สหราชอาณาจักร (United Kingdom)

แบ่งปัน

สหราชอาณาจักร (United Kingdom)

800px-flag_of_the_united_kiสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ รือชื่ออย่างสั้นว่า สหราชอาณาจักร (United Kingdom ย่อว่า UK) 

 

elizabeth_ii_greets_nasa_gsประมุข พระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

(ขึ้นครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2495)

 

 locationunitedkingdomที่ตั้ง ตะวันตกเฉียงเหนือของภาคพื้นทวีปยุโรป

 

พื้นที่ 242,514 ตารางกิโลเมตร

มืองหลวง กรุงลอนดอน

442px_-_london_lead_imageภูมิประเทศ เป็นเกาะ ยาวประมาณ 1,000 กม. กว้างประมาณ 500 กม.

 

ภูมิอากาศ อากาศเย็นสบาย อุณหภูมิเฉลี่ย 8?C ฝนตกตลอดปี

ประชากร 60.27 ล้านคน

กลุ่มชนชาติ อังกฤษ สกอต เวลส์ ไอริช เอเชียใต้ และอื่นๆ

ภาษาราชการ ภาษาอังกฤษ

ศาสนา คริสตศาสนา

สกุลเงิน ปอนด์สเตอร์ลิง

อัตราแลกเปลี่ยน ประมาณ 75 บาท = 1 ปอนด์สเตอร์ลิง

วันชาต 14 มิถุนายน

ระบบการเมือง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

อัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 2.1

อัตราเงินเฟ้อ ร้อยละ 3

อัตราการว่างงาน ร้อยละ 5.2

ประเทศคู่ค้าสำคัญ เยอรมนี สหรัฐฯ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ อิตาลี ญี่ปุ่น

มูลค่าการส่งออก 304.5 พันล้านดอลาร์สหรัฐ

มูลค่าการนำเข้า 363.6 พันล้านดอลาร์สหรัฐ

สินค้าออกสำคัญ สินค้าอุตสาหกรรม สินค้ากึ่งอุตสาหกรรม เชื้อเพลิง เคมีภัณฑ์ อาหาร เครื่องดื่ม ยาสูบ

สินค้าเข้าสำคัญ สินค้าอุตสาหกรรม เครื่องจักรกล เชื้อเพลิง อาหาร

ทรัพยากรธรรมชาติน้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน เหล็ก ดีบุก

การเมืองการปกครอง

 

สถาบันทางการเมือง
     สหราชอาณาจักรมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีกษัตริย์ (สมเด็จพระราชินีนาถ) เป็นประมุข สหราชอาณาจักรไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบเรียงลำดับมาตรา แต่ใช้พระราชบัญญัติและกฎหมายจารีตประเพณีในการบริหารประเทศ รัฐสภาทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติ และในทางปฏิบัติ เป็นสถาบันที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศ ฝ่ายบริหารประกอบด้วยรัฐบาล (คณะรัฐมนตรี) หน่วยงานทางราชการ หน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอิสระ และหน่วยงานที่อยู่ในความดูแลของ รัฐมนตรี ฝ่ายตุลาการกำหนดกฎหมายและตีความจารีตประเพณี 

     สมเด็จพระราชินีนาถทรงเป็นประมุขฝ่ายบริหาร ทรงมีบทบาทสำคัญด้านนิติบัญญัติ ทรงเป็นประมุขฝ่ายตุลาการ ทรงเป็นผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ และทรงเป็น ผู้บริหารสูงสุดของศริสตจักรแห่งอังกฤษ 
     รัฐบาลภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์ ได้มีนโยบายส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แคว้นwestminster_palaceต่าง ๆ มากขึ้น โดยเมื่อปี 2540 รัฐบาลได้จัดให้มีการลงประชามติในแคว้นสก๊อตแลนด์ และเวลส์ และต่อมา ในปี 2542 ได้มีรัฐสภาเป็นของตนเอง และมีการจัดตั้งรัฐบาลของตนเอง ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดนโยบายด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านการบริหารแคว้น ด้านการพัฒนา ด้านกิจการภายในเป็นของตนเอง ส่วนอำนาจด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่างประเทศอยู่ภายใต้รัฐบาลกลางสหราชอาณาจักร

รัฐสภา
     อำนาจทางนิติบัญญัติของรัฐสภาสหราชอาณาจักรประกอบด้วย 3 ส่วน คือ สมเด็จพระราชินีนาถ สภาสามัญหรือสภาผู้แทนราษฎร และสภาขุนนาง โดยการประชุมของทั้ง 3 ส่วนมีขึ้นเฉพาะในโอกาสทางพิธีการ อาทิ พระราชพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภา
     รัฐสภาสหราชอาณาจักรมีหน้าที่ในการออกกฎหมาย ตรวจสอบนโยบายและการบริหารงานของรัฐบาล และเปิดอภิปรายในกระทู้สำคัญ
รัฐสภาสหราชอาณาจักรแต่ละชุดมีอายุไม่เกิน 5 ปี มีช่วงสมัยประชุมคราวละ 1 ปี โดยเริ่มต้นและสิ้นสุดในเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน โดยมีช่วงพักการประชุมในเวลากลางคืน ช่วงสุดสัปดาห์ เทศกาลคริสต์มาส เทศกาลอีสเตอร์ วันหยุดธนาคารในปลายฤดูใบไม้ร่วง และวันหยุดยาวในฤดูร้อน (ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม) ทั้งนี้ จำนวนวันประชุมเฉลี่ยในแต่ละสมัยประชุมมีดังนี้
     การประชุมสภาสามัญ 148 วัน และการประชุมสภาขุนนาง 152 วัน ในการเปิดสมัยประชุมทุกครั้ง สมเด็จพระราชินีนาถจะทรงมีพระราชดำรัสเปิดสมัยประชุมรัฐสภา โดยจะทรงกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาล และการเสนอร่างกฎหมาย และจะทรงมีพระราชเสาวนีย์ปิดสมัยประชุม รัฐสภาจะมีช่วงปิดสมัยประชุมเพียง 3 – 4 วัน ก่อนเริ่มสมัยประชุมต่อไป และจะเป็นการยุติกระบวนการทางนิติบัญญัติของสมัยประชุมนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎมายที่ไม่สามารถผ่านการพิจารณาก่อนสิ้นสุดสมัยประชุมจะตกไป ยกเว้นว่าฝ่ายค้านเห็นพ้องจะให้พิจารณากฎหมายต่อในสมัยต่อไป
     สภาสามัญหรือสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วยสมาชิกมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเบอร์เดียว จำนวน 659 คน โดยมาจากแคว้นอังกฤษ  529 คน เวลส์ 40 คน สก็อตแลนด์ 72 คน และไอร์แลนด์เหนือ 18 คน ดำรงตำแหน่งครั้งละไม่เกิน 5 ปี
สภาขุนนาง ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้ง จำนวน 659 คน ประกอบด้วย ผู้นำฝ่ายคริสตจักร และสมาชิกฝ่ายฆราวาส ซึ่งประกอบด้วย ขุนนางที่ได้รับการสืบทอดทางสายโลหิต จำนวน และขุนนางที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต

รัฐบาล
     รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกอบด้วยรัฐมนตรีต่างๆ ที่รับผิดชอบดูแลกิจการของประเทศ สมเด็จพระราชินีนาถทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี blair_june_2007(หัวหน้าพรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาสามัญที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด) และทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีไม่เกิน 20 คน ตามการถวายคำแนะนำจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีส่วนใหญ่มาจากสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีสามารถมาจากสภาขุนนางได้ ทั้งนี้ตำแหน่ง The Lord of Chancellor (รับผิดชอบงานด้านกฎหมาย) จะมาจากสภาขุนนางการปกครองส่วนท้องถิ่น
     การปกครองส่วนท้องถิ่นสหราชอาณาจักร แบ่งออกเป็นระดับ County (เทียบเท่าจังหวัด) มี 53 จังหวัด ระดับ District (เทียบเท่าอำเภอ) มี 369 อำเภอ การปกครองส่วนท้องถิ่นในสก๊อตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือใช้ระบบรัฐบาลเดี่ยวในการบริหารงานส่วนท้องถิ่น ส่วนแคว้นอังกฤษใช้ทั้งระบบรัฐบาลท้องถิ่นเดี่ยว (Unitary Authorities, London Boroughs และ Metropolitan Districts)และระบบรัฐบาลท้องถิ่นสองระบบ (two-tier) ซึ่งประกอบด้วย County Councils และ District and Borough Councils ส่วนระดับ Parish (เทียบเท่าตำบล) และ Community (เทียบเท่าหมู่บ้าน) มีอำนาจหน้าที่จำกัดเพียงการประสานงานการดำเนินการต่างๆ และเป็นผู้แทนของท้องถิ่น
     การปกครองส่วนท้องถิ่นสหราชอาณาจักรเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย โดยใช้ระบบเลือกตั้งเทศมนตรี และการมีส่วนร่วมของประชาชน  โดยจะมีการสำรวจความคิดเห็น จัด roadshow หรือการแสดงประชามติ ในการบริหารงานส่วนท้องถิ่น

สถานการณ์การเมือง
     พรรคแรงงานภายใต้การนำของนายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2548 โดยถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พรรคแรงงานสามารถกลับเข้าบริหาร ประเทศได้เป็นสมัยที่สามติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม เสียงข้างมากที่พรรคแรงงานเคยได้รับอย่างท่วมท้นเมื่อการเลือกตั้งทั่วไป ครั้งที่แล้ว (ปี 2544) ลดลงอย่างมาก เนื่องจากการตัดสินใจเข้าร่วมสงครามอิรักของสหราชอาณาจักรโดยมีข่าวกรองที่ ผิดพลาด ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่โจมตีของพรรคอื่นๆ และมีชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมสงครามดังกล่าว ทั้งนี้ ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรของgordonbrown2004พรรคแรงงานที่มากกว่าพรรคฝ่ายค้านลดลงจาก 161 ที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเหลือ 67 ที่นั่งในครั้งนี้ (พรรคแรงงานชนะ 356 เขตเลือกตั้ง พรรคอนุรักษ์นิยม 197 เขคเลือกตั้ง และพรรค Liberal Democrats 62 เขตเลือกตั้ง) ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง นายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรได้ปรับคณะรัฐมนตรี โดยตำแหน่งสำคัญที่มีการเปลี่ยนแปลง มีอาทิ
นาย Geoff Hoon จากรัฐมนตรีกลาโหม เป็น Leader of the House of Commons
นาย John Reid จากรัฐมนตรีสาธารณสุข เป็น รัฐมนตรีกลาโหม
นาง Patricia Hewitt จากรัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรม เป็น รัฐมนตรีสาธารณสุข
นาย Alan Johnson จากรัฐมนตรีงานและประกันสังคม เป็น รัฐมนตรีผลผลิต พลังงานและอุตสาหกรรม (ซึ่งเดิมคือกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม) 

     รัฐบาล ภายใต้การนำของนายโทนี แบลร์ เน้นนโยบายภายในประเทศ ในเรื่องการให้บริการสาธารณะ ได้แก่ การศึกษา สาธารณสุข ระบบสวัสดิการสังคม และอาชญากรรม โดยจะผลักดันกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการให้บริการด้านสาธารณสุข การปฏิรูปกฎหมายเรื่องการสร้างผลประโยชน์จูงใจให้ผู้ที่รับผลประโยชน์จากการ ว่างงานกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน รวมทั้งจะผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวกับผู้ได้บำนาญ เงินบำนาญ และผลประโยชน์ของผู้ได้รับบำนาญ และปฏิรูปการเลี้ยงดูเด็กให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ส่วนในด้านนโยบายการต่างประเทศ รัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญกับการผลักดันกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการลงประชามติ เพื่อรับรองธรรมนูญยุโรปในปี 2549 และจะผลักดันให้บัลแกเรีย และโรมาเนีย เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรป (European Union) ภายในปี 2550 นอกจากนี้ โดยที่สหราชอาณาจักรจะดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มประเทศ G8 ในปี 2548 และจะดำรงตำแหน่งประธานสหภาพยุโรป ในช่วงครึ่งหลังของปี 2548 สหราชอาณาจักรจะดำเนินนโยบายเพื่อสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงในสหภาพยุโรป และจะผลักดันประเด็นปัญหาความยากจนในแอฟริกาและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โลก (climate change)

เศรษฐกิจการค้า

     เศรษฐกิจ สหราชอาณาจักรชะลอตัวลงตั้งแต่ปี 2544 เนื่องจากผลกระทบจากการถดถอยของเศรษฐกิจโลก การแข็งค่าของเงินปอนด์ และสภาวะ ฟองสบู่แตกซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิต และการส่งออก แม้กระนั้น เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรยังอยู่ในสภาวะที่แข็งแกร่งกว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรป โดยสหราชอาณาจักรมีอัตราเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และการว่างงานที่ต่ำ ซึ่งทำให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรมีความยากลำบากที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการผลัก ดันให้สหราชอาณาจักรเข้าร่วมสหพันธ์เศรษฐกิจและการเงินยุโรป เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรได้ให้คำมั่นที่จะจัดการลงประชามติ หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อข้อทดสอบทางเศรษฐกิจ 5 ประการตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหราชอาณาจักรเสนอ ซึ่งข้อทดสอบดังกล่าวจะกำหนดว่า การเข้าร่วมสหพันธ์เศรษฐกิจและการเงินยุโรปจะส่งผลดีต่อการลงทุน การจ้างงาน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ สหราชอาณาจักรหรือไม่ 

city_of_london oil_platform

     ในหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรดำเนินไปได้ดีกว่าประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศ เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศสูงจากราคาบ้านสูงขึ้น นอกจากนั้น การแข็งค่าของเงินปอนด์ทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเอื้ออำนวยให้รัฐบาลสามารถใช้มาตรการทางการเงินในการสร้างความเติบโตทาง เศรษฐกิจได้ จากสถิติของทางการสหราชอาณาจักร ในปี 2547 สหราชอาณาจักรมีอัตราการเจริญเติบโตของ GDP ร้อยละ 2.9 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยตลอดปี 2547 อยู่ที่ 1.4% ส่วนในเดือนมกราคม 2548 อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 1.6% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งมีอัตราเงินเฟ้อ 2.2% (เดือนธันวาคม 2547) 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย กับ

สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ

ความสัมพันธ์ทางการเมืองไทย-สหราชอาณาจักร
     ไทยกับสหราชอาณาจักรสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2398 ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างกันดำเนินไปอย่างราบรื่นบนพื้นฐานมิตรภาพทั้งใน กรอบทวิภาคี และกรอบความร่วมมือพหุภาคี การแลกเปลี่ยนการเยือนอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นและกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของความร่วมมือมาก ยิ่งขึ้น

e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b8a3e0b8b2e0b88ae0b8ade0b8b2e0b884e0b8b1e0b899e0b895e0b8b8e0b881e0b8b022 e0b89ee0b8a3e0b8b0e0b8a3e0b8b2e0b88ae0b8ade0b8b2e0b884e0b8b1e0b899e0b895e0b8b8e0b881e0b8b03

      พตท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ได้เห็นพ้องในหลักการที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ไทย-สหราชอาณาจักรในลักษณะหุ้น ส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งได้ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมฯ ในโอกาสที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 12 – 15 พฤษภาคม 2545

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
การค้า
สถิติการค้าไทย – สอ. (หน่วย : ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ)

ปี

มูลค่าการค้า

ไทยส่งออก

ไทยนำเข้า

ดุลการค้า

 2544 

3,316.9

2,336.8

980.2

1,356.6

2545

3,240.3

2,393.1

847.3

1,545.8

2546

3,499.4

2,577.6

921.7

1,655.9

2547

4,302.1

3,033.5

1,268.6

1,764.8

     ในปี 2547 สหราชอาณาจักรเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยในลำดับที่ 13 เป็นคู่ค้าลำดับที่ 2 ในกลุ่มสหภาพยุโรปรองจากเยอรมนี ด้านการส่งoxford-streetออก สหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกของไทยในลำดับที่ 9 และเป็นลำดับที่ 1 ในกลุ่มสหภาพยุโรป สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เสื้อผ้าสำเร็จรูป แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องรับวิทยุและโทรทัศน์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ไก่แปรรูป เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ และผลิตภัณฑ์พลาสติก ด้านการนำเข้า สหราชอาณาจักรแหล่งนำเข้าของไทยในลำดับที่ 20 เป็นลำดับที่ 2 ในกลุ่มสหภาพยุโรป รองจากเยอรมนี สินค้าหลักที่ไทยนำเข้าจากสหราชอาณาจักร คือ เครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องบิน เรือและอุปกรณ์การบิน เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า สินแร่โลหะอื่นๆ และเศษโลหะ เครื่องดื่มประเภทน้ำแร่ น้ำอัดลมและสุรา เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ การวัด การตรวจสอบ การถ่ายรูป และเครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ

การลงทุน 1129640533
     สหราชอาณาจักรเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นลำดับต้นในกลุ่มสหภาพยุโรป โดยมีลักษณะการลงทุนในรูปบรรษัทข้ามชาติ เช่น Boots, Tesco, Marks&Spencer, National Power และ Orange จนถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มูลค่าของการลงทุนของวิสาหกิจสหราชอาณาจักรในประเทศไทยกว่า 140 พันล้านบาท ตามสถิติโครงการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ปริมาณการลงทุนจากสหภาพยุโรปในไทยที่ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมระหว่างปี 2513-2546 สหราชอาณาจักรเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุดทั้งในแง่ของจำนวนโครงการ ซึ่งมีจำนวน 381 โครงการ และมูลค่าการลงทุน 241 พันล้านบาท ในปี 2547 สหราชอาณาจักรมีโครงการลงทุนในประเทศไทยที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุนจำนวน 17 โครงการ มูลค่าประมาณ 2.5 พันล้านบาท มากเป็นอันดับสี่ในบรรดาประเทศสหภาพยุโรป รองจากเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และสวิตเซอร์แลนด์ และในปี 2548 (มกราคม-มีนาคม) ได้รับอนุมัติแล้ว 6 โครงการ มูลค่า 348 ล้านบาท สหราชอาณาจักรมีแนวโน้มสนใจขอรับการส่งเสริมการลงทุนในสาขาอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และกิจการซอฟต์แวร์ สาขาบริการและสาธารณูปโภค UK Trade Partner ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนของสหราชอาณาจักรร่วมมืออย่าง ใกล้ชิดกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในการกระตุ้นให้นักลงทุนสหราช อาณาจักรขยายการลงทุนในประเทศไทย กลุ่มธุรกิจไทยอังกฤษอยู่ระหว่างการพัฒนาความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่อธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมharrods

การท่องเที่ยว 
     ตลาดสหราชอาณาจักรเป็นตลาดท่องเที่ยวหลักที่สำคัญของไทย เป็นตลาดใหญ่ลำดับที่ 7 และเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป โดยมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 5.4 ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งหมด ทั้งนี้ ในปี 2547 มีนักท่องเที่ยวสหราชอาณาจักรเดินทางมาไทย เป็นจำนวน 628,679 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2546 คิดเป็นร้อยละ 15.35 ส่วนคนไทยเดินทางไปสหราชอาณาจักรในช่วงเดียวกัน 43,626 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2546 ร้อยละ 29.15

ความร่วมมือด้านการศึกษา
     ไทยและสหราชอาณาจักรมีประวัติความร่วมมือด้านการศึกษาที่ยาวนาน มีความร่วมมือในระดับสถาบันการศึกษาในทุกระดับอย่างกว้างขวาง สถาบัน British Council ในประเทศไทยเป็นหน่วยงานหลักของฝ่ายสหราชอาณาจักรที่ได้มีโครงการความร่วม มือด้านการศึกษาต่างๆ กับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องของไทย
     ปัจจุบันมีนักศึกษาไทยในสถาบันการศึกษาในสหราชอาณาจักรมากกว่า 4,400 คน มีนักเรียนที่รับทุนการศึกษาจากสหราชอาณาจักรประมาณ 400 คน กระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรได้ให้ทุนการศึกษา Chevening Scholarship แก่นักศึกษาไทยให้ไปศึกษาในสหราชอาณาจักรในระดับอุดมศึกษาเป็นประจำทุกปี

kingscollegechapelwest tom_quad_christ_church_200

วามตกลงทวิภาคีที่สำคัญระหว่างไทย-สหราชอาณาจักร

 

1. ความตกลงว่าด้วยบริการเดินทางอากาศ ลงนามเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2493 (แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2520 และเมื่อเดือนมิถุนายน 2522) ปัจจุบันฝ่าย สหราชอาณาจักรได้เสนอที่จะให้มีการปรับปรุงบางข้อบท และฝ่ายไทยกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

2. หนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทยว่าด้วยสิทธิพิเศษที่ให้แก่ผู้เชี่ยว ชาญภายใต้โครงการความร่วมมือตามแผนโคลัมโบ (แลกเปลี่ยนเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2505) ซึ่งคาดว่าการให้สิทธิพิเศษผู้เชี่ยวชาญฯ จะมีน้อยลงเนื่องจากสหราชอาณาจักรได้ยุติการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ ไทยในปี 2543

3. ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ลงนามเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2521 ปัจจุบันมีบริษัทมาขอรับการคุ้มครองภายใต้ความตกลงฯ น้อย เนื่องจากเห็นว่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จะทำให้ได้รับเงื่อนไขที่ดีกว่า

4. อนุสัญญาว่าด้วยการยกเว้นภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากรในส่วนที่ เกี่ยวกับภาษีที่เก็บจากเงินได้ ลงนามเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2524 ซึ่งมีช่วยเหลืออย่างมากให้ภาคธุรกิจของประเทศทั้งสองไม่ต้องแบกรับภาระภาษี เกินความจำเป็นในการประกอบธุรกิจระหว่างกัน ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาทบทวนอนุสัญญาดังกล่าว

5. ความตกลงว่าด้วยการโอนตัวผู้กระทำผิดและความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา ลงนามเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2533 ซึ่งฝ่ายสหราชอาณาจักรได้มีการใช้ประโยชน์จากความตกลงฯ โดยขอให้มีการโอนตัวนักโทษสหราชอาณาจักรกลับไปรับโทษที่สหราชอาณาจักรอยู่เป็นระยะ ๆ

6. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งกำลังบำรุง ลงนามเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2536 ซึ่งครอบคลุมไม่เพียงแต่ในเรื่องการส่งกำลัง การซ่อมบำรุง แต่ยังรวมถึงความร่วมมือทางทหารในด้านอื่น ๆ เช่น การฝึก การวิจัยร่วม การถ่ายโอนเทคโนโลยี เป็นต้น และปัจจุบันกองทัพของทั้งสองประเทศก็มีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

7. ความตกลง 3 ฝ่าย ระหว่างรัฐบาลไทย-สหราชอาณาจักร-กัมพูชา ว่าด้วยการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างปอยเปตกับคลองลึก ลงนามเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2537 โดยเป็นการใช้เงินของสหราชอาณาจักรร่วมกับกำลังทหารของไทยในการสร้างสะพานให้กัมพูชา ซึ่งได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว

8. ความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งและดำเนินการสถานีถ่ายทอดวิทยุของบริษัทกระจายเสียงของสหราชอาณาจักร (BBC) ในประเทศไทย ลงนามเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2537 ปัจจุบันสถานีวิทยุดังกล่าวได้ดำเนินการกระจายเสียงแล้ว

9. สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญา ลงนามเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2537 และได้มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารกัน เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2540




ความเห็น

  • รักข่าว wrote on 1 กรกฎาคม, 2014, 10:17

    ขอบคุณสำหรับข่าวดีๆ คับ 
    http://www.haijai.com

ผู้เขียน

เขียน 35995 เรื่องบนเว็บไซต์นี้

สำนักข่าวเจ้าพระยาดำเนินกิจการเพื่อสาธารณะประโยชน์และไม่แสวงหากำไร
Copyright © 2019 สำนักข่าวเจ้าพระยา. All rights reserved
web analytics