิ การออกกฏหมายให้สตรีชาวกาตาร์ที่บรรลุนิติภาวะ (18 ปีบริบูรณ์) มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งในการเลือกตั้งสภาตำบล (Muncicipal Council) เมือปี 2542 จึงทรงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนชาวกาตาร์ โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันกาตาร์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศในภูมิภาคอ่าวอาหรับที่ประชาชน และสื่อมวลชนมีเสรีภาพทางการเมืองสูงที่สุดประเทศหนึ่ง

นโยบายต่างประเทศ
1.) กาตาร์เป็นประเทศอาหรับที่ดำเนินนโยบายสายกลาง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับซาอุดีอาระเบียและประเทศสมาชิกอื่น ๆ ในคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council – GCC) ซึ่งกาตาร์เป็นสมาชิกอยู่ด้วย กาตาร์เป็นประเทศเล็กที่หวังพึ่งพาซาอุดีอาระเบียในด้านการป้องกันและความ มั่นคงของประเทศมาก โดยลงนามในความ ตกลงป้องกันร่วมกันในปี 1982 นอกจากนั้น ยังส่งกองกำลังของตนเข้าร่วมในการฝึกซ้อมทางทหาร (Peninsula Shield) ของกลุ่มประเทศ GCC สำหรับปัญหาตะวันออกกลาง กาตาร์ให้ความสนับสนุนอิรักในสงครามระหว่างอิรัก – อิหร่าน และแผนสันติภาพของสันนิบาตอาหรับที่เมืองเฟซ ประเทศโมร็อกโกในระหว่างวิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซียเมื่อปี 1990 – 1991 กาตาร์สนับสนุนสหรัฐฯ และซาอุดี-อาระเบียอย่างเต็มที่ และภายหลังวิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซีย กาตาร์ก็เข้าร่วมอย่างแข็งขันในแผนการรักษาความ มั่นคงของ GCC กาตาร์เป็นประเทศเล็ก มีกำลังรบทั้งด้านอาวุธและมีกำลังคนน้อย จึงหวังพึ่งกองกำลังอาหรับที่จัดตั้งขึ้นตามแผนการรักษาความมั่นของ GCC
2.) ในเดือนเมษายน 2529 (ค.ศ. 1986) เกิดความขัดแย้งระหว่างกาตาร์กับบาห์เรน จากการที่กองทหารของกาตาร์บุกขึ้นยึดโขดหิน Fasht al-Dibel ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่ามีอธิปไตยเหนือเกาะนั้น แต่จากการไกล่เกลี่ยของ GCC ทั้งสองฝ่ายตกลงแก้ปัญหาเกาะดังกล่าวได้ (กาตาร์และบาห์เรนยังมีข้อพิพาทด้านอธิปไตยเหนือพรมแดน เหนือหมู่เกาะ Hawar เกาะ Qitat Jaradah, Zubara Strip หมู่เกาะ Janan และ Hadd Janan ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่ปี 2482 (ค.ศ. 1939) จนถึงขั้นที่ทั้งสองฝ่ายเกือบทำสงครามกัน และต่อมาในปี 2534 (ค.ศ. 1991) กาตาร์ก็ได้นำข้อพิพาทให้ศาลโลกพิจารณา) เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 ศาลโลก (ICJ) ณ กรุงเฮก ได้ตัดสินให้หมู่เกาะ Hawar และเกาะ Qitat Jaradah เป็นของบาห์เรน ส่วน Zubara Strip โขดหิน Fasht al-Dibel และหมู่เกาะ Janan กับ Hadd Janan ให้เป็นของกาตาร์ รวมทั้งให้สิทธิการเดินเรือผ่านอย่างเสรีแก่กาตาร์ในน่านน้ำระหว่างบาห์เรน กับหมู่เกาะ Hawar อันนับเป็นการยุติความขัดแย้งด้านพรมแดนระหว่างกาตาร์กับบาห์เรนเป็นการถาวร
3.) กาตาร์เป็นประเทศหนึ่งที่ประกาศรับรองจากการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์
4.) ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับกาตาร์นั้น ก่อนการยึดอำนาจเป็นไปอย่างไม่ใคร่จะราบรื่นนัก เนื่องจากนโยบายของ Shaikh Hamad ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นมกุฏราชกุมารไม่ใคร่จะสอดคล้องกับซาอุดีอาระ เบียในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับปัญหาพรมแดนของประเทศทั้งสอง รวมทั้งนโยบายให้การสนับสนุนอิรัก อิหร่าน และอิสราเอล ดังนั้น ทันทีที่มีข่าวการเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัฐกาตาร์ ซาอุดีอาระเบียก็ได้เคลื่อนกองทัพเข้าประชิดชายแดนกาตาร์ทันที และก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากัน Shaikh Hamad ได้ส่งทูตพิเศษไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีฟาฮัดที่ซาอุดีฯ ทันที ส่งผลให้สถาน-การณ์ความ ตึงเครียดลดลง และในที่สุด ซาอุดีฯ ก็ได้ประกาศให้การรับรองฐานะของ Shaikh Hamad เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่ม GCC อื่น ๆ ปัจจุบัน ข้อพิพาทพรมแดนระหว่างประเทศทั้งสองได้รับการแก้ไขแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความตกลงกำหนดเขตแดนระหว่างกัน เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2544 ซึ่งทำให้กรณีพิพาททางพรมแดนของทั้งสองฝ่ายที่มีมานานถึง 35 ปียุติลง

สมาชิกภาพในองค์การระหว่างประเทศ
กาตาร์เป็นสมาชิกใน
-> องค์การสหประชาชาติ (UN)
-> องค์การการประชุมอิสลาม (OIC)
-> สันนิบาตอาหรับ (Arab League)
-> กลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (OPEC)
-> กลุ่มประเทศอาหรับผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (OAPEC)
-> กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM)
-> คณะมนตรีความร่วมมือระหว่างรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) เมื่อปี ค.ศ. 1981
-> องค์การการค้าโลก (WTO)

      

เศรษฐกิจการค้า

เศรษฐกิจการค้า
     แต่เดิมมาเศรษฐกิจของกาตาร์อาศัยรายได้จากปศุสัตว์ การประมง และไข่มุก ต่อมาเมื่อกาตาร์ค้นพบน้ำมันเมื่อ ค.ศ. 1939 รายได้หลักของกาตาร์ก็ได้แก่ การส่งออกน้ำมัน ซึ่ง กาตาร์ได้นำมาใช้
qatar-financial-centerจ่ายในการก่อสร้างสิ่งจำเป็นพื้นฐานของประเทศ รายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบของกาตาร์มีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 80 ของรายได้จากการส่งออกทั้งหมดของประเทศ และมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 66 ของรายได้ของรัฐ ปัจจุบันน้ำมันสำรองของกาตาร์ลดลงเหลือเพียงประมาณ 3.7 พันล้านบาร์เรล กาตาร์ผลิตน้ำมันในปี 2543 (2000) ปริมาณ 760,000 บาร์เรลต่อวัน (กาตาร์ได้รับโควต้าผลิตน้ำมันจาก OPEC ในปี 2543 ปริมาณวันละ 627,000 บาร์เรล แต่ผลิตจริงมากกว่านั้น) แม้ว่ากาตาร์จะมีปริมาณน้ำมันสำรองลดลง แต่กาตาร์ก็ยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง (กาตาร์มีรายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบในปี 2543 ประมาณ 6,496 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยกาตาร์มี แหล่งสำรองก๊าซธรรมชาติใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากรัสเซียและอิหร่าน แต่เป็นแหล่งก๊าซลักษณะบ่อเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก (North field) กาตาร์มีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่พิสูจน์แล้วถึง 300 trillion ลูกบาศก์ฟุต สามารถนำมาใช้ได้มากกว่า 200 ปีในอัตราการใช้ปัจจุบัน หลังจากที่ได้มีการค้นพบว่ากาตาร์มีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก กาตาร์ได้เริ่มโครงการสำคัญด้วยการผลิตก๊าซเหลว (Liquified Natural Gas : LNG) และกลายเป็นประเทศสำคัญในการส่งออกก๊าซเหลวไปต่างประเทศโดยเฉพาะญี่ปุ่นและ เกาหลีใต้ (ปี 2543 กาตาร์ส่งออกก๊าซจำนวน 10.8 ล้านตัน มูลค่า 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าในปี 2546 กาตาร์จะสามารถส่งออกก๊าซได้มากถึง 15 ล้านตัน) กาตาร์มีนโยบายเน้นการกระจายฐานอุตสาหกรรมเพื่อลดการพึ่งพารายได้หลักที่มา จากน้ำมันและก๊าซ ดังนั้น แม้ว่ากาตาร์จะได้เปรียบดุลการค้า แต่ก็ยังเป็นหนี้สินต่างประเทศที่กู้มาเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและจัดทำ โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล (ในปี 2543 กาตาร์มีหนี้ต่างประเทศประมาณ 13 พันล้านเหรียญสหรัฐ) อย่างไรก็ดี สถานะการคลังของกาตาร์ดีขึ้นมาก นับแต่ปี 2543 เป็นต้นมา เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้รัฐบาลมีงบประมาณเกินดุล และรัฐสามารถเพิ่มรายจ่ายภาครัฐในการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานในประเทศได้ อุตสาหกรรมที่เป็นของรัฐบาลกาตาร์เป็นอุตสาหกรรมหนัก ได้แก่ โรงงานปุ๋ยแห้ง พลาสติก ซีเมนต์ คอนกรีต เหล็กเส้น และ ปิโตรเคมี 

      

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐกาตาร์

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐกาตาร์
ด้านการเมือง

-> ประเทศไทยกับประเทศกาตาร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวัน ที่ 7 สิงหาคม 2523 (ค.ศ. 1980) โดยแต่เดิมสอท. ณ กรุงริยาดมีเขตอาณาครอบคลุมกาตาร์ ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 (1998) ครม.มีมติให้สอท. ณ กรุงอาบูดาบีมีเขตอาณาครอบคลุมกาตาร์แทนสอท. ณ กรุงริยาด ฝ่ายกาตาร์ได้มอบหมายให้ สอท. กาตาร์ ณ กรุงมะนิลา มีเขตอาณาดูแลประเทศไทย ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่การทูตประจำสำนักงานผู้แทนรัฐกาตาร์ประจำประเทศไทย ตั้งอยู่ในสถานเอกอัครราชทูตโอมานประจำประเทศไทย และไทยเปิดสอท. ณ กรุงโดฮา เมื่อเดือนธันวาคม 2545
1164987463
-> ในอดีตกาตาร์ได้ให้การสนับสนุนประเทศไทยและอาเซียนในการแก้ไขปัญหากัมพูชา โดยการสนับสนุนร่างข้อมติสหประชาชาติเกี่ยวกับปัญหากัมพูชา รวมทั้งมติเกี่ยวกับที่นั่งกัมพูชาประชาธิปไตยมาตั้งแต่สมัยที่ 35 (ในสมัยที่ 34 กาตาร์งดออกเสียง)

การเยือน
-> รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ร้อยตรีประพาส ลิมปะพันธุ์) เยือนกาตาร์ เมื่อปี 2527 (1984) เพื่อส่งเสริมการค้าและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน
-> รัฐมนตรีต่างประเทศกาตาร์และคณะแวะพักที่กรุงเทพฯ เป็นการส่วนตัวเมื่อวันที่ 26 – 28 สิงหาคม 2531 (1988)
-> รัฐบาลไทยเคยเชิญมกุฏราชกุมารกาตาร์เยือนประเทศไทย ในช่วงต้นปี 2536 (1993) แต่กาตาร์มีปัญหาชายแดนกับซาอุดีอาระเบีย จึงทรงเลื่อนกำหนดการเยือนไทยออกไป
-> ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ รมว.กต. และคณะเยือนกาตาร์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2541 (1998)
-> Shaikh Hamad Bin Khalifa Al-Thani เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 11 – 15 เมษายน 2542
-> นาย Abdul Rehman Bin Hamad Al-Attiyah ปลัดกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์เยือนไทย เพื่อร่วมการประชุมอังค์ถัด ครั้งที่ 10 ที่กรุงเทพฯ และพบหารือทวิภาคีกับปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543
-> นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนกาตาร์อย่างเป็นทางการ ระหว่าง 7-9 กรกฎาคม 2544
-> H.E.Sheikh Hamad bin Faisal Al Thani รัฐมนตรีเศรษฐกิจและการค้าร่วมประชุม Asia Cooperation Dialogue ที่ชะอำ ระหว่าง 18-19 มิถุนายน 2545 และครั้งที่สองที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 20-22 กรกฎาคม 2546
-> นายกร ทัพพะรังสี (รองนายกรัฐมนตรี) เดินทางเยือนกาตาร์ ระหว่างวันที่ 8-12 กันยายน 2545
-> นายประพาส ลิมปะพันธุ์ (ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน) นำคณะเยือนตะวันออกกลาง รวมทั้งกาตาร์ ระหว่างวันที่ 17-21 พฤษภาคม 2546
-> นางอุไรวรรณ เทียนทอง (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน) และคณะ เดินทางเยือนยูเออี กาตาร์ คูเวต และบาห์เรน ระหว่างวันที่ 3-9 เมษายน 2547
-> นายวันมูฮะหมัดนอร์ มะทา (รองนายกรัฐมนตรี) และคณะ เดินทางเยือนคูเวต กาตาร์ และบาห์เรน ระหว่างวันที่ 23-30 เมษายน 2547

ด้านเศรษฐกิจ
     กาตาร์นับเป็นคู่ค้าอับดับ 4 ในกลุ่มประเทศริมอ่าวอาหรับ การค้ารวมระหว่างไทย – กาตาร์ ระหว่างปี 2546 มีมูลค่า 494.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไทยส่งออกสินค้าไปกาตาร์มูลค่า 28.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนำเข้าจากกาตาร์ 466 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไทยจึงขาดดุลการค้ากับกาตาร์ อย่างไรก็ดี การส่งออกของไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยในปี 2545 และ 2546 มีการขยายตัวร้อยละ 14.7 และ 25.3 ตามลำดับ
     สินค้าออกของไทยไปกาตาร์ที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบลิฟต์ บันไดเลื่อน เสื้อผ้าสำเร็จรูป ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋อง ฯลฯ เป็นต้น
     สินค้าที่ไทยนำเข้าจากกาตาร์ที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ เสื้อผ้า รองเท้า ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ และสิ่งพิมพ์ ฯลฯ เป็นต้น
 

dohapanoramic

ความตกลงทวิภาคีไทย – กาตาร์
ลงนามแล้ว

-> ไทยและกาตาร์ได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ระหว่างกัน เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2542 (ระหว่างการเสด็จเยือนไทยของเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์)
-> ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2534 ปัจจุบันสายการบิน Qatar Airways ทำการบินเส้นทาง โดฮา – กรุงเทพฯ และกลับ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และเส้นทาง โดฮา – กรุงเทพฯ – มะนิลา และกลับ สัปดาห์ละ 2 เที่ยว แต่การบินไทยยังไม่ได้บินไปกาตาร์
-> กระทรวงการต่างประเทศไทยและกาตาร์ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2541(ระหว่างการเยือนกาตาร์ของ อดีต รมว.กต. สุรินทร์ พิศสุวรรณ)

อยู่ระหว่างการจัดทำ
-> กาตาร์ได้เสนอขอทำความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (เมื่อปี 2540) ซึ่งยังไม่ได้เริ่มการเจรจาระหว่างกัน
-> การเจรจาทำความตกลงยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนรอบแรก มีขึ้นที่กรุงโดฮา รัฐกาตาร์ และมีการลงนามย่อระหว่างกันไปแล้ว ฝ่ายไทยกำลังอยู่ระหว่างเสนอให้ คณะรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบ
-> กาตาร์ได้เสนอร่างความตกลงร่วมมือว่าด้วยการจ้างงาน และร่างความตกลงร่วมมือระหว่างสภาหอการค้ากับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของ กาตาร์ (อยู่ระหว่างจัดทำ)
-> กาตาร์เสนอให้มีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านสุขภาพกับไทย (อยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำ)
-> ไทยเสนอให้มีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านก่อสร้างกับกาตาร์ (อยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำ)

     ปัจจุบัน มีแรงงานไทยในกาตาร์อยู่ประมาณ 2,500 คนเป็นแรงงานช่างฝีมืออาชีพและกึ่งฝีมืออาชีพ ทำงานในเขตอุตสาหกรรม และโรงกลั่น ธุรกิจบริการ ก่อสร้าง สายการบินกาตาร์ โรงแรม ภัตตาคารต่างๆ




ความเห็น

  • AHMAD BIN AUMAR wrote on 16 พฤศจิกายน, 2009, 20:40

    The Iman is making a special sudplication that is Said at the completion of the Qur”an

  • Nutthamon wrote on 20 พฤศจิกายน, 2009, 1:53

    ขอบคุณมากค่ะ..

    อ่านแล้ว
    ให้ความรู้ดีมาก

    ทำให้รู้จัก Qatar ละเอียดมากขึ้น

    ทั้งที่ไปอยู่ที่โน่น/2ปีแน่ะขอบคุณมากค่ะ.. ^_^

  • sompol sufoo wrote on 1 มกราคม, 2013, 21:07

    มีความผูกพันธ์กับกาตาร์ มาก มาทำงานยุกาตาร์ 3ปีครับ ยุถนนชนาย่า ซอย 48

  • รักข่าว wrote on 1 กรกฎาคม, 2014, 10:08

    ขอบคุณสำหรับข่าวดีๆ คับ 
    http://www.haijai.com

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics